เมืองไทยหลังเลือกตั้งใหม่

  • Thursday, December 21, 2017 - 10:20

    ขณะที่กำลังเถียงเรื่องปลดล็อกพรรคการเมืองกันอยู่ในทุกวันนี้ บรรดา กปปส.กว่า 50 คน ต่างก็กำลังเร่งเตรียมเงินประกันตัว คนละ 4 แสน-6 แสน เพื่อขึ้นศาลกันในปีใหม่นี้ ถ้าหาไม่ได้ท่านก็ปลดล็อกเรือนจำแน่นอนความที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้คือ ข้อต่อสู้คดีเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ที่กลุ่มผู้ถูกกล่าวหากำลังพัฒนากันอยู่ มีผมซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาได้ร่างขึ้นเป็นเค้าโครงไว้ดังแนบ เมื่อร่างจบแล้วผมก็ตระหนักแล้วว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับเมืองไทยหลังเลือกตั้งใหม่ จึงขอเรียนนำเสนอเผยแพร่ให้คิดอ่านร่วมกันในวงกว้างต่อไป เพราะนี่คืออนาคตร่วมกันของทุกคน ส่วนคดี กปปส.นั้น จะสู้จะอ้างกันอย่างไร เราก็อย่าไปก้าวล่วง ปล่อยให้พิสูจน์ความถูกต้องกันไปตามกระบวนการยุติธรรม
    ...........................................................
    บทวิเคราะห์ “สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญให้พ้นจากระบอบทักษิณ”

    มาตรา 69 บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

    บทบัญญัติข้างต้น ในรัฐธรรมนูญ 2550นี้ มิได้มีไว้เพื่อต่อต้านรัฐประหาร แต่เกิดจากการเรียนรู้บทเรียนจากเผด็จการนาซีเยอรมันที่ใช้กลไกที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญของระบอบเสรีประชาธิปไตยขึ้นครองอำนาจได้ ด้วยวิธีการอันผิดวิถีทางที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองไว้ จนกลายเป็น “เผด็จการจากหีบเลือกตั้ง” ในที่สุด วัตถุประสงค์ของมาตรา 68 และ 69 เช่นที่กล่าวนี้ ศาลรัฐธรรมนูญไทยได้วินิจฉัยรับรองจนมีผลผูกพันการใช้กฎหมายของทุกหน่วยงานไว้แล้ว ในคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่ 3-5/2550 หน้า 91

    สำหรับการใช้สิทธิโดยมิชอบหรือโดยผิดครรลอง ในกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยผ่านพรรคการเมืองและขบวนการมวลชน ที่ผ่านมานับแต่ปี 2544 นั้น ปรากฏชัดเจนแล้ว โดยลำดับดังนี้

    “ความคิดลงทุน” ของระบอบทักษิณ

    1) ระบอบทักษิณถือเอา “การเมืองเป็นการลงทุนประกอบการ” เพื่อหาประโยชน์จากราชการมาตั้งแต่แรก เริ่มตั้งแต่การปฏิเสธรัฐธรรมนูญไม่ยอมทิ้งหุ้นสัมปทานโทรคมนาคม โดยซุกหุ้นไว้ในนามบุตรชายบุตรสาวและน้องสาวก่อน จากนั้นก็ลงทุนร่วมกับผู้มีบารมี มีความกว้างขวางในพื้นที่ต่างๆ มาร่วมตั้งสาขาพรรคและลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งประเทศ โดยมีสินค้าประชานิยมเป็นสินค้ายอดนิยม จนชนะเลือกตั้งในครั้งแรกอย่างท่วมท้น ครั้นเมื่อเลือกตั้งครั้งที่สองก็มีนายทุนมาร่วมลงทุนอีกหลายราย ทั้งทุนสื่อวิทยุโทรทัศน์ ทุนพลังงาน ทุนยานยนต์ ทุนอสังหาริมทรัพย์ฯ

    ต่อมาเมื่อต้องหนีคดีไปต่างประเทศ ก็ต้องส่งตัวแทนเชิดลงสมัครแทน พอส่งมาถึงน้องสาว ก็โหมสินค้าประชานิยมเป็นการใหญ่ พอได้อำนาจอีกครั้งหนึ่งก็ทุ่มกำลังจะแก้รัฐธรรมนูญ แล้วตรากฎหมายนิรโทษกรรม จนถูกประชาชนต่อต้านครั้งใหญ่ในที่สุด

    หลักฐานการลงทุนเพื่อก่อตั้งพรรคการเมืองนี้ ปรากฏในรายงานการตรวจสอบของ คตส. ที่พบการเปิดบัญชีเฉพาะในช่วงตั้งพรรคการเมืองและเลือกตั้งทั่วไป ปลายปี 2543 จำนวน 4,000 ล้านบาท แล้วเบิกเป็นเงินสดทุกครั้งรวมสามร้อยกว่าครั้งจนหมดบัญชี ช่วงเลือกตั้งทั่วไปปี 2550 ก็พบการขายหุ้นธนชาติประกันภัย ได้เงินสด 600 ล้านบาทแล้วหายไปอีกครั้งหนึ่ง

    ส่วนหลักฐานการถอนทุนด้วยอำนาจรัฐ ก็พบทั้งการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจชินคอร์ป 5 ครั้ง รัฐเสียหายไปกว่าแสนล้านบาท แล้วใช้เสียงข้างมากแก้กฎหมายโทรคมนาคม ลดเพดานการถือครองหุ้นให้ต่างชาติ เพื่อขายหุ้นชินคอร์ปให้ต่างชาติได้กำไรมากมาย จนในที่สุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ก็ได้มีคำพิพากษาว่ามูลค่าหุ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นหลังจากเป็นนายกรัฐมนตรีหรือกำไรที่ได้นั้น เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิสมควร จึงให้ยึดทรัพย์ที่ได้จากการขายหุ้นกว่า 14,000 ล้านบาท

    คำพิพากษานี้แสดงข้อยุติทางกฎหมาย ถึงพฤติการณ์การถอนทุนทางการเมืองของระบอบทักษิณอย่างชัดเจน

    2) ในส่วนความคิดเบื้องหลังสินค้าประชานิยมต่างๆนั้น ก็มองว่า “การเลือกตั้งคือการร่วมทุน” โดยระบอบทักษิณถือว่าคนลงคะแนนเลือกตั้งพรรคของตน คือผู้ร่วมทุนที่ต้องได้ปันผลจากอำนาจรัฐตามนโยบายประชานิยมที่ได้ประกาศไว้ในตลาดการเมือง ครรลองที่มองการเลือกตั้งเป็นการหาผู้ร่วมทุนมาร่วมแบ่งประโยชน์จากอำนาจรัฐเช่นนี้ แท้ที่จริงคือการทำให้ประชาธิปไตยกลายเป็นคอร์รัปชันหมู่ เกิดนโยบายที่อยู่นอกเหนือแนวนโยบายแห่งรัฐตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เป็นอันมาก เช่นนโยบายจำนำข้าวทั้งประเทศที่ผิดครรลองหาความสุจริตไม่ได้มาตั้งแต่ต้นมือ จนส่งผลยุติเป็นคำพิพากษาลงโทษในคดีจำนำข้าว 2 คดี รวมทั้งคำสั่งทางปกครองที่ให้อดีตนายกรัฐมนตรีที่เป็นน้องสาว ต้องรับผิดในทางปกครองเป็นหมื่นล้านด้วย

    ในครรลองที่มองการเลือกตั้งเช่นนี้ การยุบสภาแต่ละครั้ง ทั้งช่วงปลายรัฐบาลทักษิณและปลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงมีค่าเป็นการออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนใหม่ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติทางธุรกิจการเมืองแต่ละช่วงเท่านั้น หาได้เกิดจากความขัดแย้งหรือข้อติดขัดในสภาแต่อย่างใดไม่ ซึ่งการยุบสภาเช่นนี้ ก็ทำให้พรรคฝ่ายค้านปฏิเสธไม่ร่วมลงสมัครรับเลือกตั้งมา 2 ครั้งแล้ว

    “ความเคลื่อนไหวนอกระบบ” ของระบอบทักษิณ

    3) ความเคลื่อนไหวของระบอบนี้จะพึ่งพาอาศัยพื้นที่นอกรัฐธรรมนูญอย่างสำคัญทั้งอาศัยระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย มาสร้างเป็นการแบ่งพรรคแบ่งพวกขึ้นมา คนยากจนก็ต้องคิดเข้าพึ่งพาจากโฆษณาสินค้าประชานิยมต่างๆ เขตเลือกตั้งไหนไม่เลือกระบอบทักษิณ ก็ไม่ใช่พวกพ้อง ไม่แบ่งสรรผลประโยชน์ให้ จน “ระบบผู้แทน” ตามรัฐธรรมนูญสิ้นความหมาย ยิ่งเลือกตั้งก็ยิ่งแตกแยกไปทั่ว

    ครั้นเมื่อเสียอำนาจก็อัดฉีดความเกลียดชัง ”อำมาตย์” สร้างเป็นขบวนการมวลชนขึ้นมา บีบรัฐบาลให้ยุบสภา ยึดบ้านยึดเมือง ก่อการร้ายบุกโรงพยาบาล ยิงชาวบ้านยิงทหารตาย รังควานก่อกวนทำลายเป้าหมายทางการเมืองได้ตามชอบ ทั้ง ศาล, ป.ป.ช., พรรคฝ่ายค้าน, รัฐบาล,องคมนตรี, สถาบันสูงสุด เหล่านี้ล้วนถูกรังควานจาบจ้วงได้ทั้งสิ้น ซึ่งมือเท้าเหล่านี้ก็ต้องโทษไปหลายคนแล้ว การสร้างขบวนการมวลชนจากความเกลียดชังและใช้ความรุนแรงเช่นนี้ ก็แสดงถึงการเคลื่อนไหวนอกระบบเพื่อแสวงหาอำนาจปกครองโดยวิธีการที่ผิดวิถีทางรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนมาก

    ในส่วนการเลือกตั้งนั้น ระบอบนี้ก็ทำได้แม้กระทั่งจ้างพรรคเล็กมาลงสมัครรับเลือกตั้งแข่งกับตนก็ทำมาแล้ว จนถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคมา 1 ครั้ง กกต.ที่เป็นพวกพ้องร่วมช่วยเหลือก็ต้องคดีถึงจำคุกไป 3 คน พอเลือกตั้งใหม่เปลี่ยนชื่อใหม่ ก็ทุจริตถูกศาลสั่งยุบพรรคไปอีกครั้ง
    จนท้ายที่สุดเมื่อต้องหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ ก็ยังสามารถตั้งรัฐบาลหุ่น สร้างนโยบาย ถ่ายทอดการชี้แจงนโยบายมาจากต่างประเทศ ให้สมาชิกทั้งประเทศฟังได้ถึง 2 ชั่วโมง ประกาศคำขวัญ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ครอบงำทั้งพรรคและรัฐบาล โดยมิชอบต่อรัฐธรรมนูญได้จนสิ้นอายุ พฤติการณ์ที่ตัวอยู่นอกระบบแล้วตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นการแสวงอำนาจถืออำนาจนอกครรลองรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

    “ระบบเผด็จการเสียงข้างมาก” ของระบอบทักษิณ

    4) ระบบในระบอบทักษิณนั้นถือเอา “หีบเลือกตั้งเป็นกฎหมายสูงสุด” ใครแพ้เลือกตั้งตกเป็นพรรคฝ่ายค้านแล้วต้องเงียบ ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสรีภาพอะไรในการประชุมสภาเลย ระบอบนี้พร้อมจะใช้เสียงข้างมากปิดปากได้ทุกเมื่อ

    ในส่วนกระบวนการตรวจสอบนั้น ระบบของระบอบนี้ปฏิเสธอำนาจตรวจสอบทั้งปวงโดยสิ้นเชิง ทั้งโดยฝ่ายค้าน โดยองค์กรอิสระทั้งปวง ศาลทั้งหมด เหล่านี้ล้วนถูกความพยายามที่จะครอบงำ เมื่อครอบงำไม่ได้ดังใจก็จะโจมตีด่าว่า ประกาศปฏิเสธคำวินิจฉัยได้ทุกเมื่อ หรือแม้จนอำนาจรับรู้ ให้คำแนะนำ ท้วงติง ขององค์พระประมุข ก็ยังถูกเพิกเฉย ถวายร่างกฎหมายที่ค้างคาเป็นคดีอยู่ในศาล ก็กระทำได้ หรือแม้ในช่วงบั้นปลายก็บังอาจประกาศยุบสภา โดยยังมิได้เข้าเฝ้าถวายรายงานเลย

    พฤติการณ์ที่ถือว่าชนะเลือกตั้งแล้วทำได้ทุกอย่างนี้ นับว่านอกครรลองรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง เพราะตามวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญนั้น การเลือกตั้งเป็นแต่เพียงการมอบ หน้าที่และความรับผิดชอบ เป็นเบื้องต้นเท่านั้น หาใช่การมอบสิทธิ์ขาดแต่อย่างใดไม่

    5) ในช่วงปลายสมัยยุคนายกฯ หุ่นเชิด ระบอบนี้ได้พยายามใช้อำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างบิดผันถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกก็พยายามจะสร้างกระบวนการร่างใหม่ทั้งฉบับ ครั้นไม่สำเร็จ ก็หันมาแก้ไขเป็นรายมาตรา โดยมีสาระล้มหลักการพื้นฐานในรัฐธรรมนูญหลายประการ เช่นเพิ่มอิสระรัฐบาลในการทำข้อตกลงสำคัญกับต่างประเทศ หรือให้วุฒิสภามาจากเลือกตั้งได้หลายสมัยไม่จำกัด และลาออกจากพรรคการเมืองมาสมัครเลยก็ได้ ทั้งหมดนี้ล้วนแสดงถึงการแสวงอำนาจโดยผิดครรลอง จนศาลรัฐธรรมนูญต้องยับยั้งโดยพิพากษาให้ยุติ แต่ตัวศาลเองก็ต้องถูกตั้งโต๊ะ เรียงหน้าแถลงโจมตีกล่าวหาอย่างหนัก

    6) ท้ายที่สุดเมื่อไม่อาจใช้อำนาจปรับแก้รัฐธรรมนูญได้ตามอำเภอใจ ก็ยังฝืนตรากฎหมายนิรโทษกรรมที่แอบแฝงการนิรโทษคดีคอร์รัปชันให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำมวลชนของตนไว้ด้วย แม้ฝ่ายค้านจะพยายามอภิปรายปรับแก้อย่างใด ก็ใช้เสียงข้างมากปิดปากโดยปฏิบัติขัดต่อข้อบังคับการประชุมอย่างชัดแจ้ง ได้ฝืนดึงดันรวบรัดให้ครบทุกมาตราจนถึงตี 4 ทำให้ประชาชนไม่พอใจ ระเบิดเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ในที่สุด

    ข้อสรุป

    7) จากที่กล่าวมาจะพบชัดแจ้งว่า “ระบอบทักษิณ” มิใช่ชื่อเล่น มีตัวตนชัดแจ้ง เติบโตยั่งยืนอยู่จริง ทั้งความคิด ความเคลื่อนไหว ครอบงำทำลายประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง หาใช่เป็นเพียงการทุจริตประพฤติมิชอบที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ตามธรรมดาธรรมชาติของการเมืองปรกติแต่อย่างใดไม่

    ระบอบนี้ยิ่งนานวันก็ยิ่งเติบโต สร้างความเสียหายต่อบ้านเมืองมากขึ้นทุกขณะ ก้าวกำเริบสูงสุด ถึงขนาดลงมือจะรื้อรัฐธรรมนูญ โจมตีปฏิเสธอำนาจตุลาการที่ท้วงติงพิพากษาว่าอย่าใช้อำนาจผิดครรลอง ถูกตัดสินให้ยุติการล้มรัฐธรรมนูญติงแล้วก็จนมุมต้องทุ่มเทผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมอันมิชอบ โดยปฏิเสธข่มเหงสิทธิเสรีภาพเสียงข้างน้อยและการรับรู้ของประชาชนอย่างสิ้นเชิง ครั้นถูกประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ ก็หนีไปพึ่งหีบเลือกตั้ง กล้าดีถึงขนาดประกาศยุบสภาโดยไม่ผ่านพระราชอำนาจ

    ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดซ้ำซาก ต่อเนื่องยาวนาน ยุติเป็นคำพิพากษาในศาลหลายคดีทั้งศาลรัฐธรรมนูญ, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง, ศาลอาญา, ศาลแพ่ง รวมทั้งคำปรารภในรัฐธรรมนูญ 2560 เอง ล้วนบ่งบอกให้เห็นเป็นข้อยุติทางกฎหมายได้แล้วว่า ระบอบทักษิณถือกำเนิดและเติบโตอยู่ได้ จากการใช้สิทธิเสรีภาพนอกครรลองรัฐธรรมนูญมาตลอด นี่คือความจริงหาใช่คำปลุกระดมหรือคำปราศรัยตามอำเภอใจแต่อย่างไม่

    เมื่อถึงจุดที่ได้เกิดอันตรายต่อการปกครองโดยรัฐธรรมนูญอย่างถึงที่สุดแล้ว จึงจำเป็นและสมควรและชอบธรรมยิ่ง ที่ปวงชนชาวไทยทุกคนจะใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ต่อต้านเผด็จการในเสื้อคลุมประชาธิปไตยของระบอบนี้ได้

    8) ข้อต่อสู้เรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของผู้ถูกกล่าวหาในคดี กปปส.นี้ จึงหาใช่การตอกย้ำความแตกแยกปฏิเสธ “ความปรองดอง” แต่อย่างใดไม่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นและที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มิใช่ความขัดแย้งในทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือลัทธิการเมือง แต่เป็นผลร้ายจากการเข้าครอบงำระบอบเสรีประชาธิปไตยไทยกว่า 10 ปี โดยความคิด ความเคลื่อนไหว และระบบที่ผิดครรลองรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ

    สิ่งที่ต้องชำระสะสางในปัจจุบัน คือการเรียนรู้ทำความเข้าใจร่วมกันทั้งประเทศว่า ความผิดพลาดซึ่งการใช้สิทธิโดยผิดครรลองนั้นอยู่ที่จุดใดบ้าง ทั้งความคิด ความเคลื่อนไหวและระบบอำนาจที่ผ่านมา เรียนรู้แล้วก็จะพบว่าที่ผ่านมาทั้งหมดนั้นไม่ใช่ความแตกแยก แต่เป็นความหลงผิดหลงทางที่ต้องเรียนรู้ร่วมกัน เรียนรู้ให้ลึกซึ้งอย่างเป็นกระบวนการให้เหมือนเยอรมันหลังยุคนาซีที่เกือบจะสิ้นชาติ เรียนรู้จนสามารถกระจ่างใจได้สำนึกร่วมกันว่า

    “การเล่นการเมืองนอกครรลองรัฐธรรมนูญอย่างนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก!!!”

    ข้อต่อสู้ในคดี กปปส.เรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ จึงควรจะเป็นก้าวแรกของการเรียนรู้อันจำเป็นข้างต้น หาใช่การหาทางเอาตัวรอดต่อสู้คดีโดยย่ำยี ทับถม โจมตีผู้อื่น จนยังผลขยายความขัดแย้งในสังคมให้แผ่กว้างยืดเยื้อต่อไปอีกแต่อย่างใดไม่

    หากในสามปีที่ผ่านมา บทเรียนและสำนึกรู้ร่วมกันนี้ยังไม่เกิดขึ้น มีแต่การมองปัญหาเป็นตัวบุคคลนำมา “ปรับทัศนคติ” โดยเปะปะ แล้วตกปลักจมอยู่กับงานรัฐบาลจนเฉื่อยชาต่องานปฏิรูปที่ตรงเป้า ก็เชื่อแน่ได้ว่า..การเลือกตั้งครั้งหน้าตามโรดแมปอันเลื่อนลอยภายใต้รัฐธรรมนูญอันฟุ้งซ่านฉบับนี้ จะต้องพาบ้านเมืองไปสู่ทศวรรษแห่งวิกฤติอีกทศวรรษหนึ่งอย่างแน่นอน

    นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น..ไม่ว่าจะปลดล็อกเมื่อไหร่ จะรีเซตพรรคการเมืองหรือไม่ หรือแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งจะชื่อประยุทธ์ก็ตาม.

    หมายเหตุ: เมืองไทยหลังเลือกตั้งใหม่ เขียนโดย "แก้วสรร อติโพธิ" ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับวันที่ 21 ธันวาคม 2560

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น