เชือดโกงเงินทอนวัด นับหนึ่งล้างบางเหลือบศาสนา

  • Wednesday, December 20, 2017 - 11:31

    อภิมหากาพย์การทุจริตงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่เป็นข่าวโด่งดังในช่วงหลายเดือนก่อน โดยเฉพาะ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่เป็น “หัวเรือใหญ่” ในการถือธงนำลุยรื้อการทุจริต ถึงขนาดสร้างความไม่พอใจให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่

    จนมีอยู่ช่วงหนึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องมีมติโยกย้ายให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับ “ม็อบพระ” ก่อนที่สุดท้ายจะมีอภินิหารบางอย่างมาช่วยโอบอุ้มให้เดินหน้าปราบการทุจริตเงินทอนวัดต่อ

    บัดนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการทุจริตเงินทอนวัดนั้นมีจริง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้คือ ข้าราชการระดับผู้บริหารของ พศ.เอง หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์, นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ., น.ส.ประนอม คงพิกุล อดีตรอง ผอ.พศ. และนางชมพูนุท จันฤๅไชย คนสนิทของนายนพรัตน์ กรณีร่วมกันทุจริตเงินทอนวัดพนัญเชิงวรวิหาร ต.กะมัง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ระหว่างปีงบประมาณ 2557 และปีงบประมาณ 2558

    ภายหลังชี้มูลคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ส่งฟ้องต่อศาลเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อทั้ง 4 คน โดย 3 ใน 4 คือ นายนพรัตน์, นายพนม และ น.ส.ประนอมยังให้ส่งผู้บังคับบัญชาลงโทษทางวินัยอีกกระทง เพราะเห็นว่ามีความผิดทางวินัยร้ายแรงด้วย

    พยานหลักฐานของ ป.ป.ช.ในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ฝ่ายที่ทุจริตคือระดับ “หัว” อย่าง “ผอ.พศ.” และทำกันเป็น “ขบวนการ” เริ่มจากการให้กลุ่มบุคคลทำหน้าที่ติดต่อวัดต่างๆ โดยแจ้งว่าจะมอบเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์และการพัฒนาวัด แต่มีเงื่อนไขว่าวัดจะต้องมอบเงินกลับคืนเพื่อนำไปใช้ในกิจการของ พศ.ในการจัดสรรให้แก่วัดต่างๆ

    หากวัดไหนตกลงหรือหลงเชื่อ กลุ่มบุคคลนี้จะนำรายชื่อวัดที่เชื่อตามคำกล่าวอ้างไปทำเอกสารการอนุมัติเงินอุดหนุน โดยไม่มีคำขอรับเงินอุดหนุนของวัดประกอบการพิจารณาอนุมัติตามขั้นตอนและระเบียบแบบแผนของทางราชการ และเมื่อ พศ.ได้โอนเงินอุดหนุนเข้าบัญชีเงินฝากของวัดแล้ว กลุ่มบุคคลดังกล่าวจะแจ้งให้วัดโอนเงินหรือรับเงินกลับคืนมา แล้วนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต

    ในปีงบประมาณ 2557 ขณะนั้นมี “นพรัตน์” เป็น ผอ.พศ. และ “ประนอม” เป็น ผอ.กองพุทธศาสนสถาน “ประนอม” ได้ต่อติดไปยังวัดพนัญเชิงฯ เพื่อว่าจะจัดสรรเงินอุดหนุนจำนวน 10 ล้านบาท แต่ต้องโอนกลับมายัง พศ.จำนวน 8 ล้านบาท โดยอ้างว่าจะนำไปพัฒนาวัดอื่นๆ แต่ปรากฏว่าบัญชีที่รับโอนกลับเป็นของ “ชมพูนุท” คนสนิทของนายนพรัตน์

    มาในปี 2558 ยุคของ “พนม” ตัวละครเดิมอย่าง “ประนอม” เดินเกมเอง โดยประสานไปยังวัดพนัญเชิงฯ จะโอนให้วัด 10 ล้านบาท แต่วัดต้องคืนเหมือนเดิม คราวนี้เป็น 5 ล้านบาท เรียกว่า 2 ครั้งในการทุจริตมีลักษณะเดียวกันคือ โอนให้วัดแต่วัดต้องโอนกลับมาจำนวนหนึ่ง
    แถมลักษณะการอนุมัติงบประมาณยังผิดขั้นตอนเหมือนเดิมคือ ปกติแล้ววัดจะเป็นฝ่ายทำเรื่องขอรับเงินสนับสนุนเข้ามายัง พศ. จากนั้นจะผ่านการพิจารณาของอนุกรรมการ แต่ทั้ง 2 ครั้งที่มีการทุจริต ไม่มีการผ่านอนุกรรมการแต่อย่างใด โดย “ประนอม” เป็นคนเดินเกมเองและเสนอเรื่องข้ามไปที่ “ผอ.พศ.” เลย

    ขณะที่ “ผอ.พศ.” ก็อนุมัติทันทีทั้งที่รู้ว่าผิดขั้นตอน เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า “รู้กัน”

    คดีนี้ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่ที่ 13 ล้านบาทแน่ๆ เพราะ ป.ป.ช.เปิดเผยว่าคดีเกี่ยวกับทุจริตเงินทอนวัดยังเหลืออีกเพียบ แบ่งเป็นกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.ตร.) ส่งมาให้จำนวน 2 ลอต ครั้งแรก 12 คดี และครั้งที่สอง 23 คดี รวม 35 คดี

    นอกจากนี้ยังมีคดีที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามาว่า มีการทุจริตในช่วงปีงบประมาณ 2557-2558 อีก 62 แห่ง เบ็ดเสร็จแล้วรวมทั้งสิ้น 97 คดี ไต่สวนไปแล้ว 8 คดี ที่สำคัญพฤติกรรมการทุจริตมีลักษณะคล้ายคลึงกัน และตัวละครเดียวกัน นั่นแสดงว่าความเสียหายมีสิทธิ์ทะลุหลักร้อยล้านบาท

    นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้น เรื่องที่เคยถกเถียงกันว่า “พระ” รู้เห็นด้วยหรือไม่ยังน่าสนใจ เพราะกรณีของวัดพนัญเชิงฯ มีการประสานว่าจะเบิกงบสนับสนุนให้ไปถึง 2 ปีติดต่อกัน “พระ” ที่รับการประสานจะไม่เอะใจสักนิดเลยหรือ ว่าเหตุใดจึงโอนเกินมาจำนวนมากและดึงกลับไป ทำไมจึงไม่โอนมา “พอดี”

    ที่สำคัญระหว่างปี 2557-2558 ที่มีตัวละครหลักคือ “นพรัตน์-พนม-ประนอม” ทำหน้าที่อยู่ เป็นไปไม่ได้ที่จะลงมือเพียงแห่งเดียว แล้วกับข้อร้องเรียนเป็นสิบๆ แห่ง เป็นไปไม่ได้ที่ทุกวัดจะ “หลงเชื่อ” แต่ต้องมีบางแห่งที่ “รู้เห็นเป็นใจ” ไม่เช่นนั้นจะกระทำผิดติดๆ กันแบบนี้ลำบาก
    ในสำนวนของ ปปป.ตร. เบื้องต้นมีพระที่ถูกกล่าวหา 4 รูป คือ พระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าอาวาสวัดและเจ้าคณะอำเภอชนแดน, พระราชรัตนมุนี เลขานุการสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะหนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร, พระเทพเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดกวิศรารามราชวรวิหาร ต.ท่าหิน อ.เมืองลพบุรี และพระครูวิสุทธิวัฒนกิจ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร

    เบื้องต้นในคดีของวัดพนัญเชิงฯ ไม่มีพระที่เกี่ยวข้อง แต่อีกเกือบร้อยคดีที่ยังค้างอยู่อาจได้เห็น “ตัวละคร” ใหญ่ๆ ในซีกผ้าเหลือง ถ้ามองดูจากพฤติการณ์ของขบวนการนี้

    คดีต่อๆ ไปจะเห็นภาพชัดขึ้น.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น