ฟุ้งเศรษฐกิจโต ส่งออกทะลุเป้า คาด61จีดีพีพุ่ง

  • Friday, December 29, 2017 - 00:00


    คลังฟุ้งเศรษฐกิจไทยยังแรง ปี 2560 ลุ้นโตทะลุเป้าหมายที่ 3.8% อานิสงส์จากภาคส่งออก รับเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแข็งแกร่ง ปลื้ม 11 เดือนส่งออกโตกระจุยแตะ 10% ชี้การเมืองกำหนดเลือกตั้งชัดช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่างชาติ มองปี 2561 เศรษฐกิจ-ส่งออกยังแจ่มใส NIDA คาดจีดีพีไทยปี 61 โตได้ 4-4.5%

    นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4 ปี 2560 หลังจากผ่านมา 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย.) พบว่าเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจหลายปัจจัยขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ ทำให้เชื่อว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปีนี้จะเติบโตได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.8% โดยหลังจากนี้จะมีการติดตามข้อมูลต่างๆ อย่างใกล้ชิด และจะมีการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจปี 2560 อีกครั้งในเดือน ม.ค.ปีหน้า

    สำหรับภาพรวมการส่งออก พบว่ายังขยายตัวได้เป็นอย่างดี โดยในช่วง 11 เดือนของปีนี้ ตัวเลขการส่งออกเติบโตประมาณ 10% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ที่ 8.5% ทำให้เชื่อว่าในปีนี้ภาพรวมการส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ในระดับ 2 หลักอย่างแน่นอน

    “ปีนี้เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี ในระดับที่เข้มแข็ง โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2560 จะขยายตัวได้ถึง 3.9% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.7% และเชื่อว่าแนวโน้มที่ดีนี้จะต่อเนื่องไปถึงปีหน้าด้วย ซึ่งปัจจัยนี้เองจะเป็นข้อดีที่ช่วยให้ภาพรวมการส่งออกยังคงแจ่มใส เพราะเศรษฐกิจสหรัฐที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น เศรษฐกิจคู่ค้าใหญ่ของไทยก็โตสูงขึ้น ทำให้เชื่อว่าในปี 2561 จะเป็นปีที่ภาพรวมการค้าของโลกโตได้สูงกว่าเศรษฐกิจโลก จากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกโตได้ดีกว่าการค้าโลก โดยปัจจัยนี้เองทำให้เชื่อมั่นว่าภาพรวมการส่งออกของไทยในปีหน้าก็จะยังอยู่ในระดับที่มั่นคง” นายพรชัยกล่าว

    นายพรชัยกล่าวอีกว่า ปัจจัยที่มีผลทางเศรษฐกิจในปี 2561 ที่ต้องจับตา มีทั้งปัจจัยภายในและนอกประเทศ โดยปัจจัยจากนอกประเทศ ได้แก่ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แม้ตลาดจะรับรู้แล้วว่าในปีหน้าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 3-4 ครั้ง แต่ก็ยังต้องติดตามกันต่อ เพราะคาดว่าสหรัฐจะมีนโยบายทางเศรษฐกิจอื่นๆ ออกมาอีกมากด้วย รวมทั้งติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ทั่วโลก อาทิ เกาหลีเหนือ และตะวันออกกลาง ที่แม้จะไม่ส่งผลกระทบกับไทย แต่ก็ยังต้องติดตาม

    ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ยังต้องติดตามภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณในหลายๆ ส่วนว่าเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ ส่วนความชัดเจนเรื่องการกำหนดกรอบเวลาการเลือกตั้ง ก็เป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาติต่างๆ ได้ว่าไทยมีการเดินหน้าตามโรดแมปที่วางไว้ โดยขณะนี้หลายประเทศเริ่มเข้ามาพูดคุยกับไทยมากขึ้น เช่น ยุโรป

    “เรื่องนโยบายด้านการเงินในตลาดโลก และข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับจีนนั้น ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ติดตามถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด แต่จากพื้นฐานภายในของไทยที่มีสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง ทำให้เชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านนโยบายการเงินมากนัก ส่วนแนวโน้มเงินบาทในปีหน้า คาดว่าจะแข็งค่าขึ้นจากปีนี้เล็กน้อยเท่านั้น” นายพรชัยกล่าว

    อย่างไรก็ดี ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ย. 2560 ขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะด้านอุปสงค์ พบว่าการส่งออกสินค้าขยายตัวสูงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน และถือเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบปี โดยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ 13.4% ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนก็ยังขยายตัวได้ดี สะท้อนจากปริมาณการจำหน่ายรถยนต์นั่งที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 ที่ระดับ 34.9% ต่อปี ส่วนการนำเข้าสินค้าอุปโภคขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ที่ระดับ 11.9% ต่อปี ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 65.2 เป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน หลังสัญญาณการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ

    ขณะที่การลงทุนในหมวดก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศกลับมาขยายตัวที่ 6.4% เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบปี 2560 ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าไทย อยู่ที่ 3.02 ล้านคน ขยายตัว 23.2% ต่อปี โดยนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดีจากจีน เกาหลี รัสเซีย ลาว กัมพูชาและอินเดีย เป็นหลัก ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง หดตัว 6% ต่อปี และดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร หดตัว 0.6% ต่อปี จากหมวดประมงและปศุสัตว์ ซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล

    ด้านนายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน สำหรับนักบริหาร (MPPM Executive program) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 61 ยังเติบโตได้ 4-4.5% จากปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตได้ประมาณ 3.8% เนื่องจากแนวโน้มต่างประเทศส่งสัญญาณเชิงบวกทั้งจากยุโรปที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวจากความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันทางสหรัฐอเมริกา ที่คาดว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดีเช่นกันจากการดำเนินนโยบายปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 21% ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.61 เป็นต้นไป ที่ช่วยกระตุ้นการลงทุนให้เพิ่มสูงขึ้น และประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะประกาศปรับดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.5% อีก 2-3 ครั้งในปี 61

    สำหรับประเด็นที่ต้องระมัดระวังในปี 61 คือ เศรษฐกิจฐานรากของไทยที่ยังฟื้นตัวช้ากว่าที่เป็น เพราะสัดส่วนหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงอยู่ แม้ว่าภาครัฐจะเร่งรัดลงทุนหลายโครงการเป็นจำนวนมาก แต่การกระจายตัวเม็ดเงินของรายได้ยังไม่ดีนัก รวมถึงการกระจายตัวของประโยชน์จากนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรและธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งหากสามารถดำเนินการแก้ไขในจุดเหล่านี้ได้ เชื่อมั่นว่าจะเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าสดใสมากขึ้น

    ขณะที่ปัจจัยบวกในประเทศนั้น ภาครัฐยังคงใช้นโยบายการคลังเพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเร่งการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 60 ที่ยังคงค้างอยู่ และจัดตั้งงบประมาณปี 61 ที่สูงถึง 2.9 ล้านล้านบาท รวมถึงงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มีมากถึง 1.9 ล้านล้านบาท เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศที่มุ่งเป้าไว้ให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยภาครัฐมีโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาลหลายโครงการ ที่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยก่อให้เกิดการจ้างงานและรายได้ให้เพิ่ม

    นอกจากนี้ การกำหนดการเลือกตั้ง จะส่งผลเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นในสายตาต่างประเทศและบรรยากาศในการลงทุน และมีผลต่อการขับเคลื่อนภาคการลงทุนที่ขอผ่านทาง BOI ได้อีกทางหนึ่ง ขณะที่การคงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังมีแนวโน้มทรงตัวที่ระดับ 1.5% ส่วนระดับอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอยู่ในช่วง 1.0%-1.5% และค่าเงินบาทคาดว่าจะอยู่ในระดับ 31-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ด้านดัชนีหุ้นไทยคาดจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,875-1,925 จุด นับว่าเป็นสถิติของตลาดหลักที่สูงที่สุดตั้งเปิดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2518 เป็นต้นมา

    “เรามองภาพรวมปีหน้า หากรัฐบาลลุยขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยงบลงทุนผ่านการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน การเร่งดำเนินการโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมชัดเจน ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นด้วยการเลือกตั้ง มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีและเกษตรกร และเงื่อนไขเออีซีที่ยังคงเป็นโอกาสและเป็นผลเชิงบวกต่อการลงทุนให้กับประเทศได้ คาดว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะโตได้ดีกว่าปีนี้อย่างแน่นอน” นายมนตรีกล่าว.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น