เศรษฐกิจดีทำไมมีคนบ่น

  • Tuesday, December 12, 2017 - 00:00


    เศรษฐกิจมันเป็นเรื่องใกล้ตัว

    หลอกกันไม่ได้

    ล้วงกระเป๋าไปแล้วไม่เจอเงิน มันก็คือไม่เจอ

    เวลานี้ใครมาบอกว่าเศรษฐกิจดี คนจนจะหมดไปแล้ว

    สำหรับประชาชนระดับรากหญ้า เชื่อก็บ้า!

    ไม่มีปัญญาไปชิมไข่เจียวร้าน เจ๊ไฝ หรอกครับ

    เศรษฐกิจ ปากท้อง ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขอย่างเดียว

    แต่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกด้วย

    และเมื่อสองอย่างนี้มาผสมกัน มันก็เหมือนระเบิด

    หันไปดูอีกมุม ยอดจองรถยนต์ในงาน Motor Expo 2017 ตัวเลขตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ถึงวันที่ ๑๐ ธันวาคม มียอดรวมทั้งสิ้น ๓๒,๓๑๘ คัน

    MERCEDES-BENZ มียอดจองที่ ๒,๑๓๐ คัน

    เป็นอันดับ ๕ ของยี่ห้อรถที่มีขายในเมืองไทย มากกว่ารถจากค่ายญี่ปุ่น หลายๆ ค่าย

    ฉะนั้นจะบอกว่าคนไทยจนก็ไม่ได้

    เศรษฐกิจไม่ดีก็ไม่เชิง

    สรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่

    ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ เรื่องนี้พูดกันมานาน คนไทยส่วนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองจน พืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ ทำมาหากินไม่ได้

    แต่คนไทยอีกกลุ่ม ยังมีเงินเป็นฟ่อนซื้อรถแพงๆ ได้

    ขนหน้าแข้งไม่ร่วง

    นั่นเพราะประเทศไทยมีปัญหาการกระจายรายได้ในระดับที่รุนแรง

    หลายปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น

    ว่ากันตามหลักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างทางสังคม เพศ เชื้อชาติ วัฒนธรรม การศึกษา ทักษะของผู้ใช้แรงงาน

    ตลอดจนนโยบายของภาครัฐ เช่นนโยบายด้านภาษี นโยบายเศรษฐกิจ นโยบายแรงงาน นโยบายการเงิน

    รวมถึงเทคโนโลยีและระบบการผลิต

    ทั้งหมดที่ว่ามาล้วนมีส่วนให้เกิดการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียม

    แต่ถ้าจะขุดให้ถึงรากจริงๆ การศึกษา ถือเป็นปัจจัยหลัก ของความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น ซึ่งมันเป็นปัญหาที่ซ้ำซ้อน

    เพราะตัวการศึกษาเองก็มีความเหลื่อมล้ำ

    ความแตกต่างในโอกาสทางการศึกษาได้ผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำ ให้ห่างมากขึ้นเรื่อยๆ

    ถามว่าที่ผ่านมามีการแก้ไขหรือไม่?

    ก็แก้กันเรื่อยมา ตรงจุดบ้าง ผิดจุดบ้าง มันก็ได้เท่าที่เห็น

    ยังไม่มีใครมากางโรดแมป บอกวิธีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นระบบ เริ่มตั้งแต่ระดับรากเหง้าของปัญหา

    พูดง่ายๆ คือแทบไม่เคยได้ยินคำว่า ปฏิรูปเศรษฐกิจ

    เราปล่อยให้ทุนใหญ่กินส่วนต่างตลาดเยอะเกินไป ในขณะที่ทุนขนาดเล็ก ทุนท้องถิ่นปรับตัวไม่ทัน ถ้าไม่แก้ไขอะไรเลย จะมีปัญหาอื่นตามมาอีกเยอะ

    โดยเฉพาะปัญหาสังคม

    ในขณะที่ภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นสันหลังของชาติ อยู่สภาพเหมือนผีดิบ

    มีชีวิตอยู่ก็ไม่ใช่ ตายก็ไม่เชิง

    ปัญหาพืชผลทางการเกษตรเป็นมาอย่างไรเมื่อ ๔๐-๕๐ ปี วันนี้ก็เป็นอย่างนั้น

    วันก่อน "ลุงตู่" แนะวิธีแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ด้วยการให้ชาวสวนไปปลูกมะพร้าว

    ราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำมาหลายปีติด ปัจจัยหลักที่ทำให้เป็นเช่นนั้นคือ ประเทศไทยไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

    ไม่มีการกำหนดว่า จะปลูกอะไร ปลูกได้เท่าไหร่ โซนไหน

    สักแต่บอกให้ปลูกโน่นนี่นั่น พูดไปเรื่อย ไม่ได้

    สภาพที่เกิดมานมนานแล้วคือ อะไรราคาดีก็แห่กันปลูก ปลูกจนราคาตก แล้วแห่ไปปลูกอย่างอื่นกันต่อ วนไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น

    วันนี้แทบไม่มีใครมาบอกให้ปลูกลองกองในสวนยางพารา เพราะปลูกกันเกือบทุกบ้าน ปลูกจนกลายเป็นของโหล ที่ไหนก็มี

    ยางพารา เป็นตัวอย่างแห่งความอัปยศของภาคการเมือง

    โครงการปลูกยางพารา ๑ ล้านไร่สมัยรัฐบาลนายทักษิณ ปรากฏชัดถึงความไร้เดียงสา

    เพราะรัฐบาลขณะนั้นตั้งเป้าขยายพื้นที่ปลูกยางใน ๓๖ จังหวัด

    โดยแบ่งเป็น ๓ แสนไร่ใน ๑๗ จังหวัดภาคเหนือ

    ๗ แสนไร่ ใน ๑๙ จังหวัดภาคอีสาน

    ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๑,๔๐๐ ล้านบาท

    วัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาความยากจน

    แต่...ตั้งโครงการแบบส่งเดช เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ประกาศนโยบายโดยไม่มีมาตรการใดๆ มารองรับกรณีที่เกิดปัญหาขึ้น

    แรกๆ ก็ดีเพราะรัฐบาลเล่นกลดันราคายางให้สูงขึ้น เกษตรกรก็ชอบใจ ขยายพื้นที่ปลูกกันอย่างกว้างขวาง จนเกินกว่าที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ ๑ ล้านไร่

    เกิดปัญหาอื่นตามมา เช่น การบุกรุกป่าเพื่อเข้าไปปลูกยางพารา ปลูกในที่ไม่เหมาะที่จะปลูกยางพารา แถมกล้ายางไม่มีคุณภาพ

    ผลคือ ไม่ได้ปริมาณน้ำยางตามที่ต้องการ น้ำยางขาดคุณภาพ ขายไม่ได้ราคา

    ๗-๘ ปีให้หลัง ราคายางพาราโงหัวไม่ขึ้น จนถึงวันนี้ เกษตรกรสลัดไม่พ้นจากความยากจน

    มันคือความผิดพลาดในแง่นโยบายของพรรคการเมือง

    มีการเสนอลดพื้นที่ปลูกยางพาราอยู่เรื่อยๆ ครับ

    เสนอให้โค่นอย่างน้อยก็ ๗ แสนไร่

    ก็นับนิ้วดูครับ หากโค่นได้สำเร็จปีไหน ปีนั้นราคายางพาราจะพุ่งขึ้นเรื่อยๆ จนไปแตะระดับที่เคยเป็น อย่างน้อยก็ไม่ขี้เหร่ไปกว่าก่อนที่ยาง ๑ ล้านไร่จะกรีดได้

    ทำไมจดหมายของนายหัวชวน หลีกภัย ที่ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงได้รับความสนใจ

    เพราะตัวเลขที่นำมาเสนอนั้น มันตรงจุด

    เป็นตัวเลขที่รัฐบาลรู้อยู่แล้ว เพราะมาจากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ

    คนใต้อยู่กับยางพารา จะจนหรือรวยก็ยางพารานี่แหละ

    รายได้ต่อครัวเรือนต่อเดือนทั่วราชอาณาจักรโดยรวมเพิ่มขึ้นในปี ๒๕๕๘ จาก ๒๕,๑๙๔ บาท เป็น ๒๖,๙๑๕ บาท

    พื้นที่ภาคใต้ มี ๓ จังหวัดที่รายได้ลดลง คือ ระนอง ตรัง และยะลา

    ระนอง รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนลดลงจาก ๓๒,๒๙๒ บาท ในปี ๒๕๕๖ เป็น ๒๒,๐๓๕ บาท ในปี ๒๕๕๘ ลดลง ๑๐,๒๕๘ บาท

    ตรัง รายได้ลดจาก ๓๓,๒๗๐ บาท ในปี ๒๕๕๖ เป็น ๒๓,๓๐๙ บาท ในปี ๒๕๕๘ ลดลง ๙,๙๖๑ บาท

    ยะลา ลดลงจาก ๒๒,๔๘๓ บาท เป็น ๑๕,๕๘๔ บาท ลดลงไป ๖,๙๙๙ บาท

    รายได้ประมาณ ๑ ใน ๓ หายไป

    แค่พูดอย่างเดียวมันเห็นไม่ชัด แต่เมื่อนำตัวเลขมาชำแหละแบบนี้ ก็ไม่แปลกครับที่ ชาวบ้านจะโอดครวญ

    ครับ....แค่ให้เห็นว่า คนไทยจนลงจริงหรือไม่

    ส่วนผู้มีหน้าที่แก้ไข ซึ่งก็คือรัฐบาล ก็ต้องยอมรับว่ามันมีปัญหาเกิดขึ้นจริง

    โฆษกไก่อู บอกว่าลุงตู่ ขอบคุณ นายหัวชวน ที่เขียนจดหมายบอก ....แต่ .....

    "จากการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ไปพบปะเยี่ยมเยียนประชาชนในหลายโอกาส จึงได้พบเห็นกับตาตนเองว่าจังหวัดเหล่านั้นยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การประกอบอาชีพที่ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ ๙๐ ทำการเกษตรแบบดั้งเดิม เช่น ปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้มีผู้คนอีกไม่น้อยที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้"

    ละทิ้งประเด็นการเมือง เพราะฟังเหมือนว่าเป็นการโยนใส่รัฐบาลเก่าก่อนไม่ดูแล ไม่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปล่อยเกษตรกรทำเกษตรแบบดั้งเดิม

    มีแต่ยางพารากับปาล์ม

    อืมมมมม.....เผื่อทั่นโฆษกยังไม่รู้....เมื่อก่อนยางพาราเยอะกว่าตอนนี้ครับ แต่เพราะนโยบายล้านไร่ ยางภาคใต้จึงหายไปเยอะ เพราะแปลงร่างเป็นปาล์มแทน

    และวันนี้ราคาปาล์มก็ชักจะแย่ เหตุผลเพราะปลูกกันแบบไม่มีลิมิต รุกป่าก็เยอะ ยิงกันตายไปแล้วหลายศพ

    เอาเป็นว่ารัฐบาลรู้ปัญหาแล้ว สิ่งที่ต้องพูดกันต่อไปคือ จะแก้ปัญหาอย่างไร

    หมายถึงแก้ปัญหาทั้งระบบ ไม่เฉพาะภาคใดภาคหนึ่ง

    และไม่ใช่การตั้งกรรมการศึกษาซ้ำแล้วซ้ำอีก

    ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายครับ.

    ผักกาดหอม

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น