ลั่นลดยอดตาย7วันอันตราย

  • Friday, December 29, 2017 - 00:00


    ศปถ.เปิดศูนย์อำนวยการฯ ขับเคลื่อนมาตรการลดปัจจัยเสี่ยง เน้นบังคับใช้กฎหมาย- มาตรการทางสังคม สร้างการสัญจรปีใหม่ 2561 ปลอดภัย “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” ตั้งเป้าลดอัตราการเสียชีวิตช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 ให้เหลือน้อยที่สุด

    เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานกรรมการและผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ในฐานะประธานพิธีเปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 เปิดเผยว่า รัฐบาลห่วงใยความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 จึงได้มอบหมายให้ ศปถ. โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) บูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะในช่วงการรณรงค์ “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2560-3 มกราคม 2561

    พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า จะมุ่งดำเนินมาตรการลดปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุที่ครอบคลุมทั้งด้านคน รถ ถนน และสิ่งแวดล้อม โดยบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด คุมเข้มพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุ ทั้งขับรถเร็ว เมาแล้วขับ และไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย เพิ่มความเข้มข้นการจัดตั้งจุดตรวจ ด่านชุมชน จุดสกัด และจุดบริการทั้งเส้นทางสายหลักและสายรอง ควบคู่กับการบริหารจัดการการจราจร เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้สอดคล้องกับช่วงเวลาเดินทาง โดยในช่วงต้น เน้นดูแลถนนสายหลักที่ออกสู่ภูมิภาคต่างๆ ช่วงกลาง เน้นดูแลถนนสายรอง เส้นทางมุ่งสู่แหล่งท่องเที่ยว และเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างตำบล/หมู่บ้าน

    ส่วนช่วงท้าย เน้นดูแลถนนสายหลัก ที่มุ่งสู่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ในภูมิภาค รวมถึงประสานตรวจสอบสภาพความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะและกวดขันความพร้อมของพนักงานขับรถ อีกทั้งให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบริเวณจุดเสี่ยง อาทิ จุดตัดทางรถไฟ จุดกลับรถ ทางร่วม ทางแยก

    นอกจากนี้ ศปถ.ยังได้กำชับให้จังหวัดดูแลความปลอดภัยทางถนนของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ จังหวัดที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ให้ส่งเสริมการจัดกิจกรรมทางศาสนา เพื่อป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงและลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน รวมถึงดูแลความปลอดภัยของเส้นทางสัญจรทางน้ำ เรือโดยสาร ท่าเทียบเรือ และความพร้อมของอุปกรณ์นิรภัย ตลอดจนเตรียมพร้อมระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อให้การแจ้งเหตุและการส่งต่อผู้บาดเจ็บเป็นไปด้วยความรวดเร็วและครอบคลุมทุกพื้นที่

    ทั้งนี้ ศปถ.ได้ระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนร่วมสร้างความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 อย่างเต็มที่ พร้อมกำหนดมาตรการลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนที่ครอบคลุมทุกด้าน อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือผู้ใช้รถใช้ถนนยึดการปฏิบัติตามหลัก “4 ห้าม 2 ต้อง” ได้แก่ ห้ามเร็ว ห้ามเมา ห้ามโทร ห้ามง่วง ...ต้องสวมหมวกนิรภัย และต้องคาดเข็มขัดนิรภัย เพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน และมอบความปลอดภัยเป็นของขวัญให้แก่กันในเทศกาลปีใหม่ 2561

    นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดี ปภ.และเลขานุการศปถ. กล่าวว่า ศปถ.ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการอำนวยการสั่งการ และเชื่อมโยงการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนกับศูนย์ปฏิบัติการฯ ระดับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการฯ หลักรับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยในช่วงวันที่ 29 ธ.ค.60-4 ม.ค.61 จะมีการประชุมร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการฯ จังหวัด ติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุในพื้นที่ เพื่อวางมาตรการและปรับแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในแต่ละพื้นที่

    "เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 ให้เหลือน้อยที่สุด" นายชยพลกล่าว

    วันเดียวกัน ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลมีความห่วงใยประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมพร้อมระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้ประชาชนที่บาดเจ็บจากการจราจร หรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ได้รับบริการที่รวดเร็ว “แจ้งเหตุเร็ว รับเร็ว ส่งเร็ว” เพื่อลดการเสียชีวิตและความพิการลง โดยขยายคู่สาย 1669 เป็น 300 คู่สายทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ ให้ได้รับการดูแลรักษาที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด โดยไม่ต้องสำรองจ่าย ตามโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิ์ทุกที่ ที่ผ่านมาพบว่าผู้รับบริการกว่าร้อยละ 60 ไม่เข้าเกณฑ์ตามโครงการ ซึ่งเมื่อใช้บริการที่โรงพยาบาลเอกชนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ดังนั้นหากเจ็บป่วยฉุกเฉิน ขอให้ประชาชนโทร. 1669 แจ้งอาการให้ชัดเจน เพื่อรับคำแนะนำในการดูแลเบื้องต้น และประเมินอาการว่าเข้าเกณฑ์เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติหรือไม่

    รมว.สธ.กล่าวต่อว่า ได้มอบให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับข้อมูลเกี่ยวกับอาการที่เข้าเกณฑ์วิกฤติฉุกเฉิน และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลใกล้ที่เกิดเหตุ หรือใกล้บ้านที่สุด อย่าเลือกโรงพยาบาลที่ชอบ เพราะจะเสียโอกาสในการช่วยชีวิตผู้ป่วย รวมทั้งการมารับบริการนอกเวลาราชการที่ห้องฉุกเฉิน ขอให้เป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉินจริงๆ เพื่อให้แพทย์ พยาบาล ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีอาการวิกฤติอย่างรวดเร็ว ทันท่วงที หากมีข้อร้องเรียนหรืออุทธรณ์เรื่องสิทธิ์ โทร.สอบถามได้ที่ศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ (UCEP Coordinating Center) โทร. 0-2872-1669.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น