คุก7โจ๋12-19ปี บุกฆ่าชายพิการ

  • Wednesday, December 27, 2017 - 00:00


    จำคุก 7 หนุ่มสาวบุกฆ่าชายพิการอาชีพส่งขนมปัง คนละ 12-19 ปี พร้อมชดใช้รวม 5 แสน ทนายโจทก์เตรียมอุทธรณ์เพิ่มโทษ ส่วนแม่ผู้ตายเผย 1 ปีที่ผ่านมากลุ่มคนร้ายไม่เคยขอโทษ แต่ก็พร้อมให้อภัย ไม่อยากให้ไปก่อกรรมกับใครอีก

    ที่ห้องพิจารณา 813 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก วันที่ 26 ธันวาคมนี้ ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีฆ่าชายพิการ ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ และนางทองคำ ศรีจันทร์ มารดา โจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนายพีรพล หรือเปา ยศพงศ์อนันต์ อายุ 22 ปี, นายอัครเดช หรืออั๋น ทัศนะ อายุ 23 ปี, นายมนต์มนัส หรือเต้ย แสงโพธิ์ อายุ 22 ปี, นายจตุพร หรือเบียร์ จันทร์โสภา อายุ 19 ปีเศษ, นายเมฆ พลไกรษร อายุ 20 ปี, นายอรินทร์ หรือเตอร์ ยศพงศ์อนันต์ อายุ 20 ปี และ น.ส.ณัฐณิชา หรือเกมส์ ฤทธิ์ล้ำเลิศ อายุ 19 ปีเศษ เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ รวมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ และร่วมกันพกพาอาวุธมีดไปในเมืองโดยไม่มีเหตุอันควร

    คดีนี้ อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 บรรยายพฤติการณ์ความผิดพวกจำเลยสรุปว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ค.2559 เวลากลางวัน จำเลยได้ร่วมกันพกพาอาวุธมีดปลายแหลมยาว 27 นิ้ว, อาวุธมีดหัวตัดยาว 21 นิ้ว และมีดปลายแหลมยาว 6 นิ้ว อย่างละ 1 เล่ม ติดตัวไปในบริเวณซอยโชคชัย 4 แยก 69 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กทม. แล้วบุกรุกเข้าไปบ้านเลขที่ 5 ซึ่งเป็นบ้านของนางธันยชนก ศรีจันทร์ ผู้เสียหาย ภรรยานายสมเกียรติ ศรีจันทร์ อายุ 35 ปี ชายพิการ อาชีพส่งขนมปังร้าน "ปังหอม" ย่านโชคชัย 4 แล้วร่วมกันใช้อาวุธมีด ฟัน แทง และปาก้อนอิฐตามศีรษะ ร่างกายของนายสมเกียรติ ซึ่งได้ใช้มีดปลายแหลมยาว 32 นิ้ว เข้าต่อสู้ป้องกันตัว เป็นเหตุให้นายสมเกียรติถึงแก่ความตายสมดังเจตนา แล้วพากันหลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โชคชัยติดตามจับกุมพวกจำเลยได้พร้อมมีดปลายแหลม 2 เล่ม อิฐบล็อกขนาด 4 คูณ 10 นิ้ว 1 ก้อน เสื้อเชิ้ต มีดยาว 32 นิ้ว ที่นายสมเกียรติใช้ต่อสู้ป้องกันตัว ไว้เป็นของกลางดำเนินคดี โดยพวกจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดีมาโดยตลอด

    วันนี้ศาลได้เบิกตัวจำเลยทั้งหมดซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำตั้งแต่วันถูกจับกุมมาฟังคำพิพากษา ขณะที่นางทองคำ ศรีจันทร์ มารดาของนายสมเกียรติ โจทก์ร่วม นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ และญาติเดินทางมาฟังคำพิพากษา

    นายอนันต์ชัยเปิดเผยว่า ผ่านมากว่า 1 ปี จากการนำสืบพยาน ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่เคยแสดงความรับผิดชอบต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และยังคงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่จากการสืบพยานทำให้ทราบว่ามีจำเลย 4 คนที่ก่อเหตุ ส่วนที่เหลือพบว่าไม่ได้เข้าไปร่วมก่อเหตุ เพราะเหตุที่เกิดต่างกรรมต่างวาระ ก็แล้วแต่กระบวนการยุติธรรมของศาลที่จะใช้ดุลพินิจในการตัดสิน ครอบครัวของผู้เสียชีวิตหวังว่าผู้ที่ก่อเหตุจะได้รับโทษ แต่ก็พร้อมน้อมรับคำตัดสินของศาล

    ด้านนางทองคำเปิดเผยว่า ผ่านมากว่า 1 ปี ครอบครัวทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะนี้รู้สึกโกรธ เกลียด อาฆาตกลุ่มจำเลยน้อยลง ทั้งที่ไม่เคยแสดงคำขอโทษหรือชดใช้ค่าเสียหาย อาจเป็นเพราะยังไม่มีวุฒิภาวะ จึงทำได้แต่เพียงทำใจให้อภัยในสิ่งที่ผ่านมา และอยากฝากบอกว่าอย่าไปก่อเหตุลักษณะนี้อีก เพราะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

    ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้ง 2 ฝ่ายที่นำสืบโดยละเอียดแล้วเห็นว่า คดีนี้มีพยานบุคคล พยานวัตถุภาพถ่ายภาพเคลื่อนไหว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นพยานหลักฐานมั่นคง มีน้ำหนัก น่าเชื่อถือ สอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความพยานโจทก์ 6 ปาก ว่าเป็นการเบิกความตามจริง โดยขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเช้า เวลา 08.00-09.00 น. มีแสงสว่างเพียงพอ รวมทั้งมีกล้องซีซีทีวีของกรุงเทพมหานคร และภาพจากกล้องมือถือจากพยานซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายใด เชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามจริง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พวกจำเลยทั้ง 7 กระทำผิดจริง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม

    พิพากษาความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุกจำเลยที่ 1, 2, 3 และ 6 คนละ 18 ปี ฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 2, 4, 5 และ 6 คนละ 1 ปี ฐานช่วยเหลืออำนวยความสะดวก จำคุกจำเลยที่ 4, 5 และ 7 คนละ 12 ปี ฐานพกพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร สั่งปรับจำเลยที่ 1-6 คนละ 1,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 1 และ 3 คนละ 18 ปี ปรับคนละ 1,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และ 6 รวมโทษจำคุกคนละ 19 ปี ปรับคนละ 1,000 บาท จำเลยที่ 4 จำคุก 13 ปี จำเลยที่ 5 และ 7 จำคุกคนละ 12 ปี ปรับจำเลยที่ 4-5 คนละ 1,000 บาท และให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดและค่าอุปการะแก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นแม่ผู้เสียหาย 360,000 บาท และค่าปลงศพ 140,000 บาท รวมในวงเงินเต็มทั้งหมด 500,000 บาท สัดส่วนตามพฤติการณ์ของจำเลยแต่ละคน

    ภายหลัง นายอนันต์ชัยกล่าวว่า คดีนี้ตนชี้แจงตั้งแต่ต้นแล้วว่าพฤติการณ์ของกลุ่มจำเลยเป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่พนักงานสอบสวนกลับไม่แจ้งข้อหานี้ตั้งแต่ต้น ทำให้กลุ่มจำเลยได้รับโทษน้อยกว่าที่ควร แต่ก็น้อมรับในคำพิพากษาของศาล และเตรียมที่จะอุทธรณ์คดีในประเด็นของอัตราโทษที่น้อยเกินไป อยากให้ศาลมีการเพิ่มโทษให้มากกว่านี้

    ด้านนางทองคำกล่าวว่า ขอบคุณที่ศาลตัดสินให้ความเป็นธรรม จากนี้จะหารือกับญาติว่าจะฌาปนกิจศพนายสมเกียรติวันใด เพราะตั้งใจไว้ว่าเมื่อศาลมีคำพิพากษาคดีแล้วจึงจะกำหนดวันเผาศพของนายสมเกียรติต่อไป.

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น