จับตาผ่าทางตันวิกฤติ “โรงงานยาสูบ”

  • Monday, December 18, 2017 - 00:00


    ยังคงอยู่ระหว่างการหาแนวทางในการให้ความช่วยเหลือ “โรงงานยาสูบ” หลังจากได้ออกมาระบุว่า กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก ภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา โดย “โรงงานยาสูบ” ยืนยันว่า ผลกระทบที่ชัดเจนจากกฎหมายฉบับดังกล่าวนั่นคือภาพรวมรายได้ที่จะ ทรุดลงอย่างหนัก

    โดยก่อนที่กฎหมายฉบับดังกล่าวจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการนั้น “โรงงานยาสูบ” ก็ได้พยายามส่งสัญญาณมาระยะหนึ่งแล้วถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทันทีที่กฎหมายประกาศใช้

    ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ ได้เคยออกมาระบุว่า อัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2560 นั้น จะมีผลทำให้โรงงานยาสูบต้องปรับเพิ่มราคาขายบุหรี่ทั้ง 16 ยี่ห้อที่ขายอยู่ในตลาด เนื่องจากมีภาระภาษีเพิ่มมากขึ้น จากเดิมเสียภาษีซองละ 25-40 บาท เป็นซองละไม่ต่ำกว่า 50 บาท และคาดว่าบุหรี่ส่วนใหญ่จะขายในราคาที่ซองละไม่เกิน 60 บาท เพื่อไม่ให้เสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น

    ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ อธิบายในรายละเอียดว่า ภาระภาษีที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถเพิ่มราคาขายปลีกได้เกินซองละ 60 บาทได้ ทำให้รายได้ของโรงงานยาสูบลดลงอย่างมาก โดยคาดว่าในปี 2561 โรงงานยาสูบจะขาดทุน ประมาณ 1.57 พันล้านบาท และในปี 2563 คาดว่าโรงงานยาสูบจะขาดทุนสูงถึง 4-5 พันล้านบาท

    “การขึ้นภาษีบุหรี่ทำให้ประเทศมีรายได้มากขึ้นเป็นเรื่องที่ดี แต่โรงงานยาสูบก็ได้รับผลกระทบ ทั้งที่ทำตามนโยบายของรัฐบาลมาโดยตลอด จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลในเรื่องนี้”

    ทั้งนี้ “โรงงานยาสูบ” ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิต เพื่อให้เร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ทบทวนกฎหมายใหม่ โดยให้กลับไปใช้โครงสร้างภาษีเดิมก่อน ยังมีการขอให้ตรวจสอบและกำหนดนิยามของ “ราคาขายปลีกแนะนำ” ในส่วนของต้นทุนการผลิตบุหรี่ที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด การขอให้มีมาตรการตรวจสอบและควบคุมราคาขายปลีกแนะนำให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ไปจนถึงการขอให้รัฐบาลอนุญาตให้ “โรงงานยาสูบ” ดำเนินธุรกิจที่นอกเหนือจากอุตสาหกรรมยาสูบได้ เพื่อให้องค์กรอยู่รอดอีกด้วย

    หลังจาก “โรงงานยาสูบ” ออกมาเรียกร้องเรื่องนี้อยู่พักใหญ่ ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวจากฝั่ง “กระทรวงการคลัง” โดยอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตเร่งหาทางช่วยเหลือ “โรงงานยาสูบ” หลังจากได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้อัตราภาษียาสูบใหม่ โดยในช่วงแรกกรมสรรพสามิตเองยอมรับว่าได้มองใน 2 แนวทางช่วยเหลือ ได้แก่ การปรับโครงสร้างภาษีใหม่ แต่ก็ยืนยันว่าเรื่องนี้คงเป็นไปได้ยาก เพราะอัตราภาษีใหม่เพิ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา

    ส่วนอีกแนวทาง คือ การช่วยเหลือโดยการชดเชยรายได้ของ “โรงงานยาสูบ” ที่หายไปจากการขายบุหรี่ซึ่งทำได้ลดลง และโดยหลักแล้วแนวทางนี้เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ที่จะต้องพิจารณา และที่ผ่านมา “โรงงานยาสูบ” เองก็ได้ทำเรื่องเสนอมายัง สคร.เพื่อให้พิจารณาเรียบร้อยแล้ว

    สำหรับ 2 แนวทางดังกล่าวเป็นเพียงหลักคิดในการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นเท่านั้น โดยยังไม่ได้มีข้อสรุปใดๆ ที่ชัดเจนออกมา แต่ในทางปฏิบัติ กรมสรรพสามิตเองได้พยายามอย่างมากในการดำเนินการเรื่องนี้ โดยแว่วๆ ว่าได้มีการเชิญบริษัทบุหรี่ต่างประเทศเข้ามาเพื่อหารือ และขอให้มีการปรับราคาขายปลีกบุหรี่บางยี่ห้อที่ก่อนหน้านี้เคยปรับลงมาเหลือไม่เกิน 60 บาท ให้ปรับขึ้นเป็นมากกว่า 60 บาท เพื่อจะได้ไม่มาแย่งส่วนแบ่งตลาดของ “โรงงานยาสูบ”

    ซึ่งแน่นอนว่า เป็นไปไม่ได้! เพราะในทางธุรกิจแล้วเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องของ “การแข่งขันทางการตลาด” ที่ผู้เล่นคือ บริษัทบุหรี่ต่างประเทศ และ “โรงงานยาสูบ” กำลังทำธุรกิจภายใต้ “เงื่อนไขเดียวกัน” นั่นคือ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 นั่นเอง

    ดูเหมือนทางออกสำหรับปัญหาของ “โรงงานยาสูบ” นั้นจะไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะข้อเรียกร้องที่ต้องการให้กระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิต “ทบทวนกฎกระทรวงการกำหนดอัตราการจัดเก็บภาษียาสูบ ภายใต้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ใหม่ให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย”

    หากไม่มีการทบทวนกฎหมายใหม่ จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ “โรงงานยาสูบ” ซึ่งหลังจากกฎหมายภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ยอดการผลิตบุหรี่ก็มีแนวโน้มลดลง โดยยอดการผลิตในปี 2561 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.7 หมื่นล้านมวน ลดลงจากปี 2560 ซึ่งมียอดการผลิตอยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านมวน ขณะที่ปี 2562 คาดว่ายอดการผลิตจะลดลงเหลือ 8.5 พันล้านมวน รวมถึงส่วนแบ่งการตลาดของ “โรงงานยาสูบ” ก็จะถูกลดทอนลงไปด้วย

    “โรงงานยาสูบ” ชี้ให้เห็นถึงอีกหนึ่งปัญหาของโครงสร้างภาษีใหม่ ว่า อัตราภาษีใหม่นั้นเป็นการเปิดโอกาสให้บุหรี่ต่างประเทศบางยี่ห้อได้รับประโยชน์ โดยสามารถลดราคาขายได้ ซึ่งภายหลังการใช้กฎหมายใหม่เพียง 1 เดือนเท่านั้น พบว่าส่วนแบ่งการตลาดของ “โรงงานยาสูบ” ลดลงเหลือ 65.92% จากปีงบประมาณ 2560 อยู่ที่ 80% ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดของบุหรี่ต่างประเทศปรับเพิ่มขึ้นเป็น 32.53% ซึ่งขัดแย้งกับหลักกฎหมายที่ “ต้องการให้ขึ้นราคาเพื่อป้องกันไม่ให้มีคนสูบบุหรี่เพิ่ม”

    ไม่เพียงเท่านี้ โครงสร้างภาษีใหม่ยังมีช่องโหว่ให้บุหรี่นำเข้าปรับราคาที่ผิดปกติ ในลักษณะที่เป็นการดัมพ์ราคา เพราะตามข้อเท็จจริงแล้ว ทุกครั้งที่มีการแก้ไขกฎหมายภาษีจัดเก็บกับสินค้าบุหรี่ คือ บุหรี่ทุกยี่ห้อในตลาดจะต้องมีภาระภาษีสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาบุหรี่ทุกยี่ห้อปรับเพิ่มขึ้นด้วย แต่บุหรี่ของ “โรงงานยาสูบ” ซึ่งเดิมเคยขายราคาต่ำก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ทั้งจากการจัดเก็บตามปริมาณที่ 1.20 บาทต่อมวล และการจัดเก็บตามมูลค่าจากราคาขายปลีกแนะนำ เป็นบทสรุปที่ชัดเจนที่ทำให้ “ต้องมีการปรับเพิ่มราคาบุหรี่”

    ภาพที่จะสะท้อนออกมาได้ชัดขึ้น คือ เมื่อภาระภาษีเพิ่มขึ้น ก็ต้องมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น และในอีก 2 ปีข้างหน้า จะมีการปรับภาษีเป็น 40% เท่ากันทั้งหมด นั่นหมายความว่าราคาบุหรี่ของ “โรงงานยาสูบ” ก็จะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปัจจุบันนั่นเอง

    ความพยายามเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาให้กับ “โรงงานยาสูบ” โดยเฉพาะการขอให้ทบทวนกฎกระทรวงการกำหนดอัตราภาษียาสูบใหม่ ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ซึ่งอาจจะเป็นทางออกที่เป็นประโยชน์ที่สุดกับ “โรงงานยาสูบ” แต่ในทางกลับกัน กระทรวงการคลังได้ออกมายืนยันชัดเจนแล้วว่าเรื่องนี้คงดำเนินการให้ไม่ได้!

    ไม่สามารถยกเว้นการใช้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 โดยเฉพาะในส่วนของการเก็บภาษียาสูบตามข้อเสนอของ “โรงงานยาสูบ” ได้ เพราะกฎหมายมีผลบังคับใช้ไปแล้ว และเป็นการใช้แบบทั่วไป ไม่ได้ใช้เฉพาะ “โรงงานยาสูบ” เท่านั้น ส่วนข้อเรียกร้องเรื่องการชดเชยรายได้หรือโบนัสให้กับพนักงานของ “โรงงานยาสูบ” สคร.ก็ได้ชี้แจงชัดเจนแล้วว่าไม่น่าจะทำได้ เพราะเป็นผลกระทบที่เกิดจากกฎหมาย ไม่ได้เป็นผลกระทบที่เกิดจากนโยบายของรัฐบาลที่ไปสั่งให้ขายสินค้าราคาถูกเพื่อช่วยเหลือประชาชน

    อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องนี้แต่อย่างใด โดยยังคงกำชับให้กรมสรรพสามิตดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และให้เป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด แม้ว่าล่าสุดก็จะยัง “ไม่มีข้อสรุป” เกี่ยวกับแนวทางในการให้ความช่วยเหลือ “โรงงานยาสูบ” ก็ตาม

    วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.การคลัง ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องนี้ ระบุว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงทั้งภาพรวมอุตสาหกรรม ดังนั้นการดำเนินการทั้งหมดต้องรอบคอบ รัดกุม และอยู่ภายใต้กฎหมาย หน่วยงานที่รับผิดชอบก็กำลังดำเนินการพิจารณาหาทางออกกันอยู่ แม้จะไม่ได้กำหนดระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจนว่าต้องสรุปเมื่อใดก็ตาม

    เบื้องต้นแนวทางในการให้ความช่วยเหลือโรงงานยาสูบเฉพาะในส่วนที่ได้มีการหารือในระดับเจ้าหน้าที่นั้น คาดว่าจะตกผลึกภายใน 2-3 สัปดาห์นี้ หลังจากนั้นจึงจะเสนอแนวทางให้ฝ่ายนโยบายตัดสินใจดำเนินการ โดยแนวทางในการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น อาทิ เสนอให้มีการกำหนดช่วงราคาขายปลีกใหม่ให้กว้างขึ้น จากปัจจุบันกำหนดราคาขายปลีกที่ 60 บาท โดยจะเสนอให้เพิ่มเป็น 3 ช่วง คือ ไม่เกิน 50 บาท ตั้งแต่ 50 บาท แต่ไม่เกิน 100 บาท และตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป และอีกแนวทางคือ “เสนอให้เก็บภาษีด้านปริมาณเพิ่มขึ้น” จากปัจจุบันจัดเก็บที่ 1.20 บาทต่อมวล ซึ่งเป็นหลักการที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้กัน แต่แนวทางนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นผลดีกับ “โรงงานยาสูบ” อย่างไร

    อาจจะยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อว่า “ทางออก” ของปัญหาที่เกิดขึ้นกับ “โรงงานยาสูบ” จะเป็นอย่างไร ภายใต้กติกาการแข่งขันที่ฝ่ายกระทรวงการคลังก็ออกมายืนยันเองว่า “คงปรับเปลี่ยนไม่ได้” แม้ว่าจะมีการสั่งการไปถึง “โรงงานยาสูบ” ให้มีการปรับตัวให้สอดรับกับกฎหมายใหม่และการแข่งขันในตลาดด้วยก็ตาม.

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น