ลงทุนเพื่อเด็ก-เยาวชนไทย ลดเสียชีวิตจากมอเตอร์ไซค์

  • Saturday, December 23, 2017 - 00:00


    เป็นเรื่องเศร้าภายหลังที่เว็บไซต์เวิลด์แอตลาสเปิดเผยข้อมูลเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยมีอัตราเสียชีวิตบนท้องถนนอยู่อันดับ 1 ของโลก โดยมีอัตราการตายเฉลี่ย 36.2 ต่อประชากรแสนคน สอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์ส่งเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก (ซีเอสพีไอ) โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า 73% ของการเสียชีวิตบนท้องถนนมาจากรถจักรยานยนต์ โดยมีเด็ก 15,800 คน เข้าไปเกี่ยวข้องและจบชีวิตประมาณปีละ 700 คน ส่งผลให้ท้องถนนของบ้านเราเป็นพื้นที่อันตรายมากที่สุด

    ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย ได้ร่วมกับศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน โดยการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมจัดงาน “สัมมนาวิชาการระดับชาติเรื่องความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 13” ภายใต้แนวคิด "ลงทุนเพื่อความปลอดภัยทางถนนที่ยั่งยืน" เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

    ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาย่อยที่น่าสนใจเรื่อง “ลงทุน...เพื่อเด็กไทยปลอดภัยจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์” โดยมี 4 โรงเรียนต้นแบบ ได้แก่ โรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม จังหวัดขอนแก่น, โรงเรียนบ้านบึงมนูญวิทยาคาร จังหวัดชลบุรี, โรงเรียนบ้านเขาแดง จังหวัดสงขลา และโรงเรียนสุเหร่าสามอิน กรุงเทพฯ มานำเสนอข้อมูลระบบจัดการความปลอดภัยบนท้องถนนจนเป็นผลสำเร็จ

    นายธนัท ไชยทิพย์ ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ โรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม กล่าวว่า โรงเรียนของเรามีนักเรียนที่ขับรถมอเตอร์ไซค์มาโรงเรียนเป็นจำนวนมาก เราจึงตระหนักว่าโรงเรียนจะต้องปกป้องนักเรียนจากอุบัติเหตุในการเดินทางนี้ ดังนั้นจึงได้มีการกำหนดนโยบายและมอบหมายให้คุณครูมีหน้าที่รับผิดชอบโดยอาศัยกรอบ “แนวคิด 6S” ในการทำงาน ประกอบด้วย ข้อ 1 Survey สำรวจข้อมูล ข้อ 2 Study ให้ข้อมูลความรู้เพื่อนำไปสู่การสร้างจิตสำนึก ข้อ 3 Safety ดำเนินการให้เกิดความปลอดภัยทุกจุด โดยมีการประกาศจุดเสี่ยงและแก้ไขจุดเสี่ยง ข้อ 4 Support สนับสนุนงานของภาคีเครือข่าย ข้อ 5 Share เผยแพร่ข้อมูล และข้อ 6 Stronger together ทำงานเพื่อความเข้มแข็งร่วมกัน

    “เราเริ่มจากการเก็บข้อมูลการเดินทางของนักเรียนโดยใช้แบบสำรวจและการเยี่ยมบ้าน ซึ่งข้อมูลที่เก็บจะเป็นข้อมูลยานพาหนะที่นักเรียนใช้เดินทางมาโรงเรียน ถ้าเป็นรถมอเตอร์ไซค์จะมีการบันทึกเลขทะเบียนรถไว้ด้วย และเก็บข้อมูลเส้นทางที่นักเรียนใช้เดินทางมาโรงเรียน เพื่อจะได้ทราบว่าเส้นทางที่ใช้เดินทางมามีจุดเสี่ยงจุดอันตรายหรือไม่ โดยข้อมูลที่ได้ก็นำมาเก็บบันทึกในโปรแกรม Student ซึ่งโรงเรียนสร้างขึ้นมาเอง โดยข้อมูลในโปรแกรมนี้มีประโยชน์เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับนักเรียน ทางโรงเรียนจะสามารถตรวจสอบได้ว่าทะเบียนรถนี้เป็นของใคร และมีประโยชน์ต่อการเคลมบริษัทประกันภัย”

    ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญโรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคมกล่าว และว่า โรงเรียนยังนำข้อมูลในระบบมาใช้ในการกำหนดมาตรการบังคับสำหรับนักเรียนที่นำรถจักรยานยนต์มาโรงเรียนต้องสวมหมวกนิรภัย หากไม่มีหมวกนิรภัยมาโรงเรียนจะมีการจดบันทึกพฤติกรรมและการตักเตือน หรือมีมาตรการลงโทษอื่นๆ ต่อไป เมื่อมีการกำหนดนโยบายของโรงเรียนแล้ว ทุกคนจะมีส่วนร่วมในโครงการตั้งแต่การจัดทำแผนการเรียนการสอน แผนการจัดกิจกรรม และงบประมาณ เพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นก่อนเริ่มปีการศึกษาแต่ละปี ทำให้ปัจจุบันนี้หลังจากดำเนินโครงการ อัตราการเกิดอุบัติตุบนท้องถนนของเด็กนักเรียนในโรงเรียนเป็นศูนย์

    ด้านนางสาวฐิติพร แก้วกมล ครูชำนาญการโรงเรียนบ้านบึงมนูญวิทยาคาร จังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดกลาง จัดการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 มีนักเรียนทั้งหมดประมาณกว่า 500 คน จากสถานการณ์ที่นักเรียนอายุก่อน 15 ปี ของโรงเรียน เกิดอุบัติเหตุจากการขี่มอเตอร์ไซค์ ซึ่งมักเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหลังจากนักเรียนกลับถึงบ้านแล้ว และขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านอีกครั้งหนึ่งในเวลาเย็น ทางโรงเรียนจึงเข้าร่วมกับโครงการ “ก่อน 15 ปี ไม่ขี่มอเตอร์ไซค์” โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนอายุก่อน 15 ปี ไม่ควรขี่มอเตอร์ไซค์ เพราะยังไม่มีใบขับขี่

    ในช่วงเริ่มต้นโครงการ ครูและนักเรียนได้นำแบบสำรวจข้อมูลเพื่อให้ทราบว่านักเรียนที่ขับมอเตอร์ไซค์มาโรงเรียนมีกี่คน และมีกี่คนที่อายุไม่ถึง 15 ปีขี่รถมอเตอร์ไซค์มาโรงเรียน อีกทั้งยังสำรวจเส้นทางการเดินทาง และความจำเป็นในการนำรถมอเตอร์ไซค์มาโรงเรียนด้วย ทำให้ทีมงานทราบถึงสถานการณ์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงสามารถกำหนดมาตรการห้ามนักเรียนอายุไม่ถึง 15 ปีขี่รถมอเตอร์ไซค์มาโรงเรียนได้

    “ถึงแม้ว่าโครงการก่อน 15 ปี ไม่ขี่มอเตอร์ไซค์ จะมีเป้าหมายไม่ต้องการให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปีขี่รถมอเตอร์ไซค์มาโรงเรียนก็ตาม แต่การทำงานในโครงการไม่สามารถใช้มาตรการห้ามนักเรียนเพียงอย่างเดียวได้เพราะจะเกิดการต่อต้านครูและนักเรียนแกนนำ จึงเลือกกระบวนการในการให้ข้อมูล และการสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง พร้อมหาทางเลือกในการเดินทางมาโรงเรียนโดยไม่ต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์ รวมถึงตั้งงบประมาณเพื่อจ้างรถรับจ้างมารับ-ส่งนักเรียนแทน”

    “ขณะเดียวกันทางโรงเรียนยังมีการจัดกิจกรรมอื่นๆ เข้าไปเสริม อาทิ กิจกรรม Open house ตอบปัญหาความรู้เกี่ยวกับการใช้ถนนปลอดภัยและการไม่ใช้มอเตอร์ไซค์ในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี, กิจกรรม Bike Rally ใช้จักรยานเพื่อรณรงค์ไม่ขี่มอเตอร์ไซค์, จัดอบรมให้ความรู้ผู้ปกครอง, เดินรณรงค์ในชุมชนเพื่อเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ไม่ขับขี่มอเตอร์ไซค์, การทำหนังสั้น “วัยไม่ถึง อย่าเพิ่งรีบตาย” เป็นต้น” นางสาวฐิติพรเผย

    ขณะที่นางชุติมา พงศ์ทิพย์พนัส รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเขาแดง จังหวัดสงขลา กล่าวว่า โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนประมาณ 352 คน โดยนักเรียนส่วนใหญ่เดินทางไป-กลับโรงเรียนด้วยการเดินและมอเตอร์ไซค์ ซึ่งมีทั้งมอเตอร์ไซค์รับจ้างและมอเตอร์ไซค์ของพ่อแม่ ร้อยละ 80 และพบว่าผู้ปกครองไม่นิยมสวมหมวกกันน็อกให้บุตรหลาน เพราะคิดว่าเป็นการเดินทางในระยะสั้นๆ

    ทางโรงเรียนจึงเข้าร่วมโครงการ Street white กับมูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย จากนั้นก็เริ่มเก็บข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมการเดินทางมาโรงเรียนของนักเรียนและผู้ปกครอง เช่น นักเรียนและผู้ปกครองไม่ได้สวมหมวกนิรภัยมาโรงเรียน และข้อมูลความเสี่ยงทางกายภาพทั้งในโรงเรียน หน้าโรงเรียน และตามเส้นทางการเดินทาง เพื่อนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

    “ข้อมูลเหล่านี้ทางโรงเรียนนำไปใช้ในการรณรงค์ให้ใส่หมวกนิรภัยและให้เดินเท้ามาโรงเรียน รวมถึงการให้เงินช่วยเหลือค่าเดินทางให้แก่นักเรียนที่มีบ้านไกลจากโรงเรียนมากกว่า 3 กิโลเมตร เพื่อตระหนักในการป้องกันตัวเองและลูกหลานจากอุบัติเหตุทางถนน” รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเขาแดง จังหวัดสงขลา กล่าว

    ปิดท้ายด้วย นางสุธามาศิ โพธิ์จันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสุเหร่าสามอิน กรุงเทพฯ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ว่า เนื่องจากทางโรงเรียนมีการเรียนการสอนในระดับอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนจำนวน 580 คน นักเรียนส่วนใหญ่เดินทางไป-กลับโรงเรียนด้วยการเดินและมอเตอร์ไซค์ทั้งรับจ้างและของผู้ปกครอง ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลพบว่า มีนักเรียนนั่งมอเตอร์ไซค์มาโรงเรียนประมาณ 200 คน และมีนักเรียนสวมหมวกกันน็อกไม่ถึง 10 คน เป็นความเคยชิน เพราะคิดว่าเป็นการเดินทางในระยะสั้นๆ ด้วยเหตุนี้ทางโรงเรียนได้เข้าร่วมโครงการกับ Save the Children เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยทางถนนและการสวมหมวกกันน็อกให้แก่นักเรียนและผู้ปกครอง

    โดยครูจะนำข้อมูลด้านความปลอดภัยในการเดินทางมาโรงเรียนมาออกแบบการเรียนการสอนและวิธีการสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครอง เพื่อให้ทราบถึงอันตรายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือหาแนวทางป้องกัน อีกทั้งความเสี่ยงหรืออันตรายจากรถของนักเรียนไม่ได้เกิดจากการเดินทางเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากกิจกรรมข้างทางต่างๆ เช่น การขายของหน้าโรงเรียนของพ่อค้าแม่ค้าที่กีดขว้างการจราจร ซึ่งทางโรงเรียนก็แจ้งให้เขตเข้าไปจัดการ โดยประสานไปที่สุเหร่าเพื่อขอพื้นที่ในการขายของให้กับพ่อค้าแม่ค้า อีกทั้งยังสื่อสารไปยังมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้สวมหมวกนิรภัยของเด็กและผู้โดยสารอีกด้วย

    ด้วยรูปแบบการทำงานของ 4 โรงเรียนต้นแบบเหล่านี้ หากนำไปขยายผลสู่สถาบันการศึกษาอื่นๆ เชื่อว่าจะลดอันตรายจากการขับขี่จักรยานยนต์บนท้องถนน ที่ส่งผลให้สถิติการบาดเจ็บและเสียชีวิตของประเทศไทยน้อยลงด้วย.

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น