ส่องกระจกปราบคอร์รัปชัน

  • Saturday, December 9, 2017 - 00:01


    รู้ยัง?

    วันนี้....๙ ธันวาคม เป็นวันต่อต้านการคอร์รัปชันสากล

    อาจไม่ใช่วันสำคัญ และไม่ได้รับความสนใจ จากใครหลายๆ คน

    แต่มันเป็นวันที่โลกกำหนดขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนได้ตระหนักถึงภัยที่ร้ายแรงที่สุด

    นั่นคือการคอร์รัปชัน

    วันต่อต้านการคอร์รัปชันสากล ถือกำเนิดขึ้นหลังจากที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ (UN) มีมติเห็นชอบ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๖ (United Nations Convention against Corruption-UNCAC, 2003) อย่างเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๖

    จากนั้นประเทศภาคีสมาชิกยูเอ็น ๑๙๑ ประเทศรวมทั้งประเทศไทย ได้เข้าร่วมลงนามในอนุสัญญาฯ ระหว่างวันที่ ๙-๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๖ ณ เมืองเมอริดา ประเทศเม็กซิโก

    ยูเอ็นจึงประกาศให้วันที่ ๙ ธันวาคมของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (International Anti-Corruption Day)

    สำหรับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๖ ได้กำหนดประเด็นความร่วมมือที่สำคัญของรัฐภาคี ๓ ประการ ดังนี้

    ๑.ด้านมาตรการเชิงป้องกัน: ทุกประเทศต้องมุ่งป้องกันปัญหาคอร์รัปชันเป็นอันดับแรก

    ๒.ด้านการบัญญัติความผิดทางอาญา: ทุกประเทศต้องถือว่าการคอร์รัปชันทุกรูปแบบคืออาชญากรรม

    ๓.ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ: ทุกประเทศต้องให้ความร่วมมือในการทำให้อนุสัญญามีผลในทางปฏิบัติได้จริง

    การจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน มีการจัดทำกันทุกปี ตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ ถึงปัจจุบัน สถานะของประเทศไทย สอบตก มาโดยตลอด

    ๒๕๓๘ ได้ ๒.๗๙ คะแนน (เต็ม ๑๐ คะแนน) อันดับที่ ๓๔ จาก ๔๑ ประเทศ

    ๒๕๓๙ ได้ ๓.๓๓ คะแนน อันดับที่ ๓๗ จาก ๕๔ ประเทศ

    ๒๕๔๐ ได้ ๓.๐๖ คะแนน อันดับที่ ๓๙ จาก ๕๒ ประเทศ

    ๒๕๔๑ ได้ ๓.๐๐ คะแนน อันดับที่ ๖๑ จาก ๘๕ ประเทศ

    ๒๕๔๒ ได้ ๓.๒๐ คะแนน อันดับที่ ๖๘ จาก ๙๘ ประเทศ

    ๒๕๔๓ ได้ ๓.๒๐ คะแนน อันดับที่ ๖๐ จาก ๙๐ ประเทศ

    ๒๕๔๔ ได้ ๓.๒๐ คะแนน อันดับที่ ๖๑ จาก ๙๑ ประเทศ

    ๒๕๔๕ ได้ ๓.๒๐ คะแนน อันดับที่ ๖๔ จาก ๑๐๒ ประเทศ

    ๒๕๔๖ ได้ ๓.๓๐ คะแนน อันดับที่ ๗๐ จาก ๑๓๓ ประเทศ

    ๒๕๔๗ ได้ ๓.๖๐ คะแนน อันดับที่ ๖๔ จาก ๑๔๖ ประเทศ

    ๒๕๔๘ ได้ ๓.๘๐ คะแนน อันดับที่ ๕๙ จาก ๑๕๙ ประเทศ

    ๒๕๔๙ ได้ ๓.๖๐ คะแนน อันดับที่ ๖๓ จาก ๑๖๓ ประเทศ

    ๒๕๕๐ ได้ ๓.๓๐ คะแนน อันดับที่ ๘๔ จาก ๑๗๙ ประเทศ

    ๒๕๕๑ ได้ ๓.๕๐ คะแนน อันดับที่ ๘๐ จาก ๑๘๐ ประเทศ

    ๒๕๕๒ ได้ ๓.๔๐ คะแนน อันดับที่ ๘๔ จาก ๑๘๐ ประเทศ

    ๒๕๕๓ ได้ ๓.๕๐ คะแนน อันดับที่ ๗๘ จาก ๑๗๘ ประเทศ

    ๒๕๕๔ ได้ ๓.๔๐ คะแนน อันดับที่ ๘๐ จาก ๑๘๓ ประเทศ

    มาถึงปี ๒๕๕๕ การคิดคะแนนเปลี่ยนเป็น ๑๐๐ คะแนนเต็ม ประเทศไทยได้ ๓๗ คะแนน อันดับที่ ๘๘ จาก ๑๗๖ ประเทศ

    ๒๕๕๖ ได้ ๓๕ คะแนน อันดับที่ ๑๐๒ จาก ๑๗๗ ประเทศ

    ๒๕๕๗ ได้ ๓๘ คะแนน อันดับที่ ๘๕ จาก ๑๗๕ ประเทศ

    ๒๕๕๘ ได้ ๓๘ คะแนน อันดับที่ ๗๖ จาก ๑๗๕ ประเทศ

    และล่าสุด ๒๕๕๙ ได้ ๓๕ คะแนน อันดับที่ ๑๐๑ จาก ๑๖๘ ประเทศ

    ๒๐ ปีที่ผ่านมา...ผ่านมาทุกรัฐบาลไม่มีอะไรต่างกันเลย ตัวเลขมันฟ้องให้เห็นถึงความล้มเหลวในการปราบคอร์รัปชันอย่างสิ้นเชิง

    สอบตกมาตลอด

    ที่จริงทุกรัฐบาลล้วนมีมาตรการปราบการทุจริตทั้งสิ้น

    แต่น่าเสียดาย เป็นแค่ตัวหนังสือในกระดาษ ไม่มีการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง

    ไม่มีการนำบทเรียนมาแก้ไขเพื่อให้สถานการณ์คอร์รัปชันดีขึ้นเลย

    เพราะคนที่โกง ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐบาลนั่นเอง

    นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่....สถานการณ์คอร์รัปชันยังย่ำแย่เหมือนเดิม

    ทั้งๆ ที่ ป.ป.ช.ทำคดีไปเป็นพันเป็นหมื่นคดี

    แล้วมันเกิดอะไรขึ้น

    ผลงานของ ป.ป.ช. ไม่ได้พิสูจน์ว่า การคอร์รัปชันประเทศไทยลดลง

    เพราะเมื่อมีมาตรการป้องกันการโกงเพิ่มขึ้น คนโกงก็พัฒนาวิธีโกงเพิ่มตามไปด้วย

    ยังมีการโกงอีกเยอะที่ไม่ถูกจับได้

    ยุครัฐบาล คสช.ที่คิดกันว่าเป็นรัฐบาลที่มีความพยายามปราบโกงมากที่สุด ก็ยังมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงให้เห็น

    อาจลดน้อยไปบ้าง แต่ยังไม่เห็นแนวโน้มว่า จะมีการปราบคอร์รัปชันในวงราชการได้สำเร็จ

    วานนี้นายกฯ ลุงตู่ เอาประเด็น วันต่อต้านการคอร์รัปชันสากล ไปพูดในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

    "วันที่ ๙ ธันวาคมของทุกปีถือเป็น 'วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล' ซึ่งรัฐบาลและ คสช.ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการทุจริต ให้เป็นวาระเร่งด่วนและวาระแห่งชาติ โดยได้มีการดำเนินการที่สำคัญๆ อาทิ

    ๑.ตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) รวมทั้งมีศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เพื่อสนับสนุนภารกิจการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผลมากขึ้น ๒.ตั้งคณะกรรมการพิจารณางบประมาณบูรณาการด้านการป้องกันปราบปรามการทุจริต ทำให้หน่วยงานภาครัฐต้องขับเคลื่อนงานและใช้งบประมาณด้านนี้อย่างไม่ซ้ำซ้อน

    ๓.การสร้างกลไกศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต ระดับกระทรวงและระดับจังหวัดทุกจังหวัด จะต้องปฏิบัติงานร่วมกับ ป.ป.ช. ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

    ๔.ให้หน่วยงานภาครัฐ 'ทุกหน่วย' ต้องเข้าร่วมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) เพื่อให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมการทำงานอย่างมีคุณธรรมและความโปร่งใส

    และ ๕.จัดสรรอัตรากำลังให้ ป.ป.ช.เพิ่มเติม โดยบรรจุเป็นผู้ช่วยพนักงานไต่สวน ๔๖๒ อัตรา เจ้าพนักงานตรวจสอบทรัพย์สิน ๑๑๙ อัตรา

    ซึ่งส่งผลดีต่องานปราบปรามของ ป.ป.ช. คือ สามารถจะทำคดีได้รวดเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างเห็นได้ชัด ตามตัวเลขทางสถิติ ดังนี้นะครับ

    (๑) คดีที่ ป.ป.ช.ดำเนินการแล้วเสร็จ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ จำนวนเกือบ ๓,๐๐๐ คดี โดยเพิ่มเป็น ๔,๓๐๐ กว่าคดีในปี ๒๕๖๐ นี้

    และ (๒) ทรัพย์สินที่ ป.ป.ช.ชี้มูล-ร้องต่อศาลให้ริบทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ มีมูลค่ามากกว่า ๑๘๐ ล้านบาท โดยเพิ่มเป็น ๘๕๓ ล้านบาท ในปีงบประมาณนี้ ที่กล่าวมาก็เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ยังมีการดำเนินการอื่นๆ และคดีความต่างๆ อีกมาก ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศนะครับ

    ข้อมูลจากผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เกี่ยวกับดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันของไทย (Corruption Situation Index: CSI) เดือนมิถุนายนปีนี้ สะท้อนให้เห็นผลจากความพยายามของรัฐบาล-คสช.-ป.ป.ช.และองค์กรอิสระต่างๆ ในการต่อสู้กับปัญหาการทุจริต ที่ให้ความสำคัญกับการปลูกจิตสำนึก 'ไม่ยอมรับ-ไม่นิ่งเฉย' ต่อการฉ้อราษฎร์บังหลวง จนประชาชนมีความตื่นตัวในเรื่องนี้สูงขึ้น รวมทั้งอยากมีส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริตสูงขึ้น อีกด้วยนะครับ

    โดยพบว่าคนไทยร้อยละ ๘๖ ต้องการและยินดีเข้ามามีส่วนในการป้องกันการทุจริต ซึ่งในปีนี้ การรณรงค์จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ภายใต้แนวคิด Zero Tolerance นะครับ

    คนไทยไม่ทนต่อการทุจริต ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องลุกขึ้นทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของตนเองและประเทศชาติ โดยไม่ทนต่อการทุจริต และมีจิตสำนึกที่ถูกต้อง เคารพในกฎหมายนะครับ

    ต้องเข้าใจด้วยเรื่องของกฎหมายนะครับ ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และความพอเพียง อย่าใช้ความรู้สึกในการตัดสินคนนะครับ พร้อมแสดงบทบาท พลเมืองดีในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการทุจริต เพื่อให้ประเทศไทยโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลนะครับ ต้องช่วยกันนะครับ"

    ประเด็นที่น่าสนใจคือ พล.อ.ประยุทธ์ปลุกให้คนไทยลุกขึ้นมาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของตนเองและประเทศชาติ โดยไม่ทนต่อการทุจริต

    แล้วคนไทยคือใคร?

    คนไทยที่ต่อต้านคอร์รัปชัน ไม่เคยทน มานานแล้ว

    ไล่รัฐบาลขี้โกงมาแล้วกี่รัฐบาล

    แต่ก็มีคนไทยจำนวนไม่น้อย ติดกับดักนโยบายประชานิยม เรียกง่ายๆ ว่า นโยบายสอนให้คนแบมือขอ

    ประชาชนกลุ่มนี้คือพวก โกงไม่เป็นไรขอให้แบ่งกัน หรือ เงินไม่มากาไม่เป็น

    มันเป็นเรื่องจริงอันน่าเจ็บปวด ที่มักนำ ความยากจนมาเป็นข้ออ้างเสมอ

    เมื่อประชาชนเองก็มีส่วนอย่างมากต่อการคอร์รัปชันของข้าราชการ และนักการเมือง แล้วจะแก้ปัญหากันอย่างไร

    แน่นอนสิ่งที่ "ลุงตู่" ว่ามามันไม่พอหรอกครับ

    หากจะนำประเทศให้หลุดพ้นไปจากการคอร์รัปชัน รัฐบาลต้องออกแรงมากกว่านี้อีกหลายเท่าตัว

    ตราบใดที่ไม่อาจเปลี่ยนวัฒนธรรม ให้คนไทยเลิกบูชาคนโกง ให้ตระหนักว่าคอร์รัปชันคือมหันตภัยร้ายแรงของชาติได้ ไม่มีทางที่ประเทศจะเปลี่ยนแปลง

    ฉะนั้น เริ่มที่คนในรัฐบาล ไม่ให้มีเสียงครหาเรื่องคอร์รัปชัน

    จะเป็นก้าวแรกที่เดินไปอย่างมั่นคง.

    ผักกาดหอม

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น