ม็อบหนุนถ่านหินเร่งรบ. ยกเสียงส่วนใหญ่ในพื้นที่

  • Friday, December 22, 2017 - 00:00


    เครือข่ายคนเทพาฯ รวมตัวหน้าที่ว่าการอำเภอฯ จี้ "ประยุทธ์" ใช้ ม.44 เดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินภายใน 45 วัน อ้างเป็นมติร่วมกัน เชื่อเกิดประโยชน์ต่อชุมชนในพื้นที่และทั้งประเทศ ซัด "เอ็นจีโอ" ยุติการบิดเบือน ส่วนที่กระบี่รวมตัวกันหน้า อ.เหนือคลอง ให้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งก่อสร้างโดยเร็ว ขณะที่กลุ่มต่อต้านแฉขบวนการสร้างภาพหลัง รมว.พลังงานบ่นถอดใจ จับตาชง EHIA โรงไฟฟ้าเทพาเข้าครม.เร็วๆ นี้

    เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม เครือข่ายคนเทพาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งนำโดยนายหลี สาเมาะ อดีตกำนันตำบลปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา พร้อมด้วยผู้นำท้องที่ทุกตำบลใน อ.เทพา และกลุ่มพลังมวลชนอื่นๆ ได้รวมตัวกันเพื่อสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ที่ลานวัฒนธรรม หน้าที่ว่าการอำเภอเทพา โดยแกนนำแต่ละกลุ่ม อาทิ ชมรมผู้นำศาสนาอิสลาม ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มสตรี กลุ่มชั่งหัวมัน และอื่นๆ ได้ขึ้นแสดงตนบนเวที และประกาศเจตนารมณ์ในการสนับสนุนให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

    โดยได้ออกแถลงการณ์เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ และส่งให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านนายอำเภอเทพา เพื่อให้ใช้อำนาจตาม ม.44 สั่งการให้สร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน ระบุว่า เครือข่ายคนเทพาฯเป็นตัวแทนกลุ่มภาคีเครือข่ายต่างๆ ใน อ.เทพา จ.สงขลา ประกอบด้วย กำนัน องค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง 7 ตำบล องค์กรภาคประชาชน ชมรม สมาคม และกลุ่มเครือข่ายต่างๆ 66 องค์กร มีสมาชิกกว่า 5 หมื่นคน ขอแถลงจุดยืนในการสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ในพื้นที่หมู่ 4 ต.ปากบาง อ.เทพา เนื่องจากเห็นว่าเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนในพื้นที่ การพัฒนาเศรษฐกิจของภาคใต้ และประชาชนทั้งประเทศ

    ตลอดเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ที่ กฟผ.เข้ามาพูดคุยถึงโครงการโรงไฟฟ้า ใน ต.ปากบาง อ.เทพา ชาวเทพาได้รับฟังทั้งข้อดี ข้อเสีย และแนวทางแก้ไขผลกระทบต่างๆ ซึ่งเป็นที่ปรากฏชัดเจนว่า ชาวเทพาส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน รวมทั้งได้มีการปรึกษาหารือร่วมกับ กฟผ.ในแก้ไขปัญหาข้อวิตกกังวลต่างๆ จนเป็นที่พอใจในระดับหนึ่ง และเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา กำนัน นายก อบต. และเครือข่ายทุกตำบล ได้ประชุมและมีมติร่วมกันอีกครั้งว่า สนับสนุนให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใน อ.เทพา จ.สงขลา

    แถลงการณ์ระบุว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้มีการเคลื่อนไหวของกลุ่ม NGO นอกพื้นที่ได้แอบอ้างชื่อคนเทพาไปให้ข้อมูลที่บิดเบือน และไม่ถูกต้องต่อสังคม ทำให้ประชาชนมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน จึงมาเรียกร้องต่อรัฐบาล และทุกภาคส่วน 3 ข้อ ดังนี้ 1.ขอให้รัฐบาลฟังเสียงชาวเทพาในการตัดสินใจโครงการโรงไฟฟ้าเทพา เพราะเราเป็นผู้ได้รับผลกระทบอยู่ในพื้นที่ นอกจากนี้แล้ว กฟผ. ในฐานะเจ้าของโครงการจะต้องให้คำมั่นเป็นสัญญาประชาคม ในการสนับสนุนการพัฒนาของ อ.เทพา ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่จะต้องโยกย้าย จะต้องได้รับการดูแล ชดเชย และเยียวยาอย่างเป็นธรรม มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม รวมทั้งศาสนสถาน มัสยิด กุโบร์ และวัดต่างๆ จะต้องไม่ได้รับการกระทบกระเทือน หากจะมีการย้ายโรงเรียนปอเนาะ จะต้องจัดพื้นที่และสถานที่ซึ่งดีกว่าเดิม เพื่อเป็นหลักประกันว่าลูกหลานของชาวเทพาจะได้เล่าเรียน ทั้งด้านศาสนา และวิชาการอย่างมีคุณภาพ สืบทอดวัฒนธรรม และวิถีชีวิตอันดีงามของชาวเทพา

    2.ขอเรียกร้องให้กลุ่มต่างๆ หรือ NGO นอกพื้นที่ เคารพสิทธิของชาวเทพา และยุติการบิดเบือนในการให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงแก่สังคม เช่น การบอกว่าชาวประมงออกไปหาปลาไม่กี่ชั่วโมงก็ขายได้เงินเป็นพันๆ ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะคนเทพารู้ดีว่าการทำประมงไม่ได้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างที่กล่าวอ้าง จึงขอให้กลุ่มผู้ไม่หวังดียุติสร้างความขัดแย้งในพื้นที่ เพราะคนเทพาที่แท้จริงมีความเป็นหนึ่งเดียว

    3.ขอให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ตัดสินใจโครงการโรงไฟฟ้าเทพาโดยเร็ว ภายใน 45 วัน โดยรับฟังเสียงอันแท้จริงของคนเทพา เพราะชาวเทพารอมา 4 ปีแล้ว และเราพร้อมจะเดินหน้าในทุกทาง เพื่อขอคำตอบจากรัฐบาลต่อไป การแสดงพลังของคนเทพาในวันนี้ เพื่อบอกว่าบ้านของเรา เราดูแลกันเองได้ เราอยากเห็นบ้านเกิดของเรามีการพัฒนาให้ดีขึ้น ลูกหลานได้อยู่ร่วมกันโดยไม่ต้องไปทำมาหากินที่อื่น และจะพัฒนา อ.เทพา เป็นประตูเชื่อมความเจริญไปสู่พี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ อ.เทพา ซึ่งมีของดีอยู่มากมาย กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว เป็นเมืองพัก ที่ไม่ใช่เมืองผ่านอีกต่อไป

    หลังจากที่มีการเดินรณรงค์และรวมพลที่ลานวัฒนธรรม พร้อมแสดงเจตนารมณ์เพื่อสนับสนุนให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพาแล้ว พลังมวลชนทั้งหมดได้แยกย้ายกันกลับ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งจาก สภ.เทพา และกำลัง ตชด. รวมทั้ง อส.ของอำเภอเทพา จัดกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย โดยไม่มีเหตุวุ่นวายเกิดขึ้น มีเพียงตัวแทนของกลุ่มผู้คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2-3 คน ที่เข้ามาถ่ายภาพของการรวมพลในครั้งนี้

    วันเดียวกัน ชาวบ้านในพื้นที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ประมาณ 400 คน นำโดยนายกิจจา ทองทิพย์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 บ้านปกาสัย ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง ในนามตัวแทนเครือข่ายประชาชนชาวกระบี่ สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ได้เดินทางมารวมตัวกันหน้าที่ว่าการอำเภอเหนือคลอง เพื่อยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่โดยเร็ว โดยมีนายโสภณ สุวรรณคะราช ปลัดอำเภอเหนือคลอง รับเรื่อง

    นายกิจจา ทองทิพย์ ในนามตัวแทนเครือข่ายประชาชนชาวกระบี่ ที่สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และท่าเทียบเรือคลองรั้ว กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบให้เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และท่าเทียบเรือคลองรั้ว โดยให้ทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมใหม่ ซึ่งทางเครือข่ายฯ เห็นด้วย และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในทุกด้านเพื่อให้เกิดความถูกต้องและยอมรับของทุกฝ่าย โดยที่ผ่านพวกตนได้เคลื่อนไหวสนับสนุนมาตลอดรวมทั้งการล่ารายชื่อชาวบ้านที่สนับสนุนกว่า 15,000 รายชื่อ เพื่อยืนยันความต้องการ แต่การดำเนินโครงการก็ยังเงียบ

    "การเดินทางมารวมตัวกันในครั้งนี้ ก็เพื่อขอยืนยันสิทธิ์และความต้องการ โดยขอให้นายกรัฐมนตรีได้โปรดเร่งรัดและกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการเร่งรัดเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และท่าเรือคลองรั้ว โดยเร็วที่สุด เพื่อประโยชน์ส่วนร่วมและความมั่นคงด้านพลังงาน หลังจากมอบหนังสือก็ได้แยกย้ายกันกลับด้วยความสงบ" นายกิจจากล่าว

    ขณะเดียวกัน เพจ "หยุดถ่านหินกระบี่" ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เหตุผลของการนัดรวมพล...เพื่อสนับสนุนถ่านหิน ทั้งในพื้นที่กระบี่และเทพาในวันนี้ ก็เป็นแค่เกมและการสร้างภาพก็เท่านั้น เนื่องจากมีข่าวว่านายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน บอกว่า ถอดใจ เจอม็อบต้านถ่านหิน และจะสั่งให้รื้อแผนพลังงานใหม่เพื่อไปพึ่งเชื้อเพลิงก๊าชธรรมชาติ หากการรื้อแผน จะนำมาซึ่งการยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ ทั้งกระบี่และเทพา คงไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอน เพราะถ่านหินที่มีการสัมปทานไว้จำนวนมหาศาลของพ่อค้าไทย เท่ากับการไม่ได้ระบาย เท่ากับการขาดทุน เท่ากับไม่ได้ผลประโยชน์อย่างมหาศาลจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่นี้

    นอกจากนี้ เพจกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน อาทิ หยุดถ่านหินกระบี่ และเครือข่ายคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินประเทศ ไทยได้โพสต์เชิญติด #คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา #เทใจให้เทพา พร้อมแนบภาพถ่ายข้อความ หยุด โรงไฟฟ้าถ่านหิน คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา หรือเทใจให้เทพาด้วย

    โพสต์ของเครือข่ายฯ ระบุด้วยว่า เร็วๆ นี้จะมีการนำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเข้าสู่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติโครงการตามลำดับ ทางเครือข่ายฯ จึงขอเชิญชวนร่วมแสดงเจตนารมณ์ “คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา” ด้วยการถือป้ายข้อความโพสต์เฟซฯ ติดแฮชแท็ก #คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา #เทใจให้เทพา

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น