ต้านติดหนวดป.ป.ช. สนช.ซัดดักฟังละเมิดสิทธิ์ หวั่นเป็นเครื่องมือการเมือง

  • Friday, December 22, 2017 - 00:00


    ยังจบไม่ลง สนช.ลากยาวร่างกฎหมายลูกป.ป.ช. ข้องใจให้อำนาจดักฟัง เป็นอันตรายต่อสิทธิเสรีภาพประชาชน ยกดีเอสไอเปรียบเทียบมีอำนาจล้นฟ้าสุดท้ายกลายเป็นเครื่องมือให้นักการเมืองเล่นงานฝั่งตรงข้าม "มีชัย" ติงหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล อาจขัดรัฐธรรมนูญ

    ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.... ในวาระ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พิจารณาเสร็จแล้ว จำนวน 193 มาตรา ซึ่งที่ประชุมแบ่งการพิจารณาอยู่เป็น 2 วัน

    มาตราที่สมาชิก สนช.ให้เวลาอภิปรายมากที่สุดคือ มาตรา 37/1 ซึ่ง กมธ.เขียนเพิ่มใหม่กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจสืบค้นข้อมูลโดยการดักฟังข้อมูลทางโทรศัพท์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้ ทั้งนี้ ได้ขอให้ตัดมาตราดังกล่าวออก เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 36

    นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า การใช้อำนาจเกินขอบเขต เรียกร้องมากเกินไป อาจทำให้องค์กรสั่นสะเทือนได้ ยิ่งหากหลักฐานที่ได้มาไม่บริสุทธิ์ จะเป็นสิ่งที่ทิ่มตำทำลายผู้ที่นำหลักฐานนั้นมาใช้เอง อีกทั้งยังเป็นห่วงว่าหากข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีหลุดออกไป อาจเป็นเครื่องมือนำไปใช้แบล็กเมล์ทางการเมืองได้ ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะประเด็นนี้อ่อนไหวที่สุด ดังนั้นจึงไม่ควรบัญญัติไว้ และต้องฟังเสียงประชาชนให้รอบด้าน

    ขณะเดียวกัน ถ้า ป.ป.ช.เป็นองค์กรที่น่าเคารพศรัทธา ข้อมูลจะหลั่งไหลมาเอง เป็นการได้ข้อมูลทางลัด ทั้งนี้ การใช้มาตรา 37/1 เพื่อให้ได้ข้อมูลทางลับเป็นสิ่งต้องพึงระวัง ไม่รู้ว่าข้อมูลที่ได้ศาลจะเชื่อหรือไม่ อาจทำให้ศาลกระอักกระอ่วน เพราะ ป.ป.ช.เป็นองค์กรกึ่งตุลาการ รู้สึกไม่สบายใจ แต่เชื่อว่า สนช.จะพิจารณากฎหมายด้วยความรอบคอบ ให้ประชาชนสบายใจ มีความยุติธรรมอย่างแท้จริง

    ด้านนายภัทระ คำพิทักษ์ กมธ.เสียงข้างน้อย กล่าวว่า มาตรา 50 อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านทุจริต (UNCDC) จะระบุถึงเรื่องการให้ใช้มาตรการพิเศษในการตรวจสอบการทุจริต แต่ระบุเพียงว่าให้ใช้อย่างเหมาะสมภายใต้การควบคุมเท่านั้น น่าคิดว่าหากป.ป.ช.ได้อำนาจส่วนนี้ไปแล้วถูกครอบงำจะเกิดอะไรขึ้น การพิจารณามาตรานี้ใช้เวลาสั้นๆ ในชั้น กมธ.ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ก็เกิดมาตรา 37/1 ขึ้นมา ยังไม่รวมถึงเรื่องอำนาจการอำพรางและสะกดรอย ที่เสนอเป็นฝาแฝดพ่วงมาด้วย ถือว่าการพิจารณายังไม่ละเอียดรอบคอบ

    "บางประเทศพิสูจน์ได้ว่าการดักฟังไม่มีอคติ แต่ ป.ป.ช.จะมีอคติหรือไม่ก็ไม่รู้ อย่ามุ่งแต่ใช้ข้อมูลที่จะกำจัดคนโกงเพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้ ป.ป.ช.ตกอยู่ในความเสี่ยง ถูกเปลี่ยนโฉมไป การได้เครื่องมือปราบทุจริตต้องชั่งน้ำหนักถึงคุณค่าที่ต้องแลกมา เช่น การละเมิดสิทธิในระบอบประชาธิปไตยว่าคุ้มค่ากันหรือไม่" นายภัทระกล่าว

    นอกจากนี้ กลุ่มอดีต 40 ส.ว. อาทิ นพ.เจต ศิรธรานนท์, พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม, นายสมชาย แสวงการ, นายตวง อันทะไชย, นายมณเฑียร บุญตัน เป็นต้น ยังอภิปรายไม่เห็นกับมาตราดังกล่าว โดยนายสมชาย กล่าวว่า การให้อำนาจ ป.ป.ช.สืบค้นข้อมูลทางโทรศัพท์ ไลน์ เฟซบุ๊ก ได้เป็นภัยทางการเมืองต่อทุกคน อาจมีการดักฟังข้อมูลในทุกเรื่อง ถือว่าอันตรายต่อสิทธิเสรีภาพประชาชน หากยังเดินหน้าต่อไป จะมีผู้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอย่างแน่นอน

    ด้านนายตวงอภิปรายว่า การออกกฎหมายใดๆ ต้องพึงระวังเรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพเกินสมควรแก่เหตุ อยากทราบว่าจะมีกลไกใดเข้าไปถ่วงอำนาจการสืบค้นข้อมูลส่วนตัวทางโทรศัพท์ ไลน์ เฟซบุ๊กได้ เพราะในอนาคตอาจมีการหยิบยกข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้มาอภิปรายทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมืองได้ เหมือนอย่างในอดีตที่เคยให้อำนาจกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ล้นฟ้า สุดท้ายกลับตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง นำมาใช้กลั่นแกล้งคู่ต่อสู้ทางการเมือง ขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบ

    ขณะที่ฝั่ง กมธ.เสียงข้างมาก พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. อภิปรายว่า การใช้คำว่าดักฟังเป็นการสร้างภาพที่น่ากลัว ฟังแล้วแสลงใจ เพราะ กมธ.เสียงข้างมากไม่มีเจตนาต้องการล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 36 เพราะการจะใช้อำนาจตามมาตรา 37/1 ได้ ต้องผ่านมติเห็นชอบจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนก่อนว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะขอยื่นอนุมัติต่อศาล เมื่อ ป.ป.ช.อนุญาตแล้วต้องส่งเรื่องให้อธิบดีศาลทุจริตและประพฤติมิชอบให้ความเห็นชอบด้วย

    เขาขยายความว่า ไม่ใช่แค่ให้ผู้พิพากษาทั่วไปอนุญาต ที่สำคัญฐานความผิดที่เข้าข่ายใช้มาตรา 37/1ได้ ต้องเป็นเรื่องสำคัญ มีผลกระทบในวงกว้าง เมื่ออธิบดีศาลอนุญาตแล้ว ป.ป.ช.จะมีเวลาไม่เกินครั้งละ 90 วันในการใช้อำนาจตามมาตราดังกล่าว ส่วนข้อมูลที่ได้มาจะใช้เฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดีเท่านั้น ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับคดีจะถูกทำลายทันที ป.ป.ช.ไม่มีเจตนาจะละเมิดสิทธิประชาชน แต่จะทำทุกทางเพื่อตรวจสอบการทุจริต

    พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธาน กมธ. ชี้แจงว่า การให้อำนาจ ป.ป.ช.สืบค้นข้อมูลทางโทรศัพท์นั้น ยืนยันว่า กมธ.ไม่มีเจตนาทำลายล้างใคร แต่เป็นการทำเพื่อประโยชน์ทางคดี เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล จึงมีความจำเป็นต้องให้อำนาจส่วนนี้ โดยมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ซึ่งการดักฟังข้อมูลทางโทรศัพท์ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการฯ ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งเห็นชอบก็ทำได้ เมื่อผ่านความเห็นจากคณะกรรมการฯ แล้ว ยังต้องขออนุญาตจากศาลอีกครั้ง รวมถึงต้องเป็นคดีที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสาธารณะด้วย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายมาตราดังกล่าวใช้เวลายาวนาน และไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ทำให้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ในฐานะประธานการประชุม สั่งพักการประชุม 10 นาที จากนั้นได้เปิดประชุมอีกครั้ง และแจ้งว่าจากการหารือระหว่าง กมธ.เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยนั้น เสียงข้างมากยืนยันไม่ยอมถอนมาตรา 37/1 แต่ด้วยพิจารณามาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว จึงเห็นว่าให้พิจารณาต่อในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

    นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า บทบัญญัติใหม่ที่เกิดขึ้น

    หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองอยู่ โอกาสที่ประชาชนจะเดือดร้อนมีมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ แม้กฎหมายจะยกให้อำนาจของศาลในการอนุญาตหรือไม่อนุญาต แต่ศาลก็ฟังเหตุผลเพียงเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ข้างเดียวเท่านั้น

    "ถ้าศาลเชื่อ เท่ากับว่า ป.ป.ช.จะมีอำนาจถึง 90 วัน จะจับผู้ร้ายคนเดียว แต่เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ดักฟังโทรศัพท์ ดูอีเมลได้เป็นร้อยคน หากมีข้อสงสัยว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย ซึ่งผู้ที่ได้รับอำนาจก็สนุกดี แต่คนถูกละเมิดมันไม่สนุกด้วย" ประธาน กรธ.กล่าว

    นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์สมาคมฯ เรื่อง ขอคัดค้าน เรียกร้องให้ สนช. พิจารณาตัดมาตราดังกล่าวทิ้งไปเสีย หากยังดื้อดึงผ่านเป็นกฎหมายออกมา สมาคมฯ จำเป็นต้องนำความยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่ามาตราดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น