คลังสมองทีม ศก.รัฐบาล 'กอบศักดิ์' กับอนาคตการเมือง

  • Sunday, December 24, 2017 - 00:00


    ประชารัฐ เอื้อกลุ่มทุน?

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นชื่อที่ถูกคาดหมายมาตลอดว่า จะต้องมีตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล เพราะด้วยดีกรีด้านการศึกษาที่ดีเยี่ยม ผนวกกับประวัติการทำงานที่ผ่านตำแหน่งสำคัญในฝ่ายบริหารของหน่วยงานรัฐและเอกชน คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ธนาคารกรุงเทพ ฯ โดยในยุครัฐบาล คสช.ก็ผ่านตำแหน่งสำคัญมามากมาย อาทิ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ, สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ, กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุด ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, กรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ, กรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมาย และประธานอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน, กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านความสามารถในการแข่งขัน, กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่เป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ดังนั้นการที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลผลักดันให้ ดร.กอบศักดิ์เข้ามาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล ประยุทธ์ 5 จึงไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายของคนส่วนใหญ่

    ในช่วงหนึ่งของการสนทนา เมื่อถามไปว่าผ่านงานสำคัญมาหมดแล้วทั้งภาคราชการและเอกชน และมาทำงานด้านปฏิรูป-ยุทธศาสตร์ชาติ มีตำแหน่งมากมายในยุค คสช. ได้วางอนาคตการเมืองของตัวเองไว้อย่างไร ฟังคำถามเสร็จ ดร.กอบศักดิ์ ไม่เสียเวลาคิดตอบกลับมาทันควัน "ไม่คิดเลย" และพูดขยายความไว้ว่า

    ...ผมคิดว่าช่วงนี้คือช่วงสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลง ตอนที่ผมตัดสินใจเข้ามาช่วยรัฐบาลเมื่อสามปีที่แล้ว ที่เข้ามาเป็น สปช.เพราะผมรู้ว่าช่วงนี้คือช่วงที่ทำได้ง่ายที่สุด

    ผมเคยไปเมืองฉงชิ่งที่เป็นเมืองทางฝั่งตะวันตกของจีน เมืองฉงชิ่งเมื่อสามปีที่แล้วกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง เป็นเมืองใหญ่มีแม่น้ำสำคัญไหลผ่าน ตอนผมไปเวลานั้นเขาอยู่ในช่วงกำลังสร้างเมือง มีการขีดเส้นสร้างเมืองว่าตรงไหนให้ทำถนน ตรงไหนให้สร้างตึก เขาก็สร้างสิ่งต่างๆ ในเมืองได้ตามใจ ผมจึงคิดว่าคนที่มาเป็นผู้ว่าฯ เมืองฉงชิ่ง หากมาช้าไปกว่านี้สิบปีต้องสู้คนนี้ไม่ได้ คือหมายถึงสู้คนที่เขากำลังทำอยู่ตอนนั้น เพราะหากเป็นดินก็คือดินที่กำลังร่วนทำอะไรก็ได้ สามปีคือตรงนั้น ซึ่งหากสามปีที่เราทำตรงนี้ได้ก็ดีแล้ว เพราะหลังจากนี้จะยากแล้ว

    “ผมเลยคิดว่าผมเข้ามาในช่วงที่ถูกจังหวะเวลาแล้ว ที่เข้ามาทำเพราะว่าผมเห็นโอกาสตรงนี้ คือช่วงนี้เป็นช่วงที่อยากทำกฎหมายก็ทำได้ แก้กฎหมายก็แก้ได้ อยากจะปลดล็อกอะไรก็ปลดล็อกได้ แต่หากเราไปเข้าการเมืองปกติ ขอโทษเถอะไม่ต้องคิดเลย จะได้ทำหรือไม่ก็ยังไม่รู้ ถึงได้อยากทำช่วงนี้เพราะเป็นช่วงที่มีโอกาสเยอะที่สุดแล้ว หลังจากนี้จะไม่ง่ายผมมั่นใจ”

    เพราะผมเห็นมาช่วงรัฐบาลปกติแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย อย่างรถไฟทางคู่ แต่ช่วงนี้เห็นหรือไม่ ไม่มีใครขวาง ขอเพียงให้คิดออกมาได้ ผมจึงอยากจะเร่งทำทุกอย่างที่วางไว้ ยิ่งปีหน้า 2561 ที่หลายคนเคยปรามาสว่าจะทำอะไรไม่ได้ แต่ผมกลับคิดว่าจะเป็นปีที่ทำอะไรได้เยอะ เพราะเป็นปีที่หลายคนเห็นว่าเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะทำ

    สำหรับผม สามปีที่ผ่านมาคนที่อยากทำปฏิรูปประเทศไทยต่างก็ออกกันมา เห็นได้จากตอนที่จะคัดเลือกคนไปเป็น สปช.สมัครกันถึง 7 พันคน แต่คัดเหลือ 250 คน ที่คนสนใจกันมากตอนนั้นเพราะเขาอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แล้วเขาเห็นโอกาส แล้วผมคิดว่าคนกลุ่มนี้จะมาช่วยรัฐบาลในปีหน้า เพราะเขาเห็นโอกาสสุดท้ายในรอบนี้ ที่หากทำก็จะทำให้ประเทศไทยไปได้ไกล เราก็หวังว่าสิ่งที่ทำไว้จะเป็นกลไกทำให้การปฏิรูปทำได้ง่ายขึ้น

    “ที่ผมออกจากภาคเอกชนมาก็เพราะผมเห็นความหวังเหล่านี้ เพราะผมอยู่เอกชนผมก็สบายของผมอยู่แล้ว แต่ผมเห็นโอกาสว่านี้คือช่วงนครฉงชิ่งกำลังสร้างเมือง คุณจะตั้งองค์กร จะปฏิรูปอย่างไร คุณจะขีดเส้นอย่างไรก็ขีด แต่หลังจากนี้ก็เหมือนสร้างถนนเสร็จแล้ว ถ้าทำเสร็จแล้วจะไปย้ายถนนเป็นเรื่องยากมาก"

    ถามย้ำว่าหากพ้นรัฐบาลนี้ไป ถ้ามีคนไปทาบทามให้กลับมาทำงานการเมืองจะรับตำแหน่งอีกหรือไม่ กอบศักดิ์ บอกว่าก็ต้องคิดหนัก เพราะมันไม่ได้ง่ายในการทำ การเมืองมันไม่ได้ง่าย ตอนนี้เราก็พยายามมุ่งกับสิ่งที่จะทำ ผมมีลิสต์ของผมเรียบร้อยว่าจะต้องทำอะไรกี่โครงการ โดยทั้งหมดจะต้องพยายามทำให้ได้

    ทิศทาง ศก.ไทยปี 2561

    กลับมาคุยเรื่องเนื้องาน ความรับผิดชอบในเก้าอี้ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลหน่วยงาน เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, บริษัท อสมทฯ, กรมประชาสัมพันธ์ รวมถึงเข้าไปช่วยดูงานด้านเศรษฐกิจอื่นๆ ของรัฐบาลตามที่ได้รับมอบหมาย เช่น โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ หรืออีอีซี และงานด้านนโยบายประชารัฐ เป็นต้น

    ดร.กอบศักดิ์ ยืนยันว่าปี 2561 ภาพรวมเศรษฐกิจจะดีขึ้นกว่าปีนี้ อย่างปีนี้ผมเคยบอกตั้งแต่ต้นปีแล้วว่าเศรษฐกิจจะโตประมาณ 3.5-4 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็พบว่าออกมาที่ 3.8-3.9 ก็ถือว่าดีมาก ปีหน้าผมก็คิดว่าน่าจะเกิน 4 เปอร์เซ็นต์เล็กน้อย ก็น่าจะประมาณ 4-4.5 ก็น่าจะได้

    ...สาเหตุที่การเติบโตทางเศรษฐกิจดีขึ้นดังกล่าวเพราะการส่งออกของไทยดีขึ้น ที่ดีขึ้นเพราะเศรษฐกิจโลกกำลังเริ่มไปได้ ก็ทำให้ส่งออกดีขึ้น ขณะเดียวกันการลงทุนภาครัฐที่เตรียมไว้หลายโครงการกำลังออกมากำลังเกิดขึ้น เช่นโครงการรถไฟทางคู่ที่ทำไปถึงขอนแก่นแล้ว

    ทุกอย่างกำลังขับเคลื่อนไป หลายโครงการที่กำลังเดินหน้าไปสะท้อนว่าโครงการที่รัฐบาลประกาศไว้กำลังเกิดขึ้น ทำให้มีเม็ดเงินออกมาและทำให้ระบบเศรษฐกิจไปได้ เมื่อส่งออกและการลงทุนภาครัฐไปได้แบบนี้ ต่อไปภาคธุรกิจเอกชนก็จะเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการลงทุนในอีอีซีที่เปิดตัวมาครึ่งปี ตอนนี้เอกชนอย่างบริษัทแอร์บัสก็เข้ามา ทำให้เอกชนก็จะเริ่มสนใจตามแอร์บัสเข้ามา

    ...ปีหน้าเม็ดเงินจากส่งออก จากการลงทุนภาครัฐ และจากการลงทุนของเอกชนโดยเฉพาะเอกชนจากต่างประเทศก็จะเข้ามา แต่ก็ต้องเข้าใจว่าเศรษฐกิจที่ได้ 4.1 มันมีความแตกต่างระหว่างชั้น กรุงเทพฯ ไปได้ อุตสาหกรรมไปได้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปได้ เห็นได้จากบริษัทจดทะเบียนกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ยอดการเติบโตเมื่อต้นปีอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์

    “แต่ว่าชาวบ้านไปไม่ได้ เรื่องนี้รัฐบาลรู้ ไม่ใช่รัฐบาลไม่รู้ รัฐบาลทราบว่าชาวบ้านไปไม่ได้ ปัญหาของเขาเริ่มต้นจากราคาสินค้าเกษตร เรื่องนี้คือหัวใจเลย รัฐบาลเราอยากช่วยเขา ไม่ใช่ว่านิ่งนอนใจ”

    อย่างช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาผมก็ไปช่วยแถลงเรื่องเศรษฐกิจ เห็นเลยว่ารัฐบาลช่วยหมดทั้งชาวนา ช่วยเรื่องข้าวโพด มันสำปะหลัง ยาง ผัก ผลไม้ ปาล์ม มีการส่งเงินไปตลอด เพราะเรารู้ว่าปัญหาของเขาก็คือราคาสินค้าเกษตรไม่ดี ซึ่งไม่ใช่ที่ประเทศไทยที่เดียวแต่เป็นทั่วโลก เรื่องนี้ก็ต้องใช้เวลา รัฐบาลก็เข้าใจชาวบ้านลำบาก ก็พยายามช่วยโดยส่งเงินไป จัดโครงการต่างๆ เข้าไปช่วยเพื่อให้เขาอยู่ให้ได้ ในช่วงที่ราคาสินค้ายังไม่ปรับขึ้น แต่ก็ต้องเข้าใจด้วย เช่นผมชอบต้นไม้ มีสวนต้นไม้ แต่ผมก็บอกทุกคนว่ารดน้ำอย่างไร ก็ไม่เหมือนฝนตก เพราะฝนตกมันชุ่มชื้น แล้วน้ำฝนไหลลงไปในผืนดิน แต่การรดน้ำ ก็ได้แค่เป็นหย่อมๆ มันก็ไม่ได้ดังใจ นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้

    ...สิ่งที่รัฐบาลส่งลงไปก็คือการรดน้ำ เลือกรด เห็นตรงไหนเริ่มแห้งเราก็เริ่มรด แต่ปัญหาใหญ่ก็คือว่าราคาสินค้าเกษตรของตลาดโลกมันไม่ยอมขึ้น เราก็พยายาม แต่ว่าเราไปฝืนไม่ได้เพราะว่าเป็นทุกประเทศ รัฐบาลก็พยายามช่วยให้เขาผ่านช่วงนี้ไปให้ได้

    ดร.กอบศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ปีหน้า 2561 เป็นปีที่สำคัญของรัฐบาล เพราะมีการเตรียมการโครงการต่างๆ ในช่วงสองปีที่ผ่านมาที่อยากให้เห็นผล โดยหลายส่วนจะเป็นเรื่องการขับเคลื่อนเรื่องปฏิรูปด้านต่างๆ ที่ได้มีการศึกษาทำข้อเสนอมาตั้งแต่ สปช.และ สปท.

    ...ที่ทำก็เช่น โครงการอีอีซี ก็เข้าไปช่วยดูในเรื่องการร่วมทุนกับเอกชนให้เห็นผล โดยนายกฯ ตั้งเป้าหมายว่าต้องการทำให้สำเร็จเกือบทุกโครงการภายในเดือนกันยายน 2561 ที่ต้องมีการลงนามให้ได้ เพราะหากเลยช่วงนั้นไปแล้วจะมีปัญหา เพราะว่าหากรัฐบาลใหม่เข้ามาหลังเลือกตั้งแล้วไม่สานต่อก็ต้องไปเริ่มต้นใหม่อีก รัฐบาลจึงต้องการให้มีการเริ่มต้นประมูล การเลือกบริษัทเอกชนคู่สัญญา และให้มีการลงนามให้เสร็จภายในเดือนกันยายน 2561 เพื่อให้โครงการต่างๆ เป็นหลักประกันว่าอีอีซีเกิดแน่ เพื่อให้ปี 2561 โครงการต่างๆ เช่นรถไฟความเร็วสูง หรือการลงนามในสัญญาความร่วมมือเพื่อประเมินโอกาสทางธุรกิจของโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยานระดับโลกระหว่างบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอร์บัส, โครงการท่าเรือ, โครงการสนามบิน ทั้งหมดรัฐบาลต้องการทำให้เกิดขึ้นในปี 2561

    นอกจากนี้ ในปี 2561 ที่รัฐบาลต้องทำคือการปฏิรูปกฎหมาย เรื่องนี้มีคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมายที่มี ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่เป็นประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้วย โดยผมก็เป็นหนึ่งในกรรมการและรับผิดชอบด้านพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน เช่นไปดูข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ โดยให้ฝ่ายเอกชน นักวิชาการ นักกฎหมาย ตัวแทนรัฐบาลมานั่งหารือกัน จนได้ข้อสรุปที่ตกผลึกว่ามีอะไรบ้างที่จะเสนอแล้วนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ประเทศไทยมีความสะดวกในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ที่สุดท้ายประชาชนจะได้ประโยชน์ เพราะช่วยลดขั้นตอนและประหยัดเวลา ทำให้การทำธุรกิจเร็วขึ้น เป็นอีกโครงการที่สำคัญของผม

    เปิดแนวคิดโครงการวิจัยกินได้

    ดร.กอบศักดิ์ ย้ำว่ารัฐบาลตั้งใจทำให้ประชาชนมีรายได้สูง แต่ในความเป็นจริงประชาชนยังมีรายได้สองพันบาท เราจึงตั้งใจว่าจะนำโครงการที่สำคัญๆ ต่อประชาชนมาดำเนินการ

    ...ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โครงการที่อยากทำก็คือ "โครงการวิจัยกินได้" คือที่ผ่านมาบางคนทำวิจัยเพราะอยากได้วิทยฐานะเพิ่มขึ้น ทำเสร็จงานวิจัยก็เอาไปขึ้นหิ้ง เราเลยมองว่าต่อไปเราต้องจัดสรรงบประมาณใหม่ แทนที่จะให้ทำวิจัยเพื่อเพิ่มวิทยฐานะ แต่ต่อไปการทำวิจัยต้องตอบโจทย์ประชาชน

    ...อย่างที่กาฬสินธุ์เขามีหม่อนไหม มีไหมแพรวา ซึ่งเป็นสิ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถท่านได้ทรงส่งเสริมมานานแล้ว ถามว่าทำไมเราไม่เอาเงินวิจัยบางส่วนมาทำวิจัยหม่อนไหม เช่นอันไหนโตเร็ว แทนที่จะทำรอบหนึ่งใช้เวลานาน ก็ทำให้เหลือแค่ยี่สิบกว่าวัน เพราะเรารู้ว่าความจริงชาวบ้านเขาทำได้ เพราะเขาบอกเราแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาถึงตอนนี้เขาทำแบบตามมีตามเกิด ทำตามที่เขาสังเกตมา แต่ถ้าเราเอาอาจารย์จากมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ไปทำวิจัยคู่กับชาวบ้าน เพื่อไปดูว่าสิ่งที่ชาวบ้านเรียนรู้มามีเคล็ดลับอะไร แล้วก็ให้นักวิจัยคอยไปเสริมเขาเรื่องการเลี้ยงหม่อนไหม เพื่อให้เอาความรู้จากชาวบ้านมายกระดับ ก็อาจทำให้ได้งานวิจัยที่ร่นเวลาเร็วขึ้นจาก 24 วัน ก็อาจเหลือแค่ 15 วัน หากงานวิจัยนี้สำเร็จคนที่ทำไหมทั่วประเทศไทยได้ประโยชน์หมดเลย มีรายได้มากขึ้น แทนที่จะทำวิจัยแล้วคนเอาไปทำอะไรไม่ได้เลย

    ...หรืออย่างที่แหลมผักเบี้ย เพชรบุรี มีการทำธนาคารปู ตอนนี้คนชอบกินปูม้าขายขีดละ 110 บาท กิโลกรัมละ 1,100 บาทที่ห้างพารากอน แต่ก่อนหน้านี้ราคาไม่ได้แบบนี้ ทำให้ชาวบ้านก็จับกันจำนวนมาก จนคนบอกว่าหากทำกันแบบนี้อนาคตจะไม่มีปูม้าขาย ชาวบ้านในพื้นที่เลยบอกให้เอาปูที่มีไข่ ชะลอไว้ยังไม่จับขาย เอาไปใส่ถังโอ่งไว้เพื่อให้ออกไข่ก่อน จากนั้นค่อยเอาไปขาย จนตอนนี้ปูม้าเต็มไปหมด ด้วยวิธีการง่ายๆ คือทำธนาคารแม่ปูที่มีไข่แล้วก็ปล่อยกลับทะเล

    หากเรานำอาจารย์จากสถาบันการศึกษาในจังหวัดไปทำวิจัยว่า ต้องใส่สารอะไรตอนปูอยู่ในโอ่ง ต้องเก็บไว้ในโอ่งกี่วันถึงจะปล่อยกลับสู่ทะเล แล้วต้องปล่อยในระยะทางเท่าไหร่จากทะเล แค่ทำแค่นี้ เราก็จะรวยขึ้น และหากทำสำเร็จเราก็ทำทั้งอ่าวไทยเลย เราก็จะมีปูม้าจำนวนมาก เป็นมหาอำนาจปูม้า ขายทั่วเอเชีย เราก็ไม่ต้องซื้อปูขนจากฮ่องกงมากิน วิจัยแค่นี้ไม่ต้องใช้เงินมาก ชาวบ้านก็มีรายได้มากขึ้น

    หรืออย่างทุเรียนก็ทำวิจัยได้โดยไม่ต้องทำจากศูนย์ อย่างมีอาเสี่ยที่มีสวนทุเรียนอยู่แล้ว เขาบอกว่า เขาทำให้ทุเรียนออกผลเมื่อใดก็ได้ และยังสามารถกำหนดได้อีกว่าจะให้ทุเรียนสุกในช่วงไหนตอนส่งทุเรียนไปขายที่จีน โดยเขาเอาสารมาเคลือบ ที่พอเคลือบแล้วจะทำให้ทุเรียนสุกได้ในช่วงตอนส่งไปขายที่จีน ซึ่งเรื่องพวกนี้เมื่อคนทำได้นักวิจัยก็ต้องไปศึกษาได้ ซึ่งพอทำได้ก็ขยายผลส่งให้ทุกคนในประเทศไทย เพราะหากทำให้ทุเรียนสุกเมื่อใดก็ได้ ต่อไปก็สามารถกำหนดการขายทุเรียนไปจีนเมื่อใดก็ได้ เพราะสามารถควบคุมผลผลิตได้

    ...ต่อไปเราต้องทำนวัตกรรมที่ประชาชนสามารถนำไปใช้กินได้ คือทำแล้วชีวิตเขาเปลี่ยน โดยใช้เงินเท่าเดิมแต่อิมแพกมาก หากปีหน้าผมทำเรื่องนี้ได้ก็จะมีความสุข คือจะไม่ทำอะไรเยอะ เอาแค่หนึ่งถึงสองเรื่องก็พอ เพราะรัฐบาลมีเวลาน้อย แต่ต้องมีเป้าหมายว่าจะต้องทำอะไร เพราะหากเอาเรื่องเยอะ จะไม่สำเร็จ

    ดร.กอบศักดิ์ ระบุว่าปีหน้ารัฐบาลต้องเร่งเครื่อง โดยต้องเลือกว่าจะทำโครงการไหนบ้าง จุดดีคือ รัฐบาลมีของดีอยู่ในมือแล้ว ถ้าเกิดเรามาเมื่อสามปีที่แล้ว และบอกว่าเรามีเวลาปีเดียวแล้วต้องปฏิรูป บอกเลยว่ายาก เพราะแค่จะคิดหัวข้อปฏิรูป กว่าจะตกลงกันได้ใช้เวลาเป็นปี เพราะผมอยู่มาแล้วทั้ง สปช. แล้วมา สปท. แล้วก็มาเป็นกรรมการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ จึงเห็นหมดทั้งสามช่วงที่ข้อเสนอของ สปช., สปท.หลายเรื่องก็เข้ามาเป็นกฎหมาย นโยบายต่างๆ ของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ผมจึงรู้จักคนที่ทำเรื่องเหล่านี้มาตลอด เหลือแต่คนที่ขับเคลื่อนข้างในก็ต้องเลือกเรื่องสำคัญ เพื่อมาวางแผนการดำเนินการว่าแต่ละช่วงจะขับเคลื่อนเรื่องใดบ้างและจะทำให้สำเร็จขึ้นมา

    ตอนผมเข้ามาวันแรกสื่อก็ถามว่าหนักใจไหม กดดันไหม ผมก็ตอบไม่หนักใจไม่กดดัน เพราะวันนี้มาทำงานมีของหมดแล้ว แต่หากเดินเข้ามาทำงานตรงนี้แล้วไม่มีอะไรเลย ไม่มีไอเดียอยู่ในมือ ก็จะกดดันเพราะต้องไปหาว่าจะทำอะไร แต่เข้ามาวันนี้มีหมดแล้ว และยังมีทีมงานอีกจำนวนมาก ที่ต่างบอกกับผมว่า ดร.กอบศักดิ์อยากทำอะไรบอกได้เลย คือทุกคนพร้อมอยากช่วยหมด ก็อยู่ที่เราแล้วว่าจะขับเคลื่อนอะไร เราก็จะไปเชิญคนเหล่านี้มาขับเคลื่อนให้ เช่นเดียวกับกระทรวงต่างๆ ก็รู้สึกแบบเดียวกัน คืออยากให้เกิดสิ่งที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

    ติดเครื่องดันอีอีซีเต็มรูปแบบ

    - ปีหน้ารัฐบาลจะรันนโยบายมหภาค พวกเมกะโปรเจ็กต์ หรือนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจระยะยาวแบบโครงการอีอีซีออกมาอีกหรือไม่?

    ผมคิดว่านโยบายเชิงพื้นที่เรามีครบแล้ว ปี 2561 ไม่ใช่ปีที่จะสร้างนโยบายใหม่ แต่คือปีที่เอานโยบายที่ประกาศไว้ว่าดีแล้วต้องทำให้เกิดขึ้น เพราะอย่างอีอีซีก็ต้องทำอีกหลายอย่าง และนายกฯ ประกาศไว้แล้ว หากอีอีซีสำเร็จก็จะเป็นต้นแบบให้อย่างภาคเหนือทำเอ็นอีซี Northern Economic Corridor รวมถึงภาคอื่นๆ แต่พวกนี้ยังเป็นสิ่งที่ต้องรอก่อน ตอนนี้เราต้องเอาสิ่งที่เราตั้งใจทำให้เห็นผลก่อน เพราะหลายอย่างเช่น รถไฟทางคู่ รถไฟใต้ดิน รถไฟความเร็วสูง เราก็ประกาศไปแล้วก็เหลือคือการเร่งทำให้มันเกิดขึ้น

    ผมจึงคิดว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาของการคิดรันโปรเจ็กต์ใหม่ แต่เป็นการเลือกโปรเจ็กต์เดิมแล้วปิดดีลให้ได้ ต้องจบให้ได้ คือ ประมูล ลงนามสัญญา เริ่มก่อสร้าง อันนี้คือหัวใจ โดยพื้นที่ก็คืออีอีซีก็จะเป็นหลัก

    ถามถึงว่าในฐานะกำกับดูแลบีโอไอ หากโรดแมปชัดเจนว่ามีการเลือกตั้งแน่นอนปีหน้า ภาพรวมการลงทุนจากต่างประเทศจะเข้ามามากขึ้นหรือไม่ ดร.กอบศักดิ์ มองว่า หัวใจสำคัญคือความต่อเนื่องของโครงการอย่างอีอีซี มีคนถามผมว่ารัฐบาลใหม่เข้ามา เขาจะทำต่อหรือไม่ เอกชนจะกังวลใจไหม ผมก็ไปถามเอกชนหลายคน ว่าถ้ารัฐบาลประกาศเป็น Southern Economic Corridor หรือระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เมื่อสองปีที่แล้ว เอกชนบอกเขาจะกังวลใจมาก เพราะเป็นแค่แนวคิด แต่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานอะไรเลยในพื้นที่ แล้วหากสองปีนี้ยังไม่ได้ทำอะไร รัฐบาลใหม่มาก็ไม่เอา ก็ได้แต่ประกาศ แต่ถ้าเป็นอีอีซี เอกชนบอกว่าเขาสบายใจ เพราะเขาเห็นแล้วว่ามีของอยู่แล้ว มีโรงงาน 4,000 แห่ง นิคมอุตสาหกรรม 32 แห่ง มีอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มีนักท่องเที่ยวที่พัทยาอีก 10 ล้านคน มีท่าเรือพร้อม

    ถ้าเราทำที่อีอีซี เอกชนต่างบอกเลยว่าตรงนี้เหมือนกับมีแหวนทองคำแล้ว ก็เอาเพชรไปใส่ คือเขารู้เลยว่าไม่ต้องไปขึ้นแหวนวงใหม่ แต่แค่เลือกเพชรไปใส่ แล้วเพชรคืออะไร เพรชก็คือสนามบินอู่ตะเภา คือไม่เคยมีสนามบินที่ภาคตะวันออก เพราะกองทัพเรือคิดว่าตรงนั้นคือสนามบินเพื่อความมั่นคง เลยไม่ให้นำมาใช้ แต่ตอนนี้โอเคแล้ว ให้เอามาใช้ได้ และเรายังมีโครงการท่าเรือที่แหลมฉบัง ที่มาบตาพุด โครงการเหล่านี้นักลงทุนเอกชนต่างบอกว่าใช่ แม้แต่กับนักการเมือง เขาฟังรายละเอียดของโครงการ เขาก็บอกว่าใช่ ผมเลยสบายใจว่าแม้ต่อไปจะอยู่หรือไม่อยู่แล้ว จะมีคนรับลูก เพราะเขาคิดว่ามันเป็นไปได้ นายกฯ จึงบอกว่าอย่างไรก็ตามจะต้องทำให้โครงการเหล่านี้เกิดขึ้นในรัฐบาล

    ต่อข้อถามที่ว่า การที่อียูประกาศพร้อมฟื้นความสัมพันธ์กับรัฐบาล คสช. ถือเป็นสัญญาณบวกต่อรัฐบาลหรือไม่ ดร.กอบศักดิ์ ระบุว่า อียูเป็นรายสุดท้าย พูดง่ายๆ เกือบตกขบวนอย่างสหรัฐอเมริกา ตอนที่ คสช.ทำรัฐประหารก็ออกมาบอกว่าประเทศไทยไม่ได้ แต่เมื่อไม่นานมานี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็เชิญนายกรัฐมนตรีไปพบ เช่นเดียวกับอียู ตอนแรกที่เกิดรัฐประหารก็แสดงท่าทีบอกรับไม่ได้เรื่องนี้ แต่ล่าสุดบอกว่ามีพัฒนาการที่ดี อยากจะเชื่อมสัมพันธ์ที่ถือว่ามาถูกจังหวะ เพราะหากมาช้ากว่านี้ไปหนึ่งปี โครงการดีๆ เด็ดๆ จะหายไป เพราะจะประมูลกันไปหมดแล้ว หากเขาพลาดรถไฟรอบนี้ก็จะต้องรอไปอีกหลายรอบ เพราะโครงการต่างๆ ก็จะรู้ปักหัวหาดไปหมดแล้ว เช่น รถไฟ ใครจะได้ไป ท่าเรือ ใครจะได้ไป ซึ่งพวกนี้เป็นอุตสาหกรรมที่กลุ่มประเทศอย่าง เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ก็อยากทำโครงการเหล่านี้ เขาก็เลยบอกว่าเห็นประเทศไทยมีการพัฒนาไปในทางที่ดีจึงอยากขอเข้ามา เหมือนกับคือมาง้อเรา ก็เป็นเรื่องดี เพราะต่อไปหากทางฝ่ายรัฐบาลไปต่างประเทศ ก็จะสามารถคุยได้ทั้งสองฝั่ง จากที่ก่อนหน้านี้ไป เยอรมนี ฝรั่งเศส คุยได้แค่กับฝ่ายเอกชน แต่ต่อไปเมื่อเราไปจะมีทั้งเอ
    กชนและฝ่ายรัฐบาลเขา

    ในส่วนของนักลงทุนต่างชาติ ตอนนี้มีการติดต่อมาเยอะ ทั้งที่บีโอไอ หรืออีอีซี หรือติดต่อผ่านพาร์ตเนอร์เราอย่างแอร์บัส ก็เล่าให้ฟังว่ามีใครสนใจจะมาบ้าง เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยาน ก็มีหลายแห่งสนใจอยากจะเข้ามาเพื่อเป็น Supply chain

    - ในฐานะเป็นทีมเศรษฐกิจมาตลอดตั้งแต่ยังไม่เป็นรัฐมนตรี มาถึงตอนนี้รู้สึกอย่างไรที่คนวิจารณ์กันมาตลอดว่ารัฐบาลล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ผลโพลหลายสำนักก็พบว่า ประชาชนต่างบอกว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็นจุดอ่อนรัฐบาล?

    ต้องเข้าใจว่าข้างล่างลำบาก สิ่งนี้คือข้อเท็จจริง เราไม่ได้ปฏิเสธเรื่องนี้ แต่เราบอกว่าเราพยายามช่วยให้โดยรวมไปได้ แต่ตอนนี้ที่ลำบาก เริ่มต้นจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และไม่ใช่เกิดที่ไทยแห่งเดียว ประเทศอื่นเขาก็มีปัญหาเหมือนกัน เราก็พยายามช่วยให้เขาผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ รัฐบาลก็พยายามเต็มที่ ซึ่งเราก็ให้ ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้อัดฉีด ผมว่าไม่ได้น้อยกว่ารัฐบาลอื่นๆ ก่อนหน้านี้เราก็ส่งไปแต่ละกลุ่มที่มีปัญหา

    รัฐบาลรู้ว่าข้างล่างไปไม่ได้ เราจึงพยายามช่วยอยู่ แต่ข้างบนไปได้ดีระดับหนึ่งแล้ว ไม่อย่างนั้นเศรษฐกิจไม่มีทางเติบโตเฉลี่ยที่ 4 เปอร์เซ็นต์

    เราถามถึงกรณีรัฐบาลเตรียมปลดล็อกให้ อปท.นำเงินของท้องถิ่น 1 แสน 5 หมื่นล้านบาท เข้ามาใช้เพื่อหวังผลกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่าหากเม็ดเงินตรงนี้มีการใช้ในระบบ ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งประเทศจะกระเตื้องขึ้นหรือไม่ ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า ก็คือการช่วย ต้องถามว่าอาชีพหลักของเขาคือเกษตรกร เมื่อยังทำเกษตรต่อไป โดยที่ราคาสินค้าเกษตรก็ยังไม่ดีขึ้น การที่จะมีการใช้เงิน 1 แสน 5 หมื่นล้านบาท ก็คือการไปช่วยให้เขาทำอย่างอื่นได้ดีขึ้นมาบ้าง ยืนยันว่ารัฐบาลกำลังพยายามจะทำให้ประชาชนมีช่องทางต่างๆ ที่ดีขึ้น

    ปี 2561 รัฐบาลจะนำแนวคิดการลดความเหลื่อมล้ำลงไปให้มากขึ้น นายกรัฐมนตรีก็สั่งแล้วว่า โครงการใหญ่ๆ ก็ทำเยอะแล้ว หากสุดท้ายยังทำไม่ได้ ก็ให้นำงบโครงการไปลงให้ประชาชน.

    โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร

    ……………………………….

    ประชารัฐไม่ได้เอื้อกลุ่มทุนเร่งเครื่องลดความเหลื่อมล้ำ

    นโยบายการขับเคลื่อนประเทศผ่านโมเดล ประชารัฐ ที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ใช้เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาล คสช.จนหลายคนเริ่มคุ้นหูคำนี้ และล่าสุดถูกนักการเมืองบางพรรคบอกว่า พรรคทหารของ คสช.ที่จะตั้งขึ้นในอนาคตจะชื่อ "พรรคประชารัฐ”

    ในช่วงการสัมภาษณ์ เราถาม ดร.กอบศักดิ์-รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ที่เป็นหนึ่งในทีมงานทำเรื่องประชารัฐของรัฐบาลว่า นโยบายดังกล่าวที่รัฐบาลบอกว่าจะเน้นเรื่องเศรษฐกิจฐานราก แต่ก็มีการมองกันว่ากลุ่มที่เข้ามาร่วมกับรัฐบาลก็ได้ประโยชน์มากกว่าคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มทุนขนาดใหญ่ไม่กี่บริษัท คำถามนี้ ดร.กอบศักดิ์ย้ำถึงโครงการประชารัฐว่าต่อจากนี้ รัฐบาลมีแนวนโยบายจะขยายวงให้มากขึ้น เอาทุกคนมาร่วมให้มากขึ้น ตอนแรกเราต้องการให้มีคนเริ่มต้นก็มีกลุ่มเหล่านั้นเข้ามา แต่ผมคิดว่าสุดท้ายแล้ว หัวใจของประชารัฐเป็นทางที่ใช่

    การแก้ปัญหาให้ประชาชนโดยทำให้เขามีรายได้มากขึ้น เอาข้าราชการไปช่วย บางทีไม่ถูกจุด เพราะข้าราชการไม่เคยทำธุรกิจ ไม่เคยทำสิ่งที่ประชาชนทำ รวยก็ไม่เคยรวย แล้วจะให้คนที่ไม่เคยรวย ไม่เคยทำธุรกิจไปช่วย ให้ประชาชนรวย มันจะสำเร็จไหม มันยาก นี่คือการที่ว่าทำไมที่ผ่านมาไม่สำเร็จ เพราะเราเอาเงินให้รัฐบาลเอาไปแจกประชาชน ทำโรงงานก็กลายเป็นเศษเหล็ก ทำตลาดก็ไม่สำเร็จ เพราะเขาไม่เข้าใจว่าตรงไหนคือจุดที่ภาคธุรกิจเขาอยากได้ และทำให้เกิดรายได้กับประชาชน ประชารัฐจึงเกิดขึ้นมาเพราะคนที่เข้าใจธุรกิจคือเอกชน

    เอกชนไปหาชุมชน ชุมชนก็บอกนายทุน กลุ่มทุนมาอีกแล้ว พอกลุ่มธุรกิจไปคุยกับเอ็นจีโอ ภาคประชาสังคม กลุ่มธุรกิจก็บอกเอ็นจีโอมาอีกแล้ว คือเขาไม่คุยกัน ทั้งสองฝ่ายก็มองกันด้วยความระแวงว่าอีกฝ่ายเป็นเอ็นจีโอเป็นกลุ่มทุน แต่โครงการประชารัฐ เราตั้งใจนำประชาชน กลุ่มประชาสังคม มาทำงานร่วมกับกลุ่มเอกชนเพื่อตอบโจทย์ เพราะหากนำเอกชนไปช่วยปลดล็อกเรื่องทำมาหากินของประชาชนได้ มันถูกฝาถูกตัว เพราะเอกชนรวยมาได้เพราะเขาทำธุรกิจเป็น ส่วนเอ็นจีโอเขาคุยกับประชาชนรู้เรื่อง ปัญหาคือจะให้ทำงานร่วมกันในลักษณะอย่างไร ตอนนี้กำลังเดินหน้าลักษณะเช่นนั้น คือต้องมีคนหนึ่งที่ทำธุรกิจเป็น เชื่อมกับชาวบ้านเช่นคนที่ทำงานฝีมือเป็น โดยคนที่ทำธุรกิจเป็นต้องไม่เอาเปรียบชาวบ้าน ต้องแบ่งให้ชาวบ้าน คือคนทำธุรกิจก็อยู่ได้ ชาวบ้านก็มีรายได้รวยได้

    โครงการประชารัฐจึงเป็นโครงการที่เอาเอกชนมาจับมือกับชาวบ้าน โดยรัฐบาลก็ไปเสริมให้ ไปปลดล็อกให้ เช่น ไปขอให้สถาบันการศึกษาแต่ละแห่งมาช่วยทำวิจัย เช่นอย่างที่บอกเรื่องการทำหม่อนไหมให้มันดีขึ้น แต่เอกชนก็ไม่มีเงินจ้างนักวิจัย แล้วเอกชนก็มาส่งเสริมเรื่องตลาด เพราะอย่างตอนไปราชการที่กาฬสินธุ์ พบว่ามีการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกมะเขือเทศ จนเริ่มมีชาวบ้านปลูกมะเขือเทศ ก็ถามเขาว่าแล้วจะนำไปขายที่ไหน เขาก็บอกยังไม่รู้ คือต่อไปต้องคิดให้ทะลุ ต้องส่งเสริมให้มีตลาด ซึ่งการจะมีตลาดได้ต้องมีเอกชนช่วย นี่คือประชารัฐ

    ผมก็รู้ที่มีการวิจารณ์กันเรื่องประชารัฐ แต่แนวคิดเบื้องต้นหลักของนโยบายประชารัฐ คือนำคนเก่งแต่ละด้านมารวมกัน แล้วปลดปล่อยศักยภาพร่วมกัน ซึ่งหากทำแบบนี้ได้ ประชาชนเขาก็จะไปเองได้ โดยรัฐบาลก็คอยอยู่ตรงกลาง คอยช่วยด้านต่างๆ เช่นสนับสนุนการทำวิจัยด้านต่างๆ หรือการปลดล็อก จัดหาเรื่องทุน

    ถามความเห็นในฐานะเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ-กรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ ว่า ที่ผ่านมา หลายคนวิจารณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ยั่งยืน มีความเหลื่อมล้ำสูง องค์กรบางแห่งรายงานตัวเลขคนยากจนในไทยเพิ่มมากขึ้น เรื่องนี้ ดร.กอบศักดิ์ มีทัศนะว่า ตอนนี้ประเทศเรามีคนชั้นกลางประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ก็ทำให้นโยบายเรา ก็ต้องพยายามทำให้คนชั้นกลางขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการ มีรายได้ที่ดีขึ้น จึงมีการบอกกันว่าประเทศไทยได้ออกจากความยากจนไปสู่ประเทศที่มีความมั่งคั่งเพิ่มมากขึ้น ทำให้นโยบายจะต้องเป็นนโยบายชุดใหม่ ไม่ใช่นโยบายเดิมที่เน้นเรื่องการเอาคนออกจากความยากจน

    ประเทศไทยเรามีความสำเร็จจากการเอาคนออกจากฐานราก คือทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยตรงกลางมีรายได้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 600 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ส่วนตรงข้างล่างอยู่ที่ประมาณ 700 เปอร์เซ็นต์ แต่กลุ่มบนอยู่ที่ 900 เปอร์เซ็นต์ คือข้างล่างดีขึ้น แต่ข้างบนดีขึ้นกว่าเท่าครึ่ง เจ้าสัวเลยไปได้เร็ว เพราะเขามีความรู้มีโอกาส จึงเท่ากับความยากจนลด แต่ความเหลื่อมล้ำไม่ลด

    เรื่องนี้คือปัญหาของประเทศไทย แล้วความเหลื่อมล้ำมันเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ คือมันกระจุกตัวหมดทั้งทรัพย์สิน ที่ดิน เงินฝากธนาคาร ซึ่งหากยังเป็นแบบนี้ต่อไปมันก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเมื่อประชาชนออกจากความยากจนได้ เขาจะตั้งคำถามว่าทำไมคนอื่นมีเยอะกว่าเรา แล้วทำไมรัฐบาลไม่แก้ปัญหานี้ ซึ่งหากไม่ดูแลให้ดี ต่อไปจะเป็นปัญหาการเมือง จะมีการหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นในการเรียกร้อง การชุมนุม เห็นได้จากช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา เขาก็จะประกาศเรื่องนี้ว่ามีความไม่เท่ากัน เหลื่อมล้ำ

    เราก็ต้องดูแลเรื่องนี้ให้ได้ นายกฯ ได้ประกาศว่า ปี 2561 เป็นปีที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ รัฐบาลก็ตั้งใจจะทำมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ

    ยกตัวอย่าง ประเทศไทยวันนี้มีระบบสวัสดิการให้กับประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย รวมทั้งสิ้น 44 โครงการ ตั้งแต่เด็กแรกเกิด เด็กปฐมวัย เริ่มทำงาน เจ็บป่วย จนเสียชีวิต โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบ 14 หน่วยงาน หากต้องการอยากทราบว่าประชาชน อย่างเช่น นายกอบศักดิ์ได้สวัสดิการจากรัฐมากน้อยแค่ไหน จะตอบไม่ได้ เพราะไม่เคยเอาตัวเลขที่ได้จากรัฐมาชนกัน เนื่องจากแต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำสวัสดิการให้ประชาชนก็จะกอดข้อมูลของหน่วยงานตัวเองไว้ โดยที่รัฐบาลจะจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อเป็นรายจ่ายด้านสวัสดิการให้กับประชาชนปีละ 5 แสนล้านบาท หากสามารถนำข้อมูลมาไว้บนหน้าตักว่าแต่ละคนเคยได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐไปแล้วคนละมากน้อยแค่ไหน ก็จะเป็นเรื่องดี

    อย่างเรื่องการตรวจสอบทะเบียนมรณภาพ เพื่อไปตรวจสอบว่าคนที่มรณภาพแล้ว แต่ยังมีการได้สวัสดิการรัฐมีมากแค่ไหน ซึ่งผมว่ามี คือจริงๆ มรณภาพไปแล้วแต่ไม่ได้แจ้ง ทำให้ตัวเลขของทุกหน่วยงานไม่ตรงกัน คือไปแจ้งตาย ฝ่ายที่รับแจ้งพอรับแจ้งเสร็จก็เก็บไว้ ไม่ได้ไปแจ้งให้ทุกหน่วยทราบ เพื่อไม่ต้องมีการให้สวัสดิการ ซึ่งหากทำแค่นี้ก็จะประหยัดงบประมาณไปได้ส่วนหนึ่ง

    ต่อไปรัฐบาลก็จะนำข้อมูลเหล่านี้มาชนกัน เพื่อจะได้เห็นว่างบประมาณด้านนี้ไปลงไว้ที่ส่วนไหน แต่ละคนได้รับการช่วยเหลือมากน้อยแค่ไหน ซึ่งต่อไปเมื่อนำข้อมูลไปชนกับที่คนมาลงทะเบียนคนจน คราวนี้ก็จะชัดเลยว่า คนที่เป็นคนจนจริงๆ ได้รับสวัสดิการจากรัฐแค่ไหน และเงินที่ได้รับเขาได้เพียงพอหรือไม่ เรื่องแบบนี้คือสิ่งที่รัฐบาลต้องการทำให้เป็นระบบ จากปกติที่แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ สุดท้ายก็เบี้ยหัวแตก แต่ต่อไปรัฐบาลจะนำข้อมูลมาบูรณาการกันโดยที่ไม่ได้ใช้งบมาก ยังใช้งบเท่าเดิม แต่ตอบโจทย์ประชาชนได้.

    ......................

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น