สอบข้อเท็จจริงกรณี'น้องเมย' อย่าตีกรอบแค่เรื่องตัวบุคคล

  • Saturday, December 16, 2017 - 00:01


    ในที่สุดคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการเสียชีวิตของนักเตรียมทหารภัคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย ที่มีพลอากาศเอกชวรัตน์ มารุ่งเรือง รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นประธาน ก็ได้สรุปผลการสอบสวน จากการให้ข้อมูลของบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ ก่อนหน้าที่นักเรียนเตรียมทหารคนดังกล่าว ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ให้กับสาธารณชนได้รับทราบไปแล้ว โดยเป็นไปตามขั้นตอนการสรุปข้อมูลของส่วนราชการ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาทางทหารที่รับผิดชอบดูแลนักเรียนเตรียมทหารที่เสียชีวิต

    เมื่อฟังจากการไล่ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว มีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องหลายส่วน ตั้งแต่ประเด็นที่ นักเรียนเตรียมทหารคนดังกล่าวถูกปรับปรุงวินัยอยู่บ่อยครั้ง หลังจากที่นักเรียนปกครองใช้วิจารณญาณส่วนตัวว่า การปฏิบัติ พฤติกรรม ไม่อยู่ในการบังคับบัญชา ฝ่าฝืน ไม่เป็นไปตามประเพณีระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง ที่ควรจะเป็น นำไปสู่การลงโทษโดยปราศจากการควบคุมจากครูฝึกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนเตรียมทหารที่น่าจะมีวุฒิภาวะในการชั่งน้ำหนักว่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกายจนส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตในที่สุดหรือไม่

    ในสังคมโรงเรียนเตรียมทหาร ที่มีธรรมชาติแตกต่างจากสถานศึกษาอื่น นอกจากเรื่องวินัย ความแข็งแรงทางด้านร่างกายแล้ว ยังเป็นการบ่มเพาะศิลปะของการดำรงอยู่ในสังคมที่มีรุ่นพี่ รุ่นน้อง เพื่อนฝูง การกดดันจากกลุ่มพวก ที่อาจทำให้นักเรียนเตรียมทหารคนดังกล่าวอึดอัด เพราะอาจมองเรื่องความเป็นธรรมเป็นเรื่องหลัก และไม่เห็นด้วยกับที่ตัวเองถูกลงโทษ การถูกมองจากเพื่อน และรุ่นพี่ ทำให้การใช้ชีวิตในรั้วทหารไม่เป็นไปอย่างที่คิด การพึ่งพาหรือปรึกษาครอบครัวจึงเป็นทางออกที่เขาเลือกทำ

    ขณะที่การแถลงของคณะกรรมการสอบ ตอกย้ำเรื่องการธำรงวินัยยังเป็นสิ่งที่ดี มีเหตุผลในการสร้างทหารเข้ามาในระบบ แต่ด้วยรายละเอียดก่อนการเสียชีวิต จากพฤติกรรมของนักเรียนเตรียมทหาร จนนำไปสู่การซ่อม ทั้งท่ากายบริหาร ที่ถูกรับรองว่าไม่ได้มีผลต่อการทำให้เสียชีวิต แต่ก็ยอมรับว่าระหว่างถูกทำโทษนั้นก็มีการสลบและฟุบไป รวมไปถึงเหตุการณ์ต่อเนื่องที่ทำให้นักเรียนปกครองสั่งให้นักเรียนเตรียมทหารคนดังกล่าวไปปรับปรุงวินัยต่ออีกหนึ่งวัน ในท่าทีเหมือนง่าย แต่ระยะเวลานานก็ส่งผลต่อสุขภาพของนักเรียนเตรียมทหารคนดังกล่าวอยู่ไม่น้อย

    ไม่นับรวมกับอาการทางสุขภาพที่แสดงออกมา หลังจากที่สองเดือนก่อนที่มีการปรับปรุงวินัยอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงวันที่ 10 ตุลาคม ที่พลัดตกจากบันไดจนต้องเข้าพักรักษาตัวถึง 5 วัน การเข้า-ออกห้องพักฟื้นกองแพทย์ โรงพยาบาลภายในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งน่าจะเพียงพอให้เจ้าหน้าที่ ครูฝึก หรืออาจารย์ ต้องใช้วิจารณญาณในการส่งตัวไปเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด ว่าน้องมีความบกพร่องทางสุขภาพหรือไม่ เสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตในการฝึก และการปรับปรุงวินัย

    พร้อมกันนั้น ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้ปกครองซึ่งพูดคุยทางโทรศัพท์กับนักเรียนเตรียมทหารคนดังกล่าว จนทำให้เกิดอาการเครียด ซึ่งมีบางข้อมูลระบุว่า ญาติของนักเรียนเตรียมทหารคนดังกล่าวได้ให้น้องลงไปที่โรงฝึก ไม่ให้อยู่ที่กองแพทย์ ทั้งที่ในสภาพการณ์จริงยังมีปัญหาความไม่ลงรอยในช่วงการธำรงวินัยระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง การถูกกดดัน กระทบกระเทียบจากเพื่อน ที่นักเรียนเตรียมทหารคนดังกล่าวคงได้รับความกดดันและบีบคั้นเป็นอย่างมาก ซึ่งมีผลต่อสุขภาพและชีวิตส่วนหนึ่งด้วย

    ที่สำคัญคือ ระบบการควบคุม การตรวจสอบ การใช้อำนาจของนักเรียนปกครอง เป็นไปตามมาตรฐานและรอบคอบพอหรือไม่ เพราะอำนาจที่ให้ไปภายใต้วุฒิภาวะที่ยังไม่มากพอในการใช้วิจารญาณตัดสินโทษคนอื่น เป็นเรื่องที่น่าอันตราย เพราะอย่างลืมว่า นักเรียนเตรียมทหารคนดังกล่าวมีอายุใกล้เคียงกับรุ่นพี่ เพราะมีการมาสอบเข้าเป็นปีที่สาม อาจจะเกิดอคติ หรือโมหจริตระหว่างกัน การยื่นอำนาจให้ไปใช้ตัดสินโทษจึงเปรียบเหมือนดาบสองคม ถ้าเด็ดขาดและเป็นธรรม นอกจากจะสร้างวินัย ยังสร้างการยอมรับระหว่างกัน แต่ถ้าทำด้วยอารมณ์ ความแค้น ความเกลียดชัง การไม่ยอมลงให้ และกลายเป็นเรื่องการเอาชนะคะคานกัน ก็จะทำไปสู่ความสูญเสียอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดได้เหมือนกัน

    กระนั้น กองทัพไทย และโรงเรียนเตรียมทหาร ได้ชี้แจงว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นการโต้ตอบระหว่างญาติและโรงเรียน เพราะต่างก็เป็นผู้สูญเสียด้วยกันทั้งคู่ และอยากให้มองว่าสิ่งที่มีอยู่เป็นสิ่งที่ดีและมีเหตุผล โดยเฉพาะระบบรุ่นพี่ รุ่นน้อง การบังคับบัญชา การธำรงวินัย หากจะมีคนผิดและฟ้องร้องดำเนินคดี ก็ขอให้เป็นเรื่องของบุคคล เพราะกฎระเบียบ ธรรมเนียม ประเพณี มีไว้แต่ก็มีคนละเมิด เหมือนเช่นกรณีความเร็วในการขับรถยนต์ แม้จะมีกฎหมายลงโทษ แต่ก็ยังมีคนฝ่าฝืน ไม่ต่างจากกฎที่โรงเรียนเตรียมทหารตั้งไว้เหมือนกัน

    อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบิ๊กทหาร ก็ยอมรับในส่วนที่ว่าจะต้องมีการเข้มงวดกวดขัน ตรวจสอบการปรับปรุงวินัยให้เป็นไปตามมาตรฐานมากขึ้น มีการดูแลจากครูฝึกอย่างดี ไม่ให้เกิดความหละหลวม รวมไปถึงการสร้างระบบคัดกรอง การตรวจสุขภาพของนักเรียนเตรียมทหาร ที่จะเข้ารับการศึกษา และระหว่างเข้ารับการศึกษาให้ละเอียด เพื่อป้องกันการสูญเสียที่จะเกิดขึ้น และหากการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหารคนดังกล่าวจะนำไปสู่การกระตุ้นเตือนให้การวางมาตรการต่างๆ เป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม ก็จะเป็นประโยชน์กับคนที่จะเข้ามารับการศึกษาในสถาบันทหารในอนาคต ไม่ใช่แค่สรุปตีกรอบแค่เรื่องของตัวบุคคลเท่านั้น.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น