พิงศาลล้มปลดล็อก 'พท.-ปชป.'ยื่นตีความม.44ขัดรธน./มาร์คเตือนซํ้ารอย'แม้ว'

  • Thursday, December 28, 2017 - 00:00


    "เพื่อแม้ว" กอด รธน.ฉบับประชามติชำแหละคำสั่งหัวหน้า คสช. ซ่อนเงื่อน ลบล้างสมาชิกพรรคเดิมทั้งหมด ทำลายระบบพรรคการเมือง เปิดช่องกลุ่มการเมืองตั้งพรรค ปูทาง คสช.สืบทอดอำนาจ แทรกแซงการเลือกตั้ง จ่อยื่นศาล รธน.วินิจฉัยไม่ให้มีผลบังคับใช้ "มาร์ค" อัดซ้ำไม่ใช่ปลดล็อก แต่เพิ่มล็อก เพราะทำช้าไปอีก 3 เดือน ซัดใช้อำนาจรัฐเอื้อการเมืองเดินกลับสู่ยุคระบอบทักษิณ มอบฝ่ายกฎหมายยื่นศาล รธน.หลังปีใหม่ "สมชัย" สวน "วิษณุ" ยันฐานข้อมูล กกต.สมาชิกพรรคไม่ซ้ำซ้อนกัน "บิ๊กป้อม" แจงปลดล็อกขั้นธุรการแล้วรออีกขั้นช่วงหาเสียง

    ที่พรรคเพื่อไทย วันที่ 27 ธันวาคม พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค, นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายสามารถ แก้วมีชัย คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย, นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรค ร่วมแถลงคัดค้านการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 53/2560

    โดยนายชูศักดิ์อ่านแถลงการณ์ว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 ให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อพรรคการเมืองและสมาชิกพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิม ดังนี้ 1.การกำหนดให้สมาชิกพรรคการเมือง ถ้าประสงค์จะเป็นสมาชิกพรรคต่อไป ต้องยื่นหนังสือยืนยันไปยังหัวหน้าพรรคและแสดงหลักฐานการมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม พร้อมชำระค่าบำรุงพรรค ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ 1 เมษายน 2561 ถ้าพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว หากไม่มีการดำเนินการ ถือว่าพ้นสมาชิก ซึ่งย่อมมีผลว่านับแต่ออกคำสั่งนี้ สมาชิกพรรคไม่สามารถจะใช้สิทธิหน้าที่ในฐานะสมาชิกพรรคได้

    "เท่ากับว่าเป็นการลบล้างสมาชิกพรรคการเมืองที่มีอยู่ทั้งหมด การให้สมาชิกยืนยันพร้อมแสดงหลักฐานไม่ต่างกับการสมัครสมาชิกพรรคใหม่ คำสั่งนี้จึงมีผลทำให้สมาชิกพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิมไม่มีสถานะตามกฎหมายเป็นสมาชิกพรรค จนกว่าจะมีการทำหนังสือยืนยันไปยังหัวหน้าพรรค ซึ่งถือว่าเป็นการรีเซตสมาชิกพรรค"

    นายชูศักดิ์กล่าวว่า ข้อ 2 การกำหนดให้การจัดประชุมใหญ่ของพรรคเพื่อแก้ไขข้อบังคับ การเลือกกรรมการบริหาร การจัดตั้งสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ต้องทำภายใน 90 วัน นับแต่มีการยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 57/2557 และคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 นั้น เป็นความไม่แน่นอนว่า คสช.จะยกเลิกเมื่อใด หากไปยกเลิกใกล้วันเลือกตั้งพรรค ก็ไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ทัน และอาจไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ 3.กำหนดให้ดำเนินการต่างๆ จะต้องขออนุญาต คสช.ก่อน และถ้าจะขอขยายเวลา ก็ทำได้เพียงหนึ่งเท่าของเวลาเดิม ทั้งที่ตามกฎหมายพรรคการเมืองกำหนดให้ขยายได้ถึง 3 ปี และหากดำเนินการไม่ครบถ้วน ห้ามมิให้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และห้ามมิให้จัดสรรเงินอุดหนุนให้พรรคการเมือง เท่ากับเป็นการล็อกพรรคการเมืองไว้สองชั้น 4.กำหนดให้พรรคการเมืองที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่สามารถดำเนินการจัดตั้งพรรคการเมือง จัดประชุมเพื่อเลือกกรรมการบริหาร จัดทำข้อบังคับได้ เพียงแต่การจัดประชุมเพื่อจัดตั้งพรรคต้องขออนุญาตจาก คสช.ก่อนเท่านั้น ยิ่งถือเป็นความไม่เท่าเทียมกันตามกฎหมาย มิใช่เพื่อแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียม

    คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยระบุว่า การออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าว ขัดต่อบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ ขาดความชอบธรรม ละเมิดสิทธิเสรีภาพของสมาชิกพรรค เปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มได้จัดตั้งพรรค เพื่อปูทางให้ คสช.ได้สืบทอดอำนาจต่อไป ซึ่งล้วนเป็นการทำลายพรรคการเมืองเดิม มิได้เป็นการช่วยเหลือตามที่อ้าง จึงขอคัดค้านคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังนี้ 1.รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ได้ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนด้วยการออกเสียงประชามติ ประชาชน จึงเป็นผู้มีอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญ และเมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด การจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ หรืออำนาจหน้าที่ขององค์กรใดตามรัฐธรรมนูญ จึงต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ซึ่งต้องกระทำโดย สนช. การที่หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยเข้าใช้อำนาจแทน สนช. จึงไม่อาจทำได้ และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18-22/2555 ลงวันที่ 13 ก.ค.2555

    ข้อ 2 การใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 ต้องไม่ใช่เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรอื่นไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นการที่หัวหน้า คสช.ออกคำสั่งฉบับที่ 53/2560 นอกจากไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 44 เพราะมิได้เป็นไปเพื่อปฏิรูปด้านต่างๆ ไม่ใช่เพื่อสร้างเสริมความสามัคคีปรองดอง หรือเพื่อป้องกัน ระงับปราบปรามการกระทำที่บ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง เศรษฐกิจของประเทศหรือราชการแผ่นดินแล้ว ยังถือเป็นการลบล้าง (Overrule) กระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญด้วย และเหตุที่ คสช.ออกคำสั่งดังกล่าวก็เพื่อแก้ปัญหาที่ตนเองก่อขึ้นจากการออกประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 ที่ห้ามพรรคดำเนินกิจการทางการเมืองและคงข้อห้ามตามคำสั่งดังกล่าวไว้โดยไม่มีเหตุผล

    เปิดทางพรรคทหาร

    ข้อ 3 การกระทำของหัวหน้า คสช. เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของสมาชิกพรรคการเมืองอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การคงข้อห้ามตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 แม้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จะประกาศใช้แล้ว ก็ยังไม่ยอมยกเลิก เมื่อกฎหมายพรรคการเมืองประกาศใช้ คสช.ก็ยังไม่ยกเลิกประกาศดังกล่าว มาวันนี้กลับมาแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายพรรคการเมือง โดยกำหนดให้รีเซตสมาชิกพรรคที่มีอยู่เดิม กำหนดเงื่อนไขที่การดำเนินการต่างๆ ต้องได้รับอนุญาตจาก คสช.อีก เป็นการกระทำที่ คสช.และหัวหน้า คสช.ไม่เคยให้ความสำคัญและเคารพต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ทั้งที่ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ มิได้มาจากพรรคการเมือง แต่เกิดจาก คสช.ทั้งสิ้น การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการทำลายระบบพรรคการเมืองของประชาชน

    ข้อ 4 การดำเนินการของ คสช.จะเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองที่ต้องการสนับสนุนให้ คสช. และหัวหน้า คสช.สืบทอดอำนาจทางการเมืองต่อไป โดยสามารถจัดประชุมเพื่อจัดตั้งพรรค การเลือกกรรมการบริหารพรรค การจัดทำข้อบังคับพรรคได้โดยเพียงขออนุญาตจัดประชุมต่อ คสช.ก่อนเท่านั้น แต่พรรคการเมืองเดิมกลับไม่สามารถทำได้ ก่อนออกคำสั่ง เพียงไม่กี่วัน มีการเรียกร้องจากบางกลุ่มการเมืองให้มีการรีเซตสมาชิกพรรคใหม่ คำสั่งของหัวหน้า คสช. ก็ออกมาสอดคล้องกับข้อเรียกร้องดังกล่าว จึงมิใช่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่พรรคการเมือง บนความเสมอภาคเท่าเทียมตามที่กล่าวอ้าง แต่กลับเป็นไปเพื่อทำลายพรรคการเมืองเดิม และสนับสนุนกลุ่มการเมืองที่จะจัดตั้งพรรคขึ้นใหม่มากกว่า

    ข้อ 5 ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 224 (5) กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหน้าที่และอำนาจดูแลการดำเนินงานของพรรคการเมืองให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ในคำสั่งข้อ 7 กลับกำหนดเพิ่มอำนาจให้ คสช.มีอำนาจตอบข้อหารือดังกล่าวได้ ถือว่า คสช.ใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ข้อ 8 ที่กำหนดให้องค์กรซึ่งเป็นองคาพยพของ คสช. หารือกับ กกต.เพื่อร่วมกันจัดทำแผนและขั้นตอนการดำเนินการทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งนั้น มีผลเท่ากับว่า คสช.เข้าไปแทรกแซงการดำเนินการของนายทะเบียนพรรคการเมืองและ กกต.

    ข้อ 6 การกำหนดระยะเวลาให้พรรคการเมืองเริ่มดำเนินการต่างๆ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบระยะเวลาในเดือนตุลาคม 2561 หรือจะดำเนินการได้ต่อเมื่อได้มีการยกเลิกประกาศของ คสช. และคำสั่งของหัวหน้า คสช.นั้น เป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามีเจตนาซ่อนเร้นว่าจะมีการเลื่อนกำหนดวันเลือกตั้งเดิมที่กำหนดไว้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 ออกไป เพราะเมื่อถึงเวลาดังกล่าว พรรคการเมืองไม่อาจดำเนินการหรือส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ทัน ก็จะเป็นเหตุผลและข้ออ้างของ คสช.ให้มีการเลื่อนการเลือกตั้งได้

    "การออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ชอบธรรมอย่างยิ่ง เป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจโดยมิได้เคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ทำลายระบบพรรคการเมืองและสิทธิเสรีภาพของสมาชิกพรรค เพิ่มภาระให้แก่สมาชิกพรรค เปิดช่องให้มีการตั้งพรรคการเมือง เพื่อสนับสนุนให้ คสช.และหัวหน้า คสช.ได้อยู่ในอำนาจต่อไป และเมื่อหัวหน้า คสช.ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย ถือเป็นการใช้อำนาจเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง อันขัดต่อหลักธรรมาภิบาล จึงขอให้ คสช. ได้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว รวมถึงประกาศ คสช.ฉบับที่ 57/2557 และคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะได้ยื่นเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยต่อไป" แถลงการณ์ระบุ

    ด้านนายภูมิธรรมกล่าวว่า คำสั่งมีนัยสำคัญ ถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพอย่างแรง ทำลายรากฐานพรรคการเมืองเดิม เพื่อประโยชน์และพวกพ้องตน ถือเป็นการกระทำที่ลุแก่อำนาจ ขัดต่อรัฐธรรมนูญที่ทำประชามติมาแล้ว และหวังเลื่อนเลื่อนตั้ง โดยหลังปีใหม่ทางพรรคจะใช้ช่องทางยื่นศาลรัฐธรรม คสช.ต้องกล้าหาญแสดงตนพูดออกมาตรงๆ ถ้าอยากเข้าสู่การเมือง ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ใช้อำนาจออกคำสั่งเพื่อสร้างความได้เปรียบ หวังชนะการเลือกตั้ง หากผู้นำยังใช้วิธีตามอำเภอใจแบบนี้ประเทศไปต่อไม่ได้

    การเลือกตั้งไร้ความหมาย

    นายจาตุรนต์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีคนบางกลุ่มมีความพยายามตั้งพรรคการเมืองใหม่ และเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ รวมถึงรีเซตพรรคการเมือง ซึ่งข้อเสนอเหล่านี้ทยอยเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ จนกระทั่งเกิดคำสั่งนี้ขึ้นมา จงใจให้เกิดการทำลายพรรคการเมืองอย่างชัดเจน สอดคล้องกับที่รัฐบาลออกไปพบประชาชน ไปสร้างความนิยม และการที่ พล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่และพบอดีต ส.ส.นั้น เหมือนมีความพยายามติดต่อนักการเมืองให้ไปร่วมมือ ซึ่งก็เป็นแผนของท่าน คำสั่งดังกล่าวทำลายระบบกฎหมายและขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ถ้าทุกคนอยู่เฉยๆ ปล่อยให้ คสช.ทำอะไรก็ได้ เท่ากับจากนี้ไปเราจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งที่มี คสช.แทรกแซงอย่างไรก็ได้ การเลือกตั้งก็ไม่มีความหมาย หลายประเทศจะมองว่าการเลือกตั้งเป็นเรื่องไม่จริง ทำให้ไทยเสียหายได้

    นายสามารถกล่าวว่า การออกคำสั่งนี้ขัดรัฐธรรมนูญและสร้างความสับสน เพราะบางมาตรามีความขัดแย้งกันเอง เช่น บุคคลที่จะเป็นสมาชิกต้องยืนยันตัวตนกับหัวหน้าพรรคภายใน 30 วัน รวมทั้งต้องมีการจ่ายค่าบำรุงสมาชิก แต่รัฐธรรมนูญเขียนว่าให้เก็บค่าบำรุงสมาชิก 500 คน ภายใน 180 วัน สรุปว่าต้องจ่ายเงินเลยหรือไม่ อย่างไร รวมถึงคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม จะให้สมาชิกต้องติดต่อ สตช.หรือไม่ ว่าต้องคดีหรือไม่ หลายเรื่องที่เขียนออกมาปฏิบัติยาก จึงหวังว่าหลังจากที่เราทักท้วงแล้ว ปัญหาที่ตามมาจะแก้ไขอย่างไร

    นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของหัวหน้า คสช.กรณีออกคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 เป็นการกระทำที่จำกัดสิทธิหรือเสรีภาพบุคคลที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 ประกอบมาตรา 77 วรรคสอง เป็นการกระทำอันต้องห้ามตามความในมาตรา 5 หรือไม่ นอกจากนี้ยังขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้คำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 สิ้นผลไป โดยไม่มีผลใช้บังคับได้มาตั้งแต่แรก หรือเสมือนไม่เคยมีคำสั่งดังกล่าว

    "การที่คำสั่งดังกล่าวเป็นการบังคับให้สมาชิกพรรคการเมืองจะต้องทำหนังสือยืนยันการเป็นสมาชิกเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ซึ่งมีทั้งการเขียนเป็นเอกสาร และต้องส่งหลักฐานประกอบนั้น ประชาชนสามารถทำได้หรือไม่ เป็นการละเมิดสิทธิเขาหรือไม่ เพราะในความเป็นจริงควรจะเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองตรวจสอบว่าสมาชิกพรรคมีคุณสมบัติหรือขาดคุณสมบัติ ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นภาระของสมาชิกพรรคการเมือง ดังนั้น การออกคำสั่งดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 45 ที่ห้ามคนที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมืองมาสั่งการพรรคการเมือง และยังขัดมาตรา 77 วรรคสองด้วย เพราะไม่ได้รับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกพรรคการเมืองก่อน" นายเรืองไกรกล่าว

    ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคพิจารณาคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ว่ามีเนื้อหาใดที่เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งจะทราบผลหลังปีใหม่ ทั้งนี้ การจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องมีเหตุผลข้อเท็จจริงที่เข้าข่ายยื่นได้ ซึ่งคำสั่ง คสช.ยาวเป็นพิเศษ และเนื้อหาก็ขัดกันในตัว มีความไม่ชัดเจนในหลายเรื่อง ฝ่ายกฎหมายกำลังดูในรายละเอียดถึงผลที่เกิดขึ้น ถ้าเข้าเงื่อนไขที่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะยื่น โดยต้องดูว่ากระทบสิทธิของบุคคลหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวคนที่ได้รับผลกระทบต้องเป็นผู้ยื่น การจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ใช่ความต้องการส่วนตัว ไม่ยื่นพร่ำเพรื่อหรือยื่นเพื่อให้มีคดี โดยจะดูข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ศาลพิจารณาได้

    เดินกลับสู่ระบอบทักษิณ

    นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคไม่มีปัญหาที่จะดำเนินการตามกฎหมาย กติกาเขียนอย่างไรก็พยายามปฏิบัติ มีแต่พรรคตั้งใหม่ที่บ่นเพราะกระทบจากการที่ คสช.ไม่ ปลดล็อก การออกคำสั่ง คสช.ครั้งนี้ไม่ใช่ปลดล็อก แต่เป็นการเพิ่มล็อก ทำให้ช้าไปอีก 3 เดือนจนเป็นปัญหากับพรรคใหม่ ตนไม่ติดใจหากจะมีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้น เพราะเราเป็นประชาธิปไตย ยอมรับการแข่งขันตลอดเวลา แต่ขอให้แข่งขันด้วยการสร้างศรัทธา ไม่ใช่เอาเครื่องมือต่างๆ มาทำลายคนอื่น เพราะคำสั่ง คสช.ที่ออกมาเหมือนไม่เข้าใจโรดแมปของตัวเอง เท่ากับต้องทำหลายอย่างซ้อนกัน จึงเป็นการแก้ปัญหาให้กับบางคนถูกจุดมากกว่าการแก้ปัญหาอย่างถูกจุด

    “ถ้าคิดใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ในทางการเมือง ก็เดินกลับสู่ยุคระบอบทักษิณ จะหวังอะไรกับการปฏิรูปและธรรมาภิบาล ถ้ามีปัญหาพรรคใหม่ก็หาทางแก้ไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ใช้อำนาจรัฐที่เบ็ดเสร็จพิเศษ ไม่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลได้ บ้านเมืองเสียหาย ส่วนรวมเสียหาย บรรทัดฐานสำหรับอนาคตก็เสียหาย คนทำต้องรับผิดชอบ หากยึดหลักธรรมาภิบาลต้องโปร่งใส ตรงไปตรงมา รับผิดชอบ ก็ขอให้ลองไปคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลทำเข้าเกณฑ์เหล่านี้หรือไม่ การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จไม่ควรใช้ พร่ำเพรื่อ ควรทำในเรื่องใหญ่ๆ ทำแล้วไม่ต้องเปลี่ยนซ้ำแล้วซ้ำอีก เรื่องได้เปรียบเสียเปรียบพรรคประชาธิปัตย์ไม่กังวล เพราะสู้ในสถานการณ์เสียเปรียบมาหลายรูปแบบ จึงไม่โวยวายหรือร้องขอ แต่ที่พูดเพราะต้องการรักษาหลักการบ้านเมือง ถ้าเสียเปรียบจากหลักการที่ถูกต้องพรรคยินดี แต่ถ้าไม่ถูกต้องก็ต้องคัดค้าน”

    ส่วนกรณีที่นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่าคำสั่งดังกล่าวมีผลทำให้ ส.ส.ย้ายพรรคได้โดยไม่ต้องลาออกจากพรรคเดิมเพียงแค่ไม่ยืนยันการเป็นสมาชิก เสมือนเป็นการเซตซีโร ส.ส. นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องนี้คงสะดวกขึ้น แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะไม่ว่าจะเป็นใครอยากอยู่พรรคใหม่ก็ไปลาออก แต่กรณีนี้อาจจะช่วยคนที่ไม่กล้าสู้หน้าหรือไม่กล้าลาออกเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากมีการใช้อำนาจรัฐจนทำให้การเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม ประเทศชาติจะเสียหาย ติดหล่มกับประชาธิปไตยที่เดินหน้าไม่ได้

    นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ อ้างสาเหตุที่คำสั่งที่ 53/2560 ขยายระยะเวลาการปฏิบัติตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองเนื่องจากมีการซ้ำซ้อนกันของฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมือง ไม่รู้ว่าใครอยู่พรรคไหน ว่าข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองในฐานข้อมูลที่ กกต.รับผิดชอบอยู่ ไม่มีรายชื่อสมาชิกพรรคการเมืองซ้ำซ้อนกันแม้แต่รายเดียว ซึ่งระบบฐานข้อมูลที่ กกต.ออกแบบมานั้น เพื่อใช้สำหรับตรวจสอบสมาชิกพรรคการเมือง ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2550 เป็นต้นมา การบันทึกข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองต้องใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลักในการบันทึกข้อมูล หากคีย์ข้อมูลแล้วระบบพบว่าบุคคลดังกล่าวมีชื่อเป็นสมาชิกเกินกว่า 1 พรรค ระบบก็ตัดชื่อบุคคลดังกล่าวออกทั้งหมด และระบบก็จะไม่บันทึกข้อมูลซ้ำ ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 50 มาตรา 24 ผู้ใดเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองเกินกว่าหนึ่งพรรคสมาชิกภาพของสมาชิกจะสิ้นสุดลง ดังนั้นกระบวนการทำงานของ กกต.จึงรองรับปัญหานี้อยู่แล้ว โดยมีการลบรายชื่อที่ซ้ำซ้อนทั้งในส่วนของซ้ำในพรรคเดียวกันและซ้ำข้ามพรรคไปแล้วรวม 1.25 ล้านราย อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่อาจมีชื่อและนามสกุลเหมือนกัน แต่เลขประจำตัวประชาชนจะต้องไม่ตรงกัน นอกจากนี้ หากมีการคีย์ข้อมูลใหม่โดยพรรคการเมือง จะไม่สามารถคีย์ข้อมูลบุคคลที่ซ้ำกับข้อมูลที่ กกต.มีได้

    "ป้อม" แจงปลดล็อก 2 ขั้น

    ส่วนกรณีที่อาจจะมีการรีเซตสมาชิกพรรคการเมืองนั้น นายสมชัยกล่าวว่า ต้องไปถามเจตนาของผู้ออกกฎหมายว่าทำเพื่ออะไร แต่ตนเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย เพราะพรรคการเมืองสะสมสมาชิกที่ถูกต้องมาเป็นเวลานาน แต่ต้องมาเริ่มต้นใหม่ แม้จะมีมุมที่ดีในการยืนยันตัวตนและให้ชำระสมาชิกพรรคการเมืองให้ถูกต้องก็ตาม การที่คำสั่ง คสช.กำหนดให้สมาชิกพรรคต้องยืนยันและจ่ายค่าสมาชิกภายใน 1 เดือน คือ 1-30 เม.ย.60 เป็นเรื่องที่ต้องคิดทบทวนว่ามีความเหมาะสมหรือไม่

    "เพราะศักยภาพของพรรคในการแจ้งสมาชิกให้ดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าวไม่เท่ากัน อาจทำให้เกิดความวุ่นวาย ถึงทำได้ก็เหนื่อย และจะทำให้เกิดการกระเพื่อมทางการเมืองครั้งใหญ่ เนื่องจากพรรคที่มีสมาชิกมากจะต้องทำทุกวิถีทางยืนยันกลับมา เพื่อแสดงว่าพรรคได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งการที่สมาชิกพรรคชำระค่าบำรุงสมาชิกยังสัมพันธ์กับเงินอุดหนุนพรรคการเมืองที่จะได้จากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองซึ่งกำหนดไว้ในสัดส่วนถึงร้อยละ 40" นายสมชัยกล่าว

    ทางด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ได้เซตซีโรพรรคการเมือง จะทำได้อย่างไร เพราะพรรคการเมืองก็อยู่อย่างเดิม ซึ่งการออกคำสั่งดังกล่าวจะทำให้พรรคใหม่และเก่าเริ่มต้นพร้อมๆ กัน และเราไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้พรรคใหม่เลย เพราะพรรคใหม่ก็เริ่มต้นได้เดือนเดียว

    เมื่อถามว่า ส่วนพรรคเก่าที่มีสมาชิกเป็นจำนวนมาก จะหาสมัครสมาชิกพรรคทันตามกรอบเวลาได้อย่างไร พล.อ.ประวิตรตอบว่า ขอย้ำอีกทีว่าไม่ได้เซตซีโรพรรค เพราะพรรคการเมือง คณะกรรมการบริหารพรรคก็ยังอยู่ เพียงแค่ไปหาสมาชิกพรรคทั้ง 4 ภาค จังหวัดละ 100 คน และจ่ายตังค์ให้พรรคการเมืองเท่านั้นเอง

    ถามอีกว่า แน่นอนหรือไม่หลังวันที่ 1 เมษายนจะปลดล็อกให้พรรคการเมืองร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อทำกิจกรรมทางการเมืองได้ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า สำหรับการปลดล็อกพรรคการเมือง จะทำ 2 ขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกคือด้านธุรการ กับการหาเสียง และย้ำว่าทุกอย่างเป็นไปตามโรดแมป

    เมื่อถามถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ออกมาระบุว่าคำสั่งนี้มีเหตุผลต้องการเลื่อนการเลือกตั้ง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในฐานะหัวหน้า คสช.ชี้แจงแล้ว โดยตนขอย้ำว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ได้มีจุดประสงค์จะเลื่อนการเลือกตั้ง เพราะที่ประชุม คสช.ไม่ได้คุยประเด็นนั้น

    พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวว่า ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม การเลือกตั้งก็เป็นไปตามโรดแมป การแสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยของนักการเมืองทำได้ เพราะพวกท่านเป็นนักการเมืองอยู่แล้ว แต่มั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามกรอบและกติกาที่เราวางไว้ ส่วนการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เป็นการแสดงความคิดเห็นของนักการเมือง นักการเมืองมืออาชีพเขาจะไม่ทำอะไรนอกกรอบ ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่มีปัญหาอะไร.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น