ข้องใจไพบูลย์-สุเทพ มาร์คจี้คสช.แจงเป้าหมาย ชี้แผนยื้อเลือกตั้งยุบพรรค

  • Tuesday, December 19, 2017 - 00:00


    “ประวิตร” ท่องคาถา ”ไม่มี-ไม่รู้” เรื่อง “พรรคประชารัฐ” ส่วนสมคิดรีบปัดบอกแก่อายุกว่า 60 ปีแล้ว “อภิสิทธิ์” ข้องใจทำไมขุดผีเซตซีโรพรรคขึ้นมา จี้ “ประยุทธ์” แจงให้ชัดเป้าหมายหวัง “เลื่อนเลือกตั้ง-ยุบพรรคการเมืองเก่า” แน่ ไพบูลย์มามุกใหม่ ยันไม่ได้หวังขยับโรดแมปหรือล้างไพ่ แค่สร้างความเท่าเทียม เตรียมชงแก้ กม.พรรคการเมืองใหม่เรื่องค่าต๋ง งดเว้นไพรมารีโหวต พ่วงปลดล็อกบางขยัก

    เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ธันวาคมยังคงมีความต่อเนื่องในข้อเสนอของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่เสนอแก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 เพื่อให้เซตซีโรพรรคการเมือง รวมถึงกระแสข่าวตั้งพรรคทหารในชื่อพรรคประชารัฐ ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกฯ อีกสมัย

    โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหมกล่าวในเรื่องพรรคประชารัฐว่าไม่มี ยังไม่มี ยังไม่เห็นเลย และเมื่อถามย้ำว่าพรรคทหารจะมีนายสมคิดเป็นหัวหน้าพรรค พล.อ.ประวิตรตอบทันทีว่าไม่รู้ๆ เมื่อรุกถามว่ามองอย่างไรกับการที่ทหารจะตั้งพรรคการเมือง พล.อ.ประวิตรปฏิเสธตอบคำถาม โดยกล่าวเพียงว่าไม่มีๆ ไม่รู้ๆ

    ขณะเดียวกันนายสมคิดปฏิเสธให้สัมภาษณ์เรื่องดังกล่าว โดยส่ายหน้าและยิ้มให้ผู้สื่อข่าวเท่านั้น และเมื่อถามว่ามองอย่างไรกับข่าวมีชื่อเป็นหัวหน้าพรรคประชารัฐ นายสมคิดกล่าวว่าไม่มองอะไร และเมื่อถามถึงกรณีเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง นายสมคิดตอบว่าไม่ทราบ ต้องไปถามฝ่ายการเมือง

    ต่อมาในช่วงบ่าย นายสมคิดได้เลี่ยงตอบคำถามถึงการเป็นหัวหน้าพรรคประชารัฐอีกครั้ง โดยระบุเพียงว่า “ข้อมูลผิดมั้ง ผมอายุ 60 กว่าแล้ว ไม่มีอะไรหรอก คงได้ข้อมูลมาผิด”

    ส่วนนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงข้อเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่าไม่ทราบ เพราะไม่เห็นหนังสือของนายสุเทพ ส่วนกรณีนักการเมืองออกมาระบุว่าจะตั้งพรรคทหารนั้น ส่วนตัวไม่มีความเห็น ไม่รู้เรื่อง เพราะไม่มีการพูดคุยกัน ใครจะคุยกันไม่รู้ แต่ส่วนตัวไม่เคยมีส่วนร่วมในการรับรู้ ไม่ว่าจะเวทีใดๆ ก็ตาม

    นายวิษณุยังกล่าวถึงข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อขยายกรอบเวลาการดำเนินการเรื่องต่างๆ ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องบางส่วน เช่น คสช.กำลังพูดคุยกันอยู่ แต่ยังไม่มาถึงชั้นที่รัฐบาลต้องพิจารณา และขอพูดอย่างเดิมว่ามีอยู่ 2 แนวทาง คือ 1.ปลดล็อกพรรคการเมือง แต่เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน จึงอาจไม่เกิดประโยชน์ และ 2.แก้ไขกฎหมายเพื่อขยายเวลา ซึ่งทำได้ 2 วิธี คือ แก้ไขตามปกติ และแก้ไขด้วยการใช้คำสั่งมาตรา 44 ส่วน คสช.จะตัดสินใจอย่างไรนั้นไม่ทราบ

    เมื่อถามว่าถ้าแก้ไขกฎหมายจะมีผลกระทบต่อโรดแมปเลือกตั้งหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่คิดว่าจะมีผลต่อโรดแมปใดๆ ทั้งสิ้นเพราะเป็นคนละเรื่องกัน และเรายังไม่รู้ว่าจะขยายเวลาให้พรรคการเมืองกี่วัน จึงไม่น่าจะกระทบอย่างที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บอกว่าสามารถจัดการเลือกตั้งได้ตั้งแต่สองเดือนแรกของ 150 วันหลังจากประกาศ เพราะกฎหมายพรรคการเมืองเขียนกำหนดกรอบเวลาไว้ เช่น 90 วันสำรวจรายชื่อสมาชิกพรรค ซึ่งถ้าพรรคการเมืองดำเนินการเร็วก็เหลือเวลาทำอย่างอื่น เช่นหาทุนประเดิมพรรค 1 ล้านบาท ประชุมใหญ่เพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรค ซึ่งมีกรอบเวลา 180 วัน สามารถทำได้ทันโดยไม่กระทบโรดแมป

    เริ่มชัดใช้ ม.44 ขยายเวลา

    ถามต่อว่าพรรคการเมืองดูเหมือนไม่เข้าใจ นายวิษณุตอบทันทีว่า พรรคการเมืองไม่เคยเข้าใจอะไรทั้งนั้น บางทีเข้าใจแต่ทำเป็นไม่เข้าใจ เมื่อถามย้ำว่าแม้จะแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายเวลา แต่ถ้าไม่ปลดล็อกพรรคการเมืองก็ไม่มีความหมายใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่าแน่นอนที่สุด ดังนั้นต้องมาคิดทุกอย่างประกอบกัน ส่วนจะปลดล็อกหรือไม่ ไม่ทราบ แล้วแต่ คสช. ซึ่งใน คสช.ก็มีการพูดถึงเหตุผลที่ยังไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง แต่จะพูดกันอย่างไรนั้นไม่ทราบเพราะไม่ได้อยู่ในวงประชุม

    เมื่อถามว่าถ้าแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองต้องรับฟังความคิดเห็นอีกหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ถ้าแก้ไขด้วยวิธีปกติต้องรับฟังความคิดเห็น พร้อมกับถามความเห็นของผู้เกี่ยวข้องตามมาตรา 77 และ กกต. จึงต้องใช้เวลาพอสมควร จึงคิดว่าใช้วิธีนี้ยาก และไม่ทราบว่าในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะใช้เวลาพิจารณากันนานเท่าไหร่ จึงมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะใช้มาตรา 44 แก้ไขถ้าคิดว่าจะไม่ปลดล็อกทางการเมือง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องแก้ไขกฎหมายนี้เพื่อขยายเวลาให้พรรคการเมือง แม้การขยายเวลาจะมีอยู่ในอำนาจของ กกต. แต่อาจเกิดปัญหาความได้เปรียบเสียเปรียบของพรรคการเมือง ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรมจึงคงต้องใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขกฎหมายนี้

    ขณะที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.กล่าวถึงการเซตซีโรพรรคการเมืองเพื่อให้เท่าเทียมกันว่า มีสองฝ่ายที่มีความคิดเห็น ซึ่งก็ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของสื่อและสังคมวิจารณ์กัน โดยต้องฟังทั้งสองฝ่ายอยู่แล้ว แต่การตัดสินใจเป็นเรื่องของ สนช. ซึ่งเมื่อ สนช.รับเรื่องอะไรมาก็นำไปศึกษาในเบื้องต้น จะยังไม่มีความเห็นหรือมติอะไร และปัญหาที่ส่งไปยังชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) ก็เพื่อให้คำตอบได้ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งคณะกรรมการศึกษาเบื้องต้นจะพิจารณาว่าถ้าไปแก้ไขกฎหมายจะใช้เวลาเท่าใด มีผลเป็นอย่างไรสมควรทำหรือไม่ ดังนั้นเรื่องนี้ สนช.จะรับลูกไม่ได้ เพราะหมายความว่าเมื่อใครมาร้อง แม้แต่เรื่องที่คนทั่วไปมาร้อง สนช.ก็รับไว้หมด ไม่ใช่รับแต่ลูก เรารับทุกอย่างแล้วส่งไปยัง กมธ.ที่เกี่ยวข้อง แต่ครั้งนี้บังเอิญเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจ

    เมื่อถามว่าจะใช้มาตรฐานหรือบรรทัดฐานอะไรพิจารณาว่าต้องแก้หรือไม่แก้กฎหมาย นายพรเพชรกล่าวว่าขั้นตอนยาว ขั้นแรกคือ กมธ.ต้องเสนอ ขั้นที่สองต้องมีกระบวนการที่สมาชิกเห็นชอบ ขั้นที่สามคือเสนอร่าง ซึ่งต้องให้มีการร่างและให้สมาชิกเห็นชอบก่อน และเมื่อเห็นร่างแล้วก็ต้องดำเนินการตามมาตรา 77 แต่เวลานี้ยังไม่มีการร่างอะไรเลย ส่วนจะกระทบกับโรดแมปเลือกตั้งหรือไม่นั้น ผู้ที่เสนอมาก็ต้องคิดในวันนั้นเลย เพราะการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่กฎหมายลูก 4 ฉบับกำหนดไว้

    ต่อข้อถามว่า สนช.เกรงหรือไม่ว่าจะถูกสังคมกล่าวหาว่ามีส่วนในเกมยื้อเวลาเลือกตั้ง นายพรเพชรกล่าวว่า เมื่อสังคมองอย่างนั้นเราก็ต้องระวัง แต่ สนช.ทำโดยโปร่งใส ไปรับหนังสือก็รับโดยเปิดเผยให้ทุกคนรู้ ไม่ได้ไปแอบทำอะไรมุบมิบ ส่วนเรื่องของการปลดล็อกไม่ใช่หน้าที่ของ สนช. แต่เป็นหน้าที่ของ คสช.

    ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ตั้งข้อสังเกตถึงข้อเสนอของนายไพบูลย์และนายสุเทพว่า หากย้อนกลับไปดูตอนที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอกฎหมายไปยัง สนช. บุคคลเหล่านี้สนับสนุนตลอดเวลา แต่ตอนนี้กลับมาเสนอแก้ไข และก็ยังไม่ระบุชัดว่าจะแก้อย่างไร เช่นอาจเสนอแก้ไขว่าพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาใหม่หลังจากกฎหมายนี้ประกาศใช้ไม่จำเป็นต้องทำไพรมารีโหวต เป็นต้น เพราะปัญหาที่มีขณะนี้คือการทำไพรมารีโหวตด้วย

    ข้องใจ 'ไพบูลย์-สุเทพ'

    “ขอตั้งคำถามว่า ท่านที่เสนอแก้ไขกฎหมายนี้ทั้งที่เคยสนับสนุนผู้มีอำนาจมาโดยตลอด ผมเชื่อว่าวันนั้นท่านสนับสนุน แต่วันนี้ท่านบอกว่ามีปัญหา ผมขอถามว่ามีอะไรเปลี่ยนไประหว่างวันนั้นกับวันนี้ อยากทราบเหตุผล เพราะถ้าดูตามเนื้อหาสาระสิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือ คสช.ไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง จึงทำให้กฎหมายพรรคการเมืองเริ่มมีปัญหา แต่ส่วนตัวผมยังปฏิบัติได้อยู่ แม้ครบวันที่ 5 ม.ค.61 ผมก็เชื่อว่ายังทำได้ แต่ผมเชื่อว่าคนที่จะมีปัญหาคือพรรคการเมืองใหม่” นายอภิสิทธิ์กล่าว

    นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ปัญหานี้ทางออกคือปลดล็อกพรรคการเมือง โดยไม่จำเป็นต้องปลดล็อกทั้งหมด เพียงเปิดทางให้มีกฎเกณฑ์ให้พรรคการเมืองดำเนินการต่างๆ ตามกฎหมายได้ เพราะการมาเสนอแก้ไขกฎหมายใหม่โดยอ้างว่าไม่มีความเสมอภาคระหว่างพรรคการเมืองเก่ากับพรรคการเมืองใหม่ มองว่าไม่สอดคล้องกัน จึงเป็นคำถามว่าการจะแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองเพื่ออะไร ถ้าจะยืดเวลาเลือกตั้งคงไม่จำเป็นต้องมีปัญหามาแก้กฎหมายตรงนี้
    “คสช.และรัฐบาลเป็นผู้เขียนกฎกติกาด้วยตนเองทั้งนั้น แต่ทำไมตอนนี้ท่านไม่สามารถทำให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นไปตามที่พูดไว้ได้ ทำไมไม่ทำให้มีความโปร่งใส ถ้าท่านจะบอกว่าตอนนี้ยังเลือกตั้งตามโรดแมปไม่ได้ ท่านก็ต้องบอกว่ามีเหตุจำเป็นอะไร เพราะหากปล่อยให้เกิดความคลุมเครือก็จะเป็นปัญหาในการสร้างขั้วการเมืองขึ้นมาใหม่” นายอภิสิทธิ์กล่าวและว่า ปัญหาตอนนี้คือท่านอยากแก้กฎหมายหรืออยากจะยืดการเลือกตั้ง หรืออยากจะยุบพรรคการเมืองเก่า ขอให้พูดออกมาอย่างชัดเจนเลยดีกว่า ไม่ใช่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้ มันไม่เกิดความเชื่อมั่นต่อนานาชาติและสังคม ดังนั้นหากอยากยืดเวลาเลือกตั้งก็ประกาศมาเลยให้ชัดเจนพร้อมเหตุผลด้วย

    นายอภิสิทธิ์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพรรคประชารัฐที่มีนายสมคิดเป็นหัวหน้าพรรคว่า เชื่อที่นายสมคิดออกมาปฏิเสธว่าจะไม่มาเป็นหัวหน้าพรรค เพราะสนิทกับนายสมคิดในระดับหนึ่ง ตั้งแต่ท่านมาเป็นรองนายกฯ ในรัฐบาลนี้ ท่านบอกว่าไม่มีเจตนาสานต่อการเมือง แต่ท่านจะออกมามีบทบาทสนับสนุนในทางอื่นหรือไม่นั้นก็ต้องว่ากันไปอีกแบบ แค่ความคิดของนายสมคิดกับนายสุเทพ ไม่ทราบว่าเขามองไปในด้านเดียวกันหรือไม่ การจะมีพรรคการเมืองใหม่ออกมาประกาศสนับสนุนเดินตาม คสช.ก็เป็นสิทธิ์ที่จะทำได้ ไม่ขัดข้อง ยินดีที่จะให้เกิดเรื่องใหม่ๆ ขึ้น แต่ขอเพียงว่าต้องเข้ามาตามระบบที่ถูกต้อง อย่ามาในแบบที่เปลี่ยนแปลงกติกาเพื่อให้ตัวเองได้เข้ามามีส่วนร่วม
    ส่วนนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการจัดตั้งพรรคทหารว่า จะเป็นจริงหรือไม่คงไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขอให้ออกมาประกาศให้ชัดแบบสุภาพบุรุษ เพราะถึงวันนั้นประชาชนผู้เสียภาษีจะเป็นผู้กำหนด ขึ้นอยู่กับว่าวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์จะกลับมาเป็นนายกฯ ด้วยวิธีการแบบใดมากกว่า หากจะมาด้วยพรรคการเมืองสังกัดทหารดังที่เป็นข่าว ก็ต้องยอมรับตนเองว่าเป็นนักการเมืองและลงต่อสู้ในระบอบที่ทั่วโลกยอมรับคือประชาธิปไตย
    จ่อชงข้อเสนอใหม่

    ด้านนายไพบูลย์กล่าวถึงข้อเสนอที่ได้ยื่นนายกฯ และประธาน สนช.เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ว่า มีบุคคลหลายคนออกมาบิดเบือนกล่าวหาว่าเป็นการเสนอเพื่อให้เลื่อนการเลือกตั้ง หรือกล่าวหาว่าจะแก้ไข ส.ส.ให้ไม่สังกัดพรรคบ้าง ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่การเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายและลดความเหลื่อมล้ำ 2 มาตรฐาน

    นายไพบูลย์ยังย้ำว่า การแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น หวังจะให้บรรลุผล 3 ประการ คือ 1.แก้ไขความเหลื่อมลํ้า โดยให้แก้ไขในมาตรา 140 และ141 ให้สมาชิกทั้งพรรคเดิมและพรรคใหม่สนับสนุนทุนประเดิมและจ่ายค่าบำรุงพรรคจึงมีสมาชิกภาพ ซึ่งจำเป็นต้องรีเซตให้สมาชิกพรรคเดิมยังไม่มีสถานะเป็นสมาชิกพรรค จนกว่าแจ้งความจำนงพร้อมจ่ายเงินสนับสนุนให้พรรคเช่นเดียวกับพรรคจัดตั้งใหม่ 2.เพื่อให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นทันเดือน พ.ย.2561 ควรแก้ไขให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกควรยกเว้นการบังคับใช้ระบบไพรมารีโหวตไว้ก่อน และ 3.เพื่อให้ คสช.ทำหน้าที่รักษาความสงบไปจนกว่า กกต.ประกาศผลการเลือกตั้ง โดยไม่กระทบต่อการเลือกตั้งใน พ.ย.2561 จึงควรกำหนดให้การประชุมของสมาชิกพรรคและกรรมการบริหารพรรคเพื่อส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ได้ไม่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ 57/2557 และคำสั่งที่ 7/2557 และให้คำสั่ง คสช.ทั้ง 2 ฉบับสิ้นผลไปเมื่อ กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. โดยจะทำหนังสือเสนอต่อนายกฯ และประธาน สนช.ภายในสัปดาห์นี้

    นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สนช.ในฐานะโฆษก กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กล่าวถึงความคืบหน้าของกฎหมายว่า กมธ.ได้พิจารณาไปแล้วกว่า 50 มาตรา และมีหลายประเด็นที่ได้พูดคุยกันในเบื้องต้น อาทิ การตัดสิทธิ์คนที่ไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งในฉบับของ กรธ.กำหนดว่าหากไม่ไปใช้สิทธิ์จะถูกตัดสิทธิ์ 3 ข้อ ได้แก่ 1.สิทธิ์ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง 2.สิทธิ์ลงสมัคร ส.ส.-ส.ว. และ 3.สิทธิ์ลงสมัครกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่ง กมธ.เห็นด้วยทุกข้อและมีข้อเสนอเพิ่มเติม เช่น ถ้าไม่ไปใช้สิทธิ์จะถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้ไปรับราชการ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเพียงแค่ไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งเดียวจะถูกตัดสิทธิ์การเข้าสู่อาชีพบางอาชีพ ดังนั้นไม่ว่าจะมีข้อเสนออะไรก็ตามต้องคุยให้รอบคอบเพราะอาจเกิดปัญหาใหม่ขึ้นได้

    “กมธ.ยังพูดคุยเรื่องวิธีการนับอายุการถูกตัดสิทธิ์ 2 ปีว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งขณะนี้มีความเห็นที่หลากหลาย มีทั้งให้นับต่อเนื่อง เช่นเมื่อไม่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งจะถูกตัดสิทธิ์ 2 ปี และหากไม่มาใช้สิทธิ์อีกครั้งในการเลือกตั้งในครั้งที่ 2 ก็บวกเพิ่มอีก 2 ปี รวมเป็น 4 ปี แต่ก็มี กมธ.บางส่วนเห็นว่าไม่ควรนำคิดรวมกันกับการตัดสิทธิ์ 2 ปีแรก ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงการหารือเบื้องต้นและยังไม่มีข้อยุติใดๆ" นายทวีศักดิ์ระบุ.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น