สสช.ยกเครื่องใหม่ ขานรับนโยบาย BIG DATA

  • Monday, December 25, 2017 - 00:00


    "ในแผนดำเนินงานของปี 2561 สสช.จะพัฒนาการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลโดยใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาแทนที่กระดาษมากยิ่งขึ้น โดยปี 2561 จะเริ่มทดลองการสำรวจผ่านแอปพลิเคชันแทนการเดินถือกระดาษไปให้กรอกข้อมูล ซึ่งแอปพลิเคชันดังกล่าวจะถูกพัฒนาให้มีความเสถียรและง่ายต่อการสำรวจ ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายไปได้พอสมควร ซึ่งแผนการดำเนินงานนี้จะใช้ในการสำรวจสำมะโนประชากรและเคหะ ในปี 2561-2564 ที่ได้เสนอเพื่อของบประมาณไปแล้ว"

    การจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานของชาติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะตอนนี้รัฐบาลไทยพยายามอย่างหนักในการผลักดันนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องการปรับโครงสร้างองค์ประกอบหลักและพลิกฟื้นเศรษฐกิจของรัฐด้วยการเจาะลึกถึงความต้องการของประชากรฐานรากที่ยังหนีไม่พ้นความเหลื่อมล้ำทางสังคม

    การสำรวจ การจัดเก็บ และการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ฟันเฟืองหน่วยงานต่างๆ ทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระเบียบและมีแนวทางการวางนโยบายทำงานที่ได้ประสิทธิผลชัดเจน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรไทย โดยหน่วยงานสำคัญของประเทศที่มีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนนี้คงหนีไม่พ้น สำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือ สสช. ฐานทัพรวบรวมข้อมูลสำคัญของชาติ

    นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) กล่าวว่า นโยบาย BIG DATA ของรัฐบาลเป็นการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ เพื่อทำการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ และเพื่อเป็นการหยิบมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่ตรงจุด ดังนั้น สสช.จึงเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบหลักเรื่องนี้ ที่ผ่านมา สสช.ได้ทำการสำรวจมาตลอด และส่งมอบข้อมูลไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อใช้งาน

    โดยประเทศไทยใช้วิธีจัดเก็บข้อมูลแบบการสำรวจระบบกระจายงาน คือ ให้หน่วยงานต่างๆ เป็นผู้เก็บข้อมูลพื้นฐานและรวบรวมส่งมาที่ สสช.เพื่อทำการจัดสถิติและวิเคราะห์คำนวณออกมาเป็นอัตราต่างๆ ซึ่งปัญหาที่พบนั้น คือ ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บมาบางครั้งใช้งานไม่ได้ เนื่องจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ครอบคลุม หรือสำรวจได้ไม่ทั่วถึง ทำให้ผลการประมวลไม่สามารถหาค่าที่แท้จริงได้

    ดังนั้น ความรู้เกี่ยวกับวิธีการสำรวจ หรือการเก็บข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดย สสช.ได้มีการจัดอบรมและสร้างความเข้าใจให้แต่ละหน่วยงานมาโดยตลอด ซึ่งเป็นการอบรมพัฒนาบุคคลของหน่วยงานราชการต่างๆ ครั้งละ 50 คน และให้ตัวแทนหน่วยงานนั้นๆ เป็นผู้ส่งต่อความรู้ไปยังผู้ปฏิบัติงานต่อไป

    มิติใหม่สำนักงานสถิติฯ

    อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก วิธีการสำรวจหรือการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ก็จะต้องพัฒนาตามความทันสมัยที่หมุนเข้ามาด้วย จึงมองว่า สสช.จะต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ด้วย การนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือเสริมทัพให้การทำงานของสำนักงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่มากขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น

    โดยปัจจุบันมีการให้บริการข้อมูลสถิติในรูปแบบภูมิสารสนเทศสถิติผ่านระบบภูมิสารสนเทศสถิติ (NSO-GIS) เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานสนามเก็บรวบรวมข้อมูล และการนำเสนอข้อมูลด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือที่เรียกกันว่า GIS (Geographic Information System) ซึ่งแต่เดิมเป็นการทำแผนที่อยู่ในรูปแบบกระดาษ จึงได้พัฒนากระบวนการจัดทำเป็นแผนที่ดิจิทัล ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งระบบ NSO-GIS นำเสนอข้อมูลจากการสำมะโนและสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยผู้สนใจสามารถเข้าใช้งานได้ที่เว็บไซต์ statgis.nso.go.th/d

    "ในแผนดำเนินงานของปี 2561 สสช.จะพัฒนาการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลโดยใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาแทนที่กระดาษมากยิ่งขึ้น โดยปี 2561 จะเริ่มทดลองการสำรวจผ่านแอปพลิเคชันแทนการเดินถือกระดาษไปให้กรอกข้อมูล ซึ่งแอปพลิเคชันดังกล่าวจะถูกพัฒนาให้มีความเสถียรและง่ายต่อการสำรวจ ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายไปได้พอสมควร ซึ่งแผนการดำเนินงานนี้จะใช้ในการสำรวจสำมะโนประชากรและเคหะ ในปี 2561-2564 ที่ได้เสนอเพื่อของบประมาณไปแล้ว" นายภุชพงค์กล่าว

    อีกทั้งการสำรวจสำมะโนประชากรและเคหะเคยสำรวจมาแล้วเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา คือปี 2551-2554 โดยใช้งบประมาณกว่า 900 ล้านบาท แต่ในครั้งนี้หากใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยก็อาจจะใช้งบประมาณลดลง แต่ได้ประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

    ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

    นอกจากการพัฒนาระบบให้สอดรับกับนโยบายแล้ว การพัฒนาบุคลากรก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการที่นี่ได้ประมาณ 5 เดือนแล้ว เห็นความเปลี่ยนแปลงและวัฒนธรรมบางอย่างขององค์กรนี้พอสมควร การปรับโครงสร้างหน่วยงานที่มีการทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนานไม่ใช่เรื่องง่าย

    การปรับเปลี่ยนทัศนคติและสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการสร้างความต้องการรวมกลุ่มทำงาน ซึ่งที่ผ่านมาวิธีการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนงานใน สสช.ที่ตนได้มอบหมายไปนั้น ส่งผลดีต่อผลงานที่ออกมาพอสมควร ซึ่งทุกคนพร้อมใจที่จะทำงานร่วมกันโดยไม่แบ่งแยก นับว่าเป็นทิศทางที่ดี และในอนาคตเชื่อว่าพนักงานสถิติทุกคนจะพร้อมเปลี่ยนผ่านไปสู่มิติการทำงานรูปแบบใหม่ได้อย่างแน่นอน

    ทั้งนี้ บุคลากรที่ สสช.ต้องการพัฒนาเพิ่มเติม คือ การปั้นนักวิเคราะห์ข้อมูล เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนน้อย ซึ่งแน่นอนว่าต่อจากนี้ไปจะต้องมีการเก็บข้อมูลจำนวนมากมาวิเคราะห์ ผู้ปฏิบัติงานด้านนี้ก็จะต้องมีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วย โดยเบื้องต้นจะพัฒนาจากพนักงานที่มีอยู่เดิมก่อน เพราะนักสถิติทุกคนมีความรู้ความสามารถในการประมวลผลอยู่แล้ว

    “THAI STAT” แอปฯ ข้อมูลเข้าถึงประชาชน

    สสช.ให้บริการข้อมูลสถิติแก่ผู้ใช้บริการทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ข้อมูลสถิติที่สำคัญที่ให้บริการนั้น ประกอบด้วย ข้อมูลที่สำนักงานผลิตเองทั้งประเภทข้อมูลสถิติและข้อมูลระดับย่อย (Microdata) และยังมีข้อมูลสถิติที่รวบรวมมาจากหน่วยงานอื่นด้วย ซึ่งสำนักงานได้รวบรวมอยู่เป็นประจำ

    โดยข้อมูลสถิติและสารสนเทศที่ให้บริการเผยแพร่อยู่ในรูปแบบของเอกสารรายงาน ตารางสถิติ ซีดี ภูมิสารสนเทศสถิติและหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ผู้รับบริการสามารถติดต่อด้วยตนเองที่สำนักงาน หรือเว็บไซต์ www.nso.go.th และอีเมล [email protected]

    ผู้อำนวยการ สสช. กล่าวต่อว่า ข้อมูลสถิติที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและหน่วยงานต่างๆ มีอยู่จำนวนมหาศาล โดยอีกช่องทางการเผยแพร่ข้อมูล คือ ผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งมกราคม 2561 สสช.จะเปิดตัวแอปพลิเคชัน (Mobile Application) THAI STAT ที่ถูกพัฒนามาเพื่อเปิดเผยข้อมูลสถิติต่างๆ ที่สสช.ได้จัดทำไว้ มีการจัดหมวดหมู่อย่างชัดเจน เข้าใช้งานง่าย เพียงดาวน์โหลดฟรี ซึ่งเบื้องต้นจะเปิดให้ดาวน์โหลดในระบบแอนดรอยด์ก่อน และช่วง มิ.ย.2561 จะเปิดให้ใช้งานในระบบไอโอเอส

    ทั้งนี้ ด้วยปัจจุบันการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนส่วนใหญ่เข้าใช้อินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟน (Smart Phone) แอปพลิเคชันจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่จะให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง โดยจากผลสำรวจแนวโน้มการใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือของประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปในช่วงระยะเวลา 5 ปี ระหว่างปี 2556-2560 พบว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์ลดลงจาก 35% เป็น 30.8% มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจาก 28.9% เป็น 52.9% มีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นจาก 73.3% เป็น 88.2%

    สำหรับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตค่อนข้างสูง 98.7% ใช้คอมพิวเตอร์ PC 45.4% ใช้โน้ตบุ๊ก 20.8% และแท็บแล็ต 10.2% ซึ่งประชากรกลุ่มอายุ 15-24 ปี มีการใช้อินเทอร์เน็ตสูงที่สุด 89.8% และส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่ใช้บนโซเชียลมีเดีย (Social Network) 94%.

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น