ทางเลือก-ทางรอด คนสื่อ-เจ้าของสื่อ

  • Sunday, December 31, 2017 - 00:00


    ปี 2561 เป็นอีกปีหนึ่งที่คนในวงการสื่อสารมวลชนมองว่า แวดวงสื่อต้องต่อสู้ดิ้นรนกันอย่างหนักต่อไปเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในธุรกิจ หลังปี 2560 องค์กรที่ทำธุรกิจสื่อหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์, วิทยุ, หนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างได้รับผลกระทบกันไปตามกัน เช่นปลายปีที่ผ่านมานิตยสารที่อยู่ในวงการมานาน 3 ฉบับ คือ ขวัญเรือน, ดิฉัน และคู่สร้างคู่สมก็อำลาแผงไปแล้ว ขณะที่ก็มีข่าวว่าสถานีโทรทัศน์ดิจิตอลบางแห่งได้เลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก

    คุยกันเรื่องทิศทางสื่อ-ธุรกิจสื่อต้องคุยกับคนที่อยู่ในวงการจริง เห็นสภาพการณ์จริงจึงจะเข้าใจทิศทาง ดำรง พุฒตาล อดีตเจ้าของและผู้ก่อตั้งนิตยสารคู่สร้างคู่สม พิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดังที่อยู่ในวงการมาหลายสิบปี พูดเรื่องนี้โดยย้ำว่า สถานการณ์คนทำสื่อ เจ้าของสื่อยุคปัจจุบันอยู่ในสภาพไม่ค่อยเสถียร เห็นได้จากผลสำรวจเมื่อ 19 ธ.ค.60 ที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยผลสำรวจ 10 อาชีพเด่น-ร่วงปี 2561 โดยปรากฏว่าอาชีพคนทำธุรกิจสื่อมีความเสี่ยงสูง

    ดำรง พูดคุยกับเราโดยหยิบนิตยสารคู่สร้างคู่สมฉบับสุดท้ายหลังจากทำมาร่วม 38 ปีขึ้นมาเปิดอ่าน และให้ความเห็นว่าสัญญาณที่คนทำสื่อโดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์เริ่มเจอปัญหา เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก แม้แต่นิตยสารระดับโลกอย่างนิวส์วีกก็หยุดไปสองสามปีแล้ว แสดงให้เห็นว่าทั่วโลกมีปัญหา สื่อสิ่งพิมพ์ระดับโลกอย่างนิวส์วีกไปแล้ว ตอนนั้นเราก็ใจเสียแล้ว ทั้งที่เป็นหนังสือทรงอิทธิพลมีชื่อเสียงไปทั่วโลก สำนักงานเราก็บอกรับ ตอนนี้เหลือแต่นิตยสารไทม์ที่ดูหน้าตาคอลัมน์และโฆษณาก็ยังห่วงว่าจะอยู่ต่อไปได้นานขนาดไหน สามารถชี้ให้เห็นว่าสื่อสิ่งพิมพ์ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยที่มีปัญหา แต่สื่อระดับโลกในต่างประเทศก็เจอปัญหา

    ...ปัญหาก็เกิดจากมีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ดิจิตอลเข้ามาทำให้คนหันไปเสพสื่อ อ่านโซเชียลมีเดีย ประเทศไทยก็มีสถิติว่าคนใช้โซเชียลมีเดียมาก จากที่เคยอ่านสิ่งต่างๆ จากสื่อสิ่งพิมพ์ อ่านจากหนังสือ ก็หันไปมีความสุขสนุกสนานกับโซเชียลตั้งแต่ตื่นเช้ามา เข้าห้องน้ำ เมื่อก่อนผู้ชายก็เอาบุหรี่ไปเข้าห้องน้ำสูบไปด้วย แต่ตอนนี้เอามือถือเข้าห้องน้ำไปด้วย ไปดูไลน์ เฟซบุ๊ก แล้วใช้ทั้งวัน ก่อนนอนก็ยังใช้ ก็แย่งเวลาของมนุษย์ แทนที่จะใช้เวลาอ่านหนังสือ ก็ไปใช้โทรศัพท์ ใช้โซเชียลมีเดียที่ให้ความสุขมากกว่าคนอ่านหนังสือ สะดวกกว่า รวดเร็วกว่า ประหยัดเงินกว่า เพราะใช้เงินไปกับค่าอินเทอร์เน็ตเล็กน้อย แต่หากเอาเงินไปซื้อหนังสือ เช่นอย่างนิตยสารคู่สร้างคู่สมก็ยังต้องจ่าย 30 บาท ต้องออกไปหาซื้อ บางทีหาซื้อไม่ได้

    พอคนใช้โซเชียลมีเดีย คนก็ไม่อ่านหนังสือที่เป็นเล่มที่พิมพ์ในกระดาษ คือไม่ใช่ว่าเขาอ่านหนังสือน้อยลง แต่เขาหันไปอ่านทางมือถือ ทางโซเชียลมีเดีย อ่านในคอมพิวเตอร์

    เมื่อคนไม่อ่านหนังสือ คนก็ไม่ซื้อหนังสือ พอคนไม่ซื้อหนังสือมันก็จบ องคาพยพของกระบวนการทำและผลิตหนังสือเลยได้รับผลกระทบตามไปด้วย ตั้งแต่โรงพิมพ์ สายส่ง เอเยนต์ และปลายทางคือแผงหนังสือ ซึ่งผมไม่รู้ว่าจะมีอยู่กี่หมื่นแผงในประเทศไทย ตั้งแต่ตรอกซอกซอย ตามสถานที่ต่างๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็มีแผงขายหนังสือคู่สร้างคู่สมวางอยู่ หาซื้อได้ง่าย เช่นเดียวกับในต่างประเทศ ร้านขายของชำไทย หรือร้านของเวียดนาม ในยุโรป ในต่างประเทศที่คนไทยในต่างประเทศไปซื้อข้าวสาร กะปิ น้ำปลา เขาก็จะซื้อนิตยสารคู่สร้างคู่สมที่ร้านนั้นไปด้วย แต่ตอนนี้หนังสือคู่สร้างคู่สมในต่างประเทศที่ไม่เคยเหลือเลย ปีที่แล้วกลับพบว่ามีนิตยสารเหลือ ผู้อ่านในต่างประเทศเช่นคนไทยในสวิตเซอร์แลนด์ เขาก็บอกเรามา ก็แสดงว่าความนิยมของผู้อ่านมันน้อยลง ถึงขนาดว่านิตยสารคู่สร้างคู่สมเหลือ แสดงว่ามันต้องมีอะไรผิดปกติแล้ว ที่ก็ตอบได้เลยคือเพราะคนไม่อ่านหนังสือ มนุษย์ไม่อ่านหนังสือที่พิมพ์ลงในกระดาษ และหันไปอ่านสิ่งที่พิมพ์ลงในโทรศัพท์มือถือและได้ข้อมูลมากกว่า

    ดำรง กล่าวต่อไปว่า จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าว สัญญาณที่ผมเห็นตอนแรกแน่นอนว่าผมต้องเห็นจากยอดพิมพ์ของนิตยสารคู่สร้างคู่สม ซึ่งช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามันค่อยๆ ลดลง จากเดิมที่เรามีนโยบายไม่รับคืนนิตยสารเลย แต่ตอนหลังก็มีนิตยสารส่งกลับคืนมาที่สำนักงาน และมีมาเรื่อยๆ ต่อเนื่อง เมื่อขายน้อยลงก็แสดงว่าคนอ่านน้อยลง แล้วมาประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำมาในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ก็ทำให้คนอ่านเช่นในต่างจังหวัดที่จะต้องควักเงินซื้อนิตยสารคู่สร้างคู่สม เล่มละ 30 บาท ก็ตกเดือนละ 90 บาท เงินจำนวนนี้ก็มีค่าสำหรับเขา เพราะเมื่อเศรษฐกิจแย่ลง ชาวบ้านก็ไม่อยากเสียเงินทีละ 30 บาท เดือนละ 90 บาท ซึ่งสำหรับผมก็ทำให้ขายน้อยลง โฆษณาก็มีน้อยลง

    ในช่วงการทำคู่สร้างคู่สม 38 ปี ไม่เคยมีตอนไหนที่ยอดลงโฆษณาในนิตยสารคู่สร้างคู่สมจะมีน้อย ถึงขนาดก่อนจะยุติการทำนิตยสาร บางเล่มมีโฆษณาลงแค่สามชิ้น จากที่เคยมีเป็นสิบชิ้น เราก็เข้าใจ เพราะอย่างการอยากจะรู้ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าคุณไปต่างจังหวัดให้ดูได้จากป้ายโฆษณาตามบิลบอร์ด ป้ายคัตเอาต์ขนาดใหญ่ตามถนน จากเดิมเวลาไปภาคอีสานจะมีป้ายโฆษณาจำนวนมากเต็มถนน เช่นโฆษณารถยนต์ เครื่องสำอาง ขายอาหาร แต่ปัจจุบันจะพบว่ากลายเป็นป้ายโฆษณางานวัด งานทอดผ้าป่าสามัคคีมากกว่า ก็ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไม่ดี เมื่อเศรษฐกิจไม่ดีก็กระทบกับโฆษณาไม่ดีตามไปด้วย

    นอกจากนี้คนให้โฆษณาคือเจ้าของสินค้าและบริษัทเอเยนซี เขาเห็นว่าการโฆษณาที่ได้ผลมาจากโฆษณาในโซเชียลมีเดีย เพราะเขารู้ว่าไปลงโฆษณาในโซเชียลมีเดียแล้วมีคนดูโฆษณาเขากี่แสนคน แต่โฆษณาในโทรทัศน์วิทยุเขาวัดไม่ได้ จะไปเชื่อเอเยนต์ที่ทำเรตติงเชื่อไม่ได้ ผมไม่เคยเชื่อ

    ...อย่างคู่สร้างคู่สมเล่มแรกปี 2523 พิมพ์สามครั้งหนึ่งแสนเล่ม แล้วเราก็พิมพ์ยอดนี้มาเรื่อยๆ และเพิ่มยอดพิมพ์เรื่อยๆ แต่ในเรตติงที่สำรวจคนอ่านนิตยสาร คู่สร้างคู่สมไม่เคยติดอันดับหนึ่งเลย ทั้งที่ติดอันดับหนึ่งตั้งแต่เล่มแรก เพราะเรารู้อยู่ เรารู้ว่าในวงการนิตยสาร หนังสือฉบับไหน ใครพิมพ์กี่เล่ม แต่คู่สร้างคู่สมกลับไม่ติดเรตติงอันดับหนึ่ง พวกบริษัทเอเยนซีโฆษณาก็ไปเชื่อข้อมูลของบริษัทสำรวจเรตติง แล้วก็เชื่อกันมา

    เราก็เคยถามเอเยนซี เขาก็บอกว่าถ้าไม่เชื่อก็จะไม่มีอะไรที่อ้างอิง แต่ปัจจุบันหากไปลงโฆษณาในโซเชียล ตัวเลขจะบอกได้เลยว่าคนดูโฆษณามีสามแสนห้าแสนหรือหลักล้าน ก็ทำให้มีการนำงบโฆษณาไปลงที่นั่นแทน จึงทำให้เม็ดเงินโฆษณาจากที่เคยลงทีวี วิทยุ สิ่งพิมพ์ ก็ไปลงในโซเชียลมีเดีย ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ

    เมื่อเร็วๆ นี้ผมเจอผู้บริหารของสายการบินแห่งหนึ่ง เขาบอกเลยว่าการเลือกลงโฆษณาในนิตยสารจะลดน้อยลง จะไปลงในโซเชียลมีเดีย เขาบอกว่าไม่น่าเชื่อว่าพวกรายการประเภทเกม มีคนดูมาก และวัดคนดูได้ว่าคนดูมากแค่ไหน

    ถามถึงว่าหลังเริ่มเห็นสัญญาณทิศทางดังกล่าว คู่สร้างคู่สมได้มีการปรับตัวอย่างไรเพื่อต่อสู้ทางธุรกิจ ดำรง เล่าว่า จากสภาพที่บอกก็ทำให้แผงขายหนังสือนิตยสารเริ่มลดน้อยลง คนที่ต้องการจะซื้อคู่สร้างคู่สมก็บ่นมาว่าหาซื้อไม่ได้เพราะไม่มีแผงขาย เราก็เลยใช้ระบบการสมัครเป็นสมาชิก ส่งนิตยสารให้ถึงบ้าน แต่เมื่อทำแล้วพบว่าเราคาดการณ์ผิด เดิมตอนแรกคิดว่าจะมีคนสมัครเป็นสมาชิกคู่สร้างคู่สม หลักหมื่น แต่กลับพบว่ามีคนสนใจสมัครกันน้อยมาก สักประมาณหลักพันเท่านั้น เราก็มาคิดว่าแบบนี้ก็แสดงว่าเขาไม่อยากอ่านเราแล้ว เพราะหากอยากอ่านก็ต้องสมัครกันมาเพื่อจะได้ไม่ต้องไปเดินหาซื้อ เราเห็นท่าว่าดูแล้วไปไม่รอด เราชิงหยุดการรับสมัครสมาชิก แล้วโชคดีที่ว่าเราคืนเงินทัน วิธีดังกล่าวก็คือการจะแก้ปัญหา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

    เมื่อโฆษณาไม่มี หน้าสีในนิตยสารก็เลยว่างเยอะ พอหน้าว่างเราก็ใส่เนื้อหาใส่เรื่องได้มาก คนอ่านได้กำไร มีทั้งเรื่องและรูป แต่เราเองลงทุนสูง เราส่งคนไปทำเรื่อง ถ่ายรูป เราก็มีค่าใช้จ่ายในการผลิตเพิ่มขึ้น

    อยู่ถึง 38 ปี ไม่ใช่เรื่องฟลุก

    ดำรง-อดีตคนวงการหนังสือและนิตยสาร ย้ำว่าสาเหตุจริงๆ ที่ต้องยุติการทำคู่สร้างคู่สม คิดมาประมาณสามปีก่อนหน้านี้แล้วทั้งที่นิตยสารยังขายดีอยู่ สาเหตุที่คิดก็เพราะว่าผมทำงานหนักมาตลอดชีวิต แล้วการทำนิตยสารคู่สร้างคู่สมที่อยู่มาได้ 38 ปี มันไม่ใช่ฟลุก ไม่ใช่เก่ง และไม่ได้เฮงด้วย แต่อยู่ที่ การทุ่มเท ทำด้วยใจรัก วิตกกังวล หาความคิดสร้างสรรค์ หาเรื่อง หาบทความสารพัดแบบ ที่คิดว่าเมื่อลงในนิตยสารแล้วคนจะต้องอ่าน หรือจะต้องหาอ่านจากที่อื่นไม่ได้ เพราะเรื่องที่ลงในนิตยสารหลายเรื่องเราไปลุยทำเอง

    “เราคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันเหนื่อย และต้องเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ เวลานอนมันจะหลับไปกับความคิดที่ห่วงหนังสือ เวลาตื่นขึ้นมาก็จะกังวล ลืมตาขับรถไปไหนมาไหนมันคือคู่สร้างคู่สมตลอด”

    อย่างเวลาผมเดินทางไปต่างประเทศ ผมก็จะไปหาเรื่องอะไรต่างๆ มาเตรียมไว้สำหรับลงในนิตยสาร เช่นก่อนหน้านี้ก็ไปอาร์เจนตินา กลับมาก็นำเรื่องมาลงในนิตยสารเป็นสิบๆ ตอน แต่ก็เหนื่อย และบางทีก็ต้องลงทุน เพราะอย่างเช่นเราเดินทางไปกับกระทรวงการต่างประเทศ แต่เขามีงบให้เราเดินทางไปคนเดียว แต่การจะไปแล้วต้องนำเรื่องกลับมานำเสนอ ต้องมีคนถ่ายรูป คนคอยอัดเทปทำทีวี ก็ต้องมีคนไปด้วยรวมสองคน แต่ค่าใช้จ่ายอีกคนที่ไปด้วยเราจะออกเองทั้งหมด เพราะเราก็จะได้เรื่องที่คนอื่นไม่มี

    “แต่การทำแบบนี้มันก็เหนื่อย เหนื่อยมาก ตอนที่คิดตอนนั้นอายุก็ใกล้จะ 70 แล้ว ก็คิดว่า ในชีวิตเราทำงานมา 50 กว่าปี อย่างขยันขันแข็ง อดทน เหนื่อย กังวล ชีวิตไม่ใช่งานไปจนตาย เดิมคิดว่าชีวิตคืองาน งานคือชีวิต แต่ก็อย่างที่ผมเคยพูดว่าผมคิดผิดที่ไปคิดแบบนั้น เพราะว่ามันต้องมีการให้อะไรกับชีวิต ต้องมีการให้รางวัลกับชีวิต เพราะชีวิตคนเราจะตายเมื่อใดก็ไม่รู้ ผมก็มาคิดว่าเราควรกลับมาพักผ่อน คอยไปไหนมาไหนกับครอบครัว”

    ...คือกับครอบครัวของผม จริงๆ ก็ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด แต่ที่ผ่านมาก็ไปแบบคือไปทำงาน ชีวิตผมพอเรียนหนังสือจบไม่เคยมีชีวิตเหมือนคนทั่วไป ที่ไปไหนแล้วตื่นมาเช้าๆ มานั่งกินกาแฟ กินขนมปังไข่ดาว มันไม่ใช่แบบนั้นเลย เช้ามาผมก็ต้องออกไปแล้ว กว่าจะกลับบ้านลูกเมียก็หลับหมดแล้ว ชีวิตวนเวียนแบบนี้ตลอด ก็เลยคิดทำไมจะต้องมาห่วงหนังสือ ทำไมไม่ห่วงตัวเอง ทรัพย์สมบัติเงินทองที่หามาด้วยความสุจริต ที่มีอยู่ ณ วันนี้หากเราใช้อย่างประหยัด ไม่เล่นหุ้น ไม่เล่นการพนัน ไม่โดนปล้น โดนโกง ไม่ติดสาว ไม่เข้าค็อกเทลเลานจ์ เราก็ใช้ไปได้ตลอดชีวิตโดยไม่ลำบาก ลูกเมียก็อยู่ในฐานะที่อยู่ได้สบายพอสมควร ผมก็เลยมาคิดว่าก็สมควรจะหยุดได้แล้ว

    และอีกประการหนึ่ง คู่สร้างคู่สมยอดพิมพ์ก็ยังสูงสุดอยู่ เราก็ควรหยุด ก็เท่ดี คือหยุดในเวลาที่เรายังเป็นแชมป์อยู่ ยังไปรอดได้ต่อ อย่างน้อยก็อีกหนึ่งถึงสองปี แต่ต้องตัดสินใจเพราะอีกหนึ่งถึงสองปี อายุเราก็จะมากขึ้น กับเพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเข้ามาอีกในทางเทคโนโลยีที่จะทำให้คนไม่อ่านหนังสือกันอีกเลย เพราะที่ผ่านมาเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วฉับไว พยากรณ์ไม่ได้ มีคนถามว่าวงการนิตยสารสื่อสิ่งพิมพ์จะเป็นอย่างไร มันบอกไม่ได้เพราะมันมาแบบรวดเร็วเฉียบพลัน

    ถามมุมมองว่าการที่คู่สร้างคู่สมไม่ทำต่อทั้งที่ยังมียอดพิมพ์ยอดขายสูง จะทำให้คนที่อยู่ในวงการเดียวกันเริ่มไม่มั่นใจในอนาคต ดำรง-อดีตเจ้าของนิตยสารคู่สร้างคู่สม ตอบว่า มองอีกแง่หนึ่งก็คือสัญญาณเตือน แต่สัญญาณเตือนสำหรับผมมีเข้ามาก่อนหน้านี้หลายอย่าง เช่นผมนั่งรถไฟฟ้าบีทีเอส กันเต็มขบวน คนนั่งกันเต็ม ก็พบว่าทุกคนเล่นโทรศัพท์มือถือ ทั้งคนนั่งและคนยืน บางคนในบีทีเอส เห็นคุยกันแต่ตาก็มองไปที่โทรศัพท์มือถือของตัวเองตลอด ผมว่ามันเกินไป ในทัศนะผม แล้วถ้าคุณเดินไปทุกโบกีของรถไฟฟ้า ก็จะไม่เห็นมีใครอ่านหนังสือ หรือเวลาจะขึ้นเครื่องบิน ตอนไปนั่งในห้องพักผู้โดยสารทั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง สมัยเมื่อสัก 6-7 ปีที่แล้วยังเห็นคนรอขึ้นเครื่องบินแล้วนั่งอ่านหนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสาร พ็อกเกตบุ๊ก แต่ทุกวันนี้คนนั่งในห้องพักของสนามบิน 700-800 คนไม่มีใครหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านสักคน

    สิ่งที่เกิดขึ้นคนที่ทำสื่อเห็นสิ่งเหล่านี้หรือไม่ คนทำสื่อทั่วไปอาจเป็นพนักงาน แต่ผมเป็นเจ้าของ ผมก็ต้องมองละเอียด ก็เห็นแล้วว่าไม่มีใครอ่านหนังสือเลย

    อย่างที่ผมเจอมา ผมไปที่เชียงรายแล้วไปขึ้นรถโดยสารในจังหวัด เขาทักทายคุยกับผม เขาพูดถึงนิตยสารคู่สร้างคู่สมได้ละเอียด ทุกคอลัมน์ทุกเนื้อหา ชื่นชมยกย่อง แล้วเขาก็หันมาถามผมว่า ตอนนี้ยังทำอยู่หรือไม่ คุณคิดดูว่าคนที่เป็นแฟนคู่สร้างคู่สมอย่างแท้จริง แต่มาถามเราว่ายังทำคู่สร้างคู่สมอยู่หรือไม่ทั้งที่เรายังทำกันอยู่ ก็แสดงว่าเขาหยุดอ่าน ผมก็ถามเขาว่าทำไมถึงหยุดอ่าน เขาก็บอกเลยว่า เขาหันไปเล่นไลน์ เฟซบุ๊ก โซเชียลมีเดียต่างๆ ก็เลยไม่ได้อ่านจากในหนังสือ

    แล้วที่กระทบกับเราอีกอย่างคือ นิตยสารคู่สร้างคู่สม พวกนักเขียนอาชีพจริงๆ ที่เขียนกับเรามีน้อยมาก แต่จะเป็นคนที่อ่านนิตยสารคู่สร้างคู่สม แล้วเขาเขียนเรื่องมาเล่ามาลงในคู่สร้างคู่สมที่มีอยู่ทั่วทุกแห่งในโลกนี้ โดยเฉพาะเรื่องของคนไทยในต่างแดนที่เป็นเรื่องเล่าดีๆ แปลกๆ

    ...เช่นท่านทูตไทยในบางประเทศที่เขาเขียนเรื่องเล่าต่างๆ ในประเทศที่ไปเป็นทูตอยู่ เช่นทูตไทยที่อยู่ประเทศตองกา ที่ได้ไปร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพกษัตริย์ตองกา แบบนี้เราจึงมีนักเขียนอยู่ทั่วโลก หรือเรื่องที่คนไทยในต่างประเทศที่เขาคิดถึงบ้าน ก็เขียนมาลงในคอลัมน์ดำรงตอบจดหมาย แต่ปรากฏว่าช่วงสามปีที่ผ่านมาแทบไม่มีคนเขียนจดหมายมาเพื่อลงในคอลัมน์ดำรงตอบจดหมายเลย รวมถึงเรื่องและจดหมายที่เขียนจากคนในประเทศไทย หนังสือของเราที่เคยมีเรื่องของแม้แต่คนไทยที่ไปติดคุกในต่างประเทศเขียนมาร้องเรียน หรือเขียนเล่าว่าคุกในต่างประเทศเป็นอย่างไร ลักษณะแบบนี้ ช่วงหลังไม่มีเข้ามาเลย

    ...พอไม่มีเข้ามาก็เหนื่อย ไม่รู้จะไปหาเรื่องจากที่ไหนมา เพราะคู่สร้างคู่สมไม่มีนวนิยาย เราก็เลยขาดวัตถุดิบที่จะนำไปลง จากเดิมที่มีเป็นกระสอบ มีให้เราเลือกมากมาย แล้วถามว่าคนที่เคยเขียนเขาทำอะไร ก็พบว่าเขาไม่ประสงค์จะเขียน เขาใช้เวลาไปกับโทรศัพท์มือถือ ก็เลยไม่ซื้อนิตยสารคู่สร้างคู่สม

    ข้อเท็จจริงในรายละเอียดที่ผมกล่าวมา ก็ขอบอกกับเพื่อนที่ทำสื่อหนังสือไว้ด้วยว่ามันเป็นลักษณะแบบนี้ เชื่อหรือไม่ว่าในสำนักงานของผม คนที่รู้และเตรียมตัวก่อนคนอื่นในวันที่หยุดทำคู่สร้างคู่สม คือ แม่บ้านที่ทำความสะอาดออฟฟิศ เพราะที่สำนักงานพนักงานทำงานหลายอย่าง แม่บ้านพอทำความสะอาดเสร็จเขาก็มานั่งรับโทรศัพท์และฉีกจดหมาย เขาเห็นเลยว่าจดหมายส่งมาน้อย เพราะเขารู้ว่าผมจะต้องถามหาจดหมายเพื่อนำไปเขียน นำไปทำเป็นเรื่อง

    ที่สำคัญคนอ่านเขาผูกพันกับหนังสือ ผูกพันกับตัวผม บทความอะไรต่างๆ ในนิตยสารก็จะเป็นกันเองกับคนอ่าน เวลาคนอ่านมีอะไรขัดข้องหมองใจ อยากรู้อะไรก็จะโทรศัพท์มา เช่นเวลาคู่สร้างคู่สม พิมพ์ผิด ตรวจปรู๊ฟผิด เจ้าหน้าที่ก็ไม่ค่อยพูดไม่รายงาน แต่ไม่ต้องห่วงคนอ่านทางบ้านจะแฟกซ์มาบอก โทรศัพท์มาบอก แต่ระยะหลังแม่บ้านที่เขาต้องรับโทรศัพท์สำนักงาน เขาเห็นเลยว่ามันไม่มีโทรศัพท์มา ไม่มีจดหมายมา เขารู้ตัวเลยเขาปิดบัญชีธนาคารในกรุงเทพฯ หมดเพื่อเตรียมตัวกลับอีสาน เขาเห็นก่อนเลย เห็นก่อนสตาฟคนอื่นๆ ในสำนักงาน คือสตาฟคนอื่นๆ ก็พอรู้ เช่นบางเรื่องที่เอามาลง ผมก็จะบอกไปว่าน่าจะหาเรื่องอื่นมาลงแทน เขาก็จะบอกว่าคุณดำรงหาเรื่องไม่ได้จริงๆ ซึ่งก็คือสัญญาณบอกว่าคนเขาไม่ส่งเรื่องมาร่วมลงในนิตยสารกับเรา

    อดีตเจ้าของคู่สร้างคู่สม เล่าต่อไปว่า ก่อนหน้าจะยุติการทำอย่างเป็นทางการฉบับสุดท้ายเดือนธันวาคม ผมก็บอกล่วงหน้า 4 เดือนกับทีมงาน คือบอกตั้งแต่เดือนกันยายน โดยในช่วงสี่เดือนนี้เจ้าหน้าที่บางคนก็เริ่มออกไปหางานที่ใหม่ทำ ซึ่งเราไม่เคยว่าเลย บางคนได้งานแล้วจะไม่มาทำก็ได้ แต่ยังให้เงินเดือนอยู่ เช่นหากไปทำงานที่ใหม่ที่เป็นงานนิตยสารเหมือนกัน ผมสัญญากับเขาว่าก็จะให้เงินเดือนของคู่สร้างคู่สมอยู่และให้โบนัสอีกสองเดือน

    -คนในวงการสื่อที่เป็นมืออาชีพจริงๆ ต้องปรับตัวอย่างไรถึงจะอยู่รอด?

    อันนี้หมายถึงคนกลุ่มไหน คนทำสื่อหรือเจ้าของสื่อ

    -คนทำสื่อทั่วไป?

    ถ้าถามผมก็ต้องตอบแบบฟันธงเลยว่า ก็ต้องหาอาชีพเสริม เพราะอย่างนักข่าวหนังสือพิมพ์ หากหนังสือพิมพ์หยุดเขาก็ไม่มีงานทำ เพราะเมื่อคนไม่อ่านหนังสือ แต่การทำนายทุนเจ้าของก็ต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูง

    -แต่หากคนที่ทำเขาต้องการทำต่อ สู้ต่อไป?

    หากเขาอยากทำต่อ ผมคงแนะนำเขาไม่ได้ เพราะหากผมแนะนำได้ผมก็ต้องทำแล้ว แต่ผมแนะนำเขาไม่ได้ แต่ผมมองไปข้างหน้าว่ามันไม่เสถียร

    อย่างตอนทำคู่สร้างคู่สม บางเรื่องทีมงานลงทุนไปทำถึงที่อาร์เจนตินาซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครมี เช่นเรื่องหม่อมชลิตา ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา (อดีตพระชายาของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช หรือพระองค์พีระ “เจ้าดาราทอง” ที่มีชื่อเสียงด้านการแข่งรถในระดับโลก) ที่เป็นเรื่องน่าติดตาม สนุก ที่ยังมีชีวิตอยู่ ทีมงานลงทุนมาก ค่าเครื่องบินเราไปกันสามคนไปที่อาร์เจนตินา นั่งบิสิเนสคลาสไป ใช้ไปหนึ่งล้านบาทเพราะมันไกล แล้วนำเรื่องมาลงในคู่สร้างคู่สมได้ 10 ตอน ก็ปรากฏว่าเรื่องที่เราลงไปต่อเนื่อง 3-4 เดือน วันหนึ่งมีคนนำไปลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ เท่านั้นเองคนแตกตื่นกันเหลือเกิน บอกดีใจ อยากรู้จักพระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดชให้มากขึ้น

    “ผมเห็นก็บอกตัวเอง ตายแล้ว คู่สร้างคู่สมลงมาแล้วสามเดือน แต่คนอ่านไม่รู้เรื่องกันเลยว่ามีลงในนิตยสาร แต่แค่มีคนนำไปโพสต์ลงในเฟซบุ๊กไม่กี่สิบบรรทัดคนสนใจกันมากเลย ก็แสดงให้เห็นว่าแค่เฟซบุ๊กคนกดทีเดียวคนรู้กันหมด แต่หนังสือทำออกมาต่อเนื่อง 3 เดือนคนไม่เคยรู้ ผมก็คิดในใจ ยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผมต้องเร่งปิดอีก เพราะโอ้โห เราทำนิตยสารกันขนาดนี้แล้ว คนไม่รู้ แต่แค่คนเขียนโพสต์ลงเฟซบุ๊กไม่ถึงสิบบรรทัด คนตื่นเต้นกันมาก เราก็เลยเห็นว่าเราแพ้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างราบคาบ”

    แค่นี้ไม่พออย่างคอลัมน์ คู่สมกับราษี ที่เป็นคอลัมน์ยอดฮิตของคู่สร้างคู่สม ตอนยังไม่มีโซเชียลมีเดียคนก็ซื้ออ่าน พอตอนหลังมีโซเชียลมีเดีย คนก็ก๊อบแล้วเอาไปเผยแพร่ มันก็จบ แล้วจะมาซื้อคู่สร้างคู่สมทำไม เพราะบางคนซื้อเพื่อจะอ่านคอลัมน์ดวงอย่างเดียว

    คนที่ไปทำแบบนั้นผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ขาดสติ ขาดจริยธรรม จรรยาบรรณ ขาดมารยาท และมีแบบนี้หลายเรื่อง ไม่ใช่แค่คอลัมน์ดูดวง คือเอาของคู่สร้างคู่สมไปลงทั้งดุ้น ก็ทำให้เกิดความท้อแท้ มันไม่เป็นธรรม แล้วเราจะทำต่อไปทำไม

    -ประเมินว่าสื่อเช่นสิ่งพิมพ์จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน?

    อันนี้ไม่กล้าประเมิน ไม่กล้าจริงๆ แต่มันก็ต้องตอบคำเดียวว่า เราทำหนังสือมาเพื่อให้คนซื้อไปอ่าน ในเมื่อคนไม่อ่านหนังสือ เขาก็ไม่ซื้อ ก็ไม่รู้จะแก้ยังไง ต้องไปแก้ให้คนมาซื้อหนังสือ

    หลักสูตรเรียนนิเทศ-วารสาร

    ต้องรีบปรับ-รื้อใหม่

    "ดำรง" ที่อยู่ในวงการสื่อสารมวลชนมาหลายสิบปี ทั้งโทรทัศน์และนิตยสาร ให้ทัศนะว่า จากสภาพปัจจุบัน สถาบันการศึกษาที่สอนหลักสูตรด้านสื่อสารมวลชน ทั้งนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ ควรต้องทบทวนหลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบันได้แล้ว

    “แน่นอนที่สุดต้องปรับ การปรับมีสองอย่างคือ ปรับหลักสูตร กับปรับอาจารย์ผู้สอน แต่ปรับหลักสูตรง่ายกว่าปรับอาจารย์ เพราะอาจารย์ก็คืออาจารย์ เพราะในเมื่อเวลานี้มันชัดเจนเลยว่าคนมีโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว เขาก็ใช้โทรศัพท์ทำอะไรได้สารพัดอย่าง หลายคนไม่ได้เรียนวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์มา เขาก็ทำอะไรแล้วส่งเข้าไปในโซเชียลมีเดียจนประสบความสำเร็จ จะดีหรือไม่ดีไม่รู้ แต่เขาประสบความสำเร็จในเชิงคนดู ความนิยม"

    ...เขาเรียนรู้การตัดต่อถ่ายทำได้ง่ายเพราะเครื่องมือปัจจุบันทำให้ทำได้ง่าย สมัยก่อนเวลาจะถ่ายทอดสด โทรทัศน์ต้องส่งรถโอบีออกไป ใช้คนจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ และใช้กล้องหลายตัว ใช้ดาวเทียม แต่ปัจจุบันใช้แค่มือถือเครื่องเดียวก็ทำได้ โดยคุณภาพไม่ได้แตกต่างจากรถคันละ 20 ล้านบาท โดยมือถือแค่เครื่องละไม่กี่หมื่นบาทและทำทุกอย่างได้หมดเพียงคนเดียว โดยที่เขาอาจจบจากด้านอื่น ไม่ได้เรียนด้านนิเทศศาสตร์อะไรมาเลย

    “ถ้าหลักสูตรนิเทศศาสตร์ไม่เปลี่ยน อาจารย์ไม่ปรับตัวเอง บัณฑิตออกมาก็จะเป็นคนละโลก คือเป็นโลกเก่าสมัยไม่มีโซเชียลมีเดีย การเรียนการสอนจึงควรต้องมุ่งเน้นไปในทางให้ คนที่เรียนต้องลงพื้นที่ภาคสนาม ไปหาประสบการณ์ มากกว่าเรียนทฤษฎี”

    ...หลานผมเขาเรียนนิเทศศาสตร์มาหนึ่งปี แล้วเขาคงไปค้นพบอะไรมาว่า สิ่งที่เขาเรียนมากับโลกความเป็นจริงในเวลานี้ เขาบอกผมว่าเขาจะลาออก แต่จนกระทั่งตอนนี้หลังจากที่เขาบอก ผมก็ยังไม่เจอเขา ซึ่งผมก็ไม่ได้คัดค้านเพราะผมเข้าใจเขา เขาบอกว่าอยากหันไปเรียนอักษรศาสตร์

    ตั้งคำถามว่าตอนนี้ถือเป็นยุคที่ใครก็เป็นสื่อได้ ดำรง-พิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดัง ย้ำว่าถูกต้อง เป็นยุคที่ใครก็เป็นสื่อได้ เป็นผู้สื่อข่าวได้ ข่าวโทรทัศน์ตอนนี้ก็คือข่าวที่ชาวบ้านส่งไป คนทำข่าวก็ยิ่งง่ายสบาย โดยเฉพาะพวกข่าวแปลกๆ ที่ประชาชนส่งไป แล้วสถานีโทรทัศน์ก็นิยมนำไปออกอากาศทันที แล้วคนก็ชอบดูเพราะปัจจุบันการส่งไปมันสะดวก มีอะไรเกิดขึ้นก็ส่งไปสถานีได้ ทุกวันนี้โลกมันเปลี่ยน

    “ที่คนบอกว่าวิกฤติสื่อมันไม่จริง สื่อมีแต่ความก้าวหน้าเพราะเทคโนโลยี แต่มันเป็นวิกฤติของคนทำสื่อ นายดำรง พุฒตาล คนทำคู่สร้างคู่สมเจอวิกฤติ อันเนื่องมาจากความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี สื่อไม่ได้วิกฤติอะไรเลย”

    คุณคิดดู คนทำสื่อสมัยนี้ก็ไม่ต้องไปคอยง้อสถานีเหมือนอย่างรุ่นผม ไม่ต้องไปให้เงินใต้โต๊ะบนโต๊ะเพื่อให้ได้เวลาสำหรับออกอากาศ ซึ่งสมัยก่อนมันมีจริงมันเป็นจริง ตอนนี้เลยเป็นวิกฤติของเจ้าของสื่อ เช่นหน่วยราชการที่มีสถานีโทรทัศน์ของตัวเอง ตอนนี้เจอวิกฤติแล้วเพราะเมื่อคนไม่ดู เรตติงไม่ขึ้น คนก็ไม่อยากได้เวลา เขาก็ขาดผลประโยชน์

    ผมต้องขอย้ำ ต้องใช้คำว่าเป็นวิกฤติของคนทำสื่อและเจ้าของสื่อ ผมเป็นเจ้าของสื่อคู่สร้างคู่สม มีวิกฤติจึงต้องหยุด

    -แต่การที่ทุกคนเป็นเจ้าของสื่อได้ ก็อาจไม่ได้มีหลักเรื่องจรรยาบรรณ ความเป็นมืออาชีพด้านสื่อ?

    เมื่อโลกมันเปลี่ยน ใครๆ ก็เป็นสื่อได้ เขาเจออะไรก็ถ่ายมา แล้วก็พูดได้ว่าเขาเป็นสื่อสารมวลชน แล้วยิ่งหากส่งไปสถานี แล้วกอง บ.ก.ข่าวของสถานีไม่มีจริยธรรม จรรยาบรรณ ได้มาก็นำไปออกอากาศเลย ก็นี่แหละความวิปริตของวงการข่าว ดังนั้นนิเทศศาสตร์ก็คงต้องมาสอนมาเรียนกันหนักในเรื่องจริยธรรม จรรยาบรรณ เรื่องหลักกฎหมายว่าอะไรจะเป็นการละเมิดหรือไม่ละเมิด ผมว่าต้องมาสอนแบบนี้จะได้ไม่มีภาพอย่างเวลามีการฆ่ากันตาย แล้วให้คนดูเห็นภาพศพ เห็นภาพเลือด ซึ่งประเทศที่เจริญแล้วจะไม่มี อย่างในญี่ปุ่นจะไม่เห็นภาพคนยกศพเลย แม้จะมีคนตาย รถชนกันตาย แต่ของไทยเรากลับไปแข่งกันเพื่อเอาเรตติง

    -ในฐานะอยู่ในวงการโทรทัศน์มาหลายสิบปี มองคุณภาพของวงการโทรทัศน์ในยุคปัจจุบันอย่างไร?

    คุณภาพของวงการโทรทัศน์ด้านเทคโนโลยีดีขึ้นมาก แต่เนื้อหาไม่ค่อยแตกต่างจากอดีต ส่วนละคร ก็ยังไม่พัฒนามาก ส่วนข่าวผมว่าคาแรกเตอร์ของคนอ่านข่าวก็กลายเป็นวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็น คือถ้าในมืออาชีพข่าวแล้ว มันเป็นเรื่องที่คุณเพียงแต่จะบอกว่าใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อใด ไม่ใช่เรื่องวิพากษ์วิจารณ์แสดงความเห็น แล้วบางทีความคิดเห็นก็ไม่เข้าท่าด้วย แล้วนักข่าว คนอ่านข่าว ไม่ใช่หน้าที่ของคุณที่จะมานั่งสั่งสอนคนดู

    ปัจจุบันเปิดรายการมาต้องพูดคุยหยอกล้อกันก่อนในเรื่องส่วนตัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมก็ถนัดที่จะทำ แต่ไม่ใช่เวลาอ่านข่าว อันนี้เป็นทัศนะผม เพราะการอ่านข่าวต้องเป็นเรื่องจริงจัง ภาษาต้องดี เพราะไม่ใช่จัดรายการเกมโชว์ ผมว่าคนที่จะมาอ่านข่าวได้ต้องไม่ใช่ธรรมดา ต้องเป็นคนที่ตกผลึกทางด้านความคิดและข่าวสาร คือถ้าเห็นใครในข่าวจะต้องรู้เลยว่าคนนั้นคือใคร ต้องมีพื้นฐานด้านข่าวพอสมควร ไม่ใช่ว่าใครได้สัมปทานมาก็เอาลูกหลานมาทำ บางทียังพูดเสียงยังไม่ดีพอ ไม่ควรให้มาอ่านข่าว แต่ก็ไม่มีปัญหาตอนนี้มีให้เลือกเยอะ เราก็กดไม่ดูไป.

    ล้อมกรอบ หน้า 5 เต็มหน้า

    'ดำรง' ในวันที่ไม่ได้ทำ

    คู่สร้างคู่สม

    แม้นิตยสารคู่สร้างคู่สมจะอำลาแผงหนังสือไปแล้ว แต่ ดำรง-อดีตเจ้าของคู่สร้างคู่สม กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่าตลอด 38 ปีของหนังสือคู่สร้างคู่สม มั่นใจว่าได้ทำประโยชน์ให้กับสังคมไว้มากพอสมควร

    ...ยกตัวอย่างมูลนิธิเมาไม่ขับ เป็นมูลนิธิที่มีชื่อเสียงมาก ทำประโยชน์ให้กับสังคมมาก ผมรู้ดี เพราะผมเป็นผู้ก่อตั้ง ผมเป็นประธานมูลนิธิแห่งนี้และยังเป็นอยู่ แต่หากผมไม่มีนิตยสารคู่สร้างคู่สม ตอนที่ผมร่วมก่อตั้งกับ นพ.แท้จริง ศิริพานิช มูลนิธิคู่สร้างคู่สมก็จะไม่เป็นแบบปัจจุบัน เพราะคนจะไม่สนใจไม่รู้จัก เพราะตอนแรกเราเริ่มต้นจากการเป็นชมรมเมาไม่ขับ เริ่มต้นทำกันแค่ 2-3 คน อีกคนก็คุณสมพร เวชพาณิชย์, ดำรง พุฒตาล, หมอแท้จริง ศิริพานิช เราสามคนไปคุยกับใครคนก็ขำกัน อะไรกันเมาไม่ขับ แต่เราได้ใช้นิตยสารคู่สร้างคู่สมลงเรื่องความเดือดร้อนของคนที่สูญเสียคนในครอบครัว ห รือพิการ หมดอนาคต เพราะคนเมาขับรถมาชนเขา ก็นำเรื่องมาลงในคู่สร้างคู่สมอยู่เรื่อยๆ

    เราพยายามให้ความรู้เรื่องเมาต้องไม่ขับ หรือเรื่องกฎหมายการจราจรทางบกกับการเอาผิดคนที่เมาแล้วขับ 38 ปี เราลงเรื่องแบบนี้ต่อเนื่อง ถ้ามาจ้างให้คู่สร้างคู่สมลงก็เป็นเงินหลายสิบล้านบาท แต่คู่สร้างคู่สมทำด้วยใจ

    หรือมูลนิธิรามาธิบดีที่ผมเป็นกรรมการอยู่ร่วม 30 ปี เราก็ใช้หนังสือคู่สร้างคู่สมชวนผู้อ่านให้บริจาค รวมถึงคนไทยในต่างแดนเพราะเขาชอบทำบุญ เราก็บอกว่าทำบุญผ่านมูลนิธิรามาธิบดีเป็นการช่วยชีวิตคน ต่อชีวิตคน เวลามูลนิธิจะทำของออกมาขายเพื่อหาเงินเข้ามูลนิธิ เช่น ทำเสื้อขาย ผมก็มาลงโฆษณาในหนังสือ ถ่ายเป็นนายแบบให้ด้วย

    ดำรง บอกว่าแม้วันนี้คู่สร้างคู่สมจะไม่มีอีกแล้ว แต่ความทรงจำความประทับใจตลอดช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมาก็มีหลายเรื่อง โดยเฉพาะการได้เพื่อนคนไทย เพราะคนไทยเขารู้จักเจ้าของ เวลาไปไหนมาไหน ไม่ใช่ว่ามาทักแล้วภูมิใจ อย่างเวลาผมไปต่างประเทศ ก็จะมีคนไทยในต่างประเทศมาช่วยเหลือ มาคอยดูแลเช่นมาชวนไปพักที่บ้าน บอกไม่ต้องไปพักโรงแรม คอยให้ความสะดวกช่วยเหลือ เป็นเรื่องที่เกินจะบรรยาย

    ที่ผ่านมาก็เหนื่อยมาก ต่อจากนี้ผมจะไม่ทำอะไร ทั้งเฟซบุ๊กเพจอะไรต่างๆ หากจะมีใครในคู่สร้างคู่สมไปทำอะไรก็เรื่องของเขา แต่ผมจะไม่ไปมีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากจะช่วยคอยดู ให้ข้อคิดเห็น ท้วงติง แต่จะไม่ใช่ผมเข้าไปทำ จะทำก็ทำไปแต่อย่าให้มาเดือดร้อนผม ผมถึงประกาศผ่านสื่อว่าผมจะไม่ทำอะไรแล้ว ผมไม่ทำอะไรแล้วจริงๆ จะอี-บุ๊กอะไรต่างๆ ก็ไม่ทำ โทรทัศน์หากจะไปออกก็ไม่ใช่ในฐานะผู้จัด แต่ไปคุยไปเล่าอะไรเป็นครั้งคราว

    เรื่องโซเชียลมีเดียคือผมก็จะไม่รู้จะเข้าไปทำเพื่ออะไร เพราะหากเข้าไปก็คือผมก็ต้องไปทำงานอีก ผมไม่ต้องการทำอะไรเลย ใครจะมาเสนออะไรผมบอกเลยผมไม่เอาแล้ว ชีวิตจากนี้ก็คือหยุดพักผ่อน จะหยุดเสียที ผมอยากจะไปใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาเขา ที่ผ่านมาเราเหมือนเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ ไม่เหมือนธรรมดา

    สำหรับคนที่ยังทำนิตยสารอยู่ โดยจะต้องดิ้นรนกันอย่างหนักเพื่อให้อยู่รอด ก็มีแง่คิดจาก ดำรง ถึงการที่คู่สร้างคู่สมอยู่ในวงการมาได้ยาวนานว่า สาเหตุที่นิตยสารคู่สร้างคู่สมอยู่มาได้ร่วม 38 ปี ก็เพราะเราเดาใจคนอ่านได้ว่าเขาชอบอะไร เราก็นำเสนอในสิ่งที่เขาชอบ ผนวกกับผมชอบอะไร ก็นำเสนอไป แล้วสิ่งนั้นตรงใจคนอ่าน รวมถึงอีกหลายสาเหตุที่ทำให้นิตยสารอยู่มาได้ยาวนานเช่น คู่สร้างคู่สมจะออกตรงเวลาตลอด ไม่เคยออกผิดเวลาเลย ยกเว้นเช่นเหตุอุทกภัยน้ำท่วม อีกทั้งคู่สร้างคู่สมเราขายราคาถูกมาก เป็นหนังสือเล่มเดียวที่นานๆ จะมีคนบอกว่าขายอยู่ได้อย่างไร 30 บาท ขอให้ขึ้นเป็น 50 บาทไปเลย ผมว่าไม่มีหนังสือเล่มไหนหรอกที่คนอ่านมาบอกให้คนทำขึ้นราคา แต่ของเรามีแบบนั้น

    “ผมอยากขอบคุณแผงหนังสือทั่วประเทศ เอเยนต์หนังสือที่มีอยู่ทุกจังหวัด จังหวัดละสามแห่ง ขอบคุณสายส่งหนังสือ แผงหนังสือทั่วประเทศ รวมถึงโรงพิมพ์กรุงเทพ สปอนเซอร์ที่เคยลงโฆษณาในคู่สร้างคู่สม ทั้งหมดเป็นองคาพยพที่ทำให้คู่สร้างคู่สมจากต้นฉบับไปสู่การเป็นหนังสือคู่สร้างคู่สม ส่งไปถึงมือผู้อ่าน ที่สำคัญคือผู้อ่าน ผู้มีอุปการคุณ ผมถือว่าเป็นมิตร เป็นญาติ เป็นเพื่อนฝูง ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ขอบคุณไว้อย่างสูง” ดำรงกล่าวปิดท้ายในห้องทำงานของกอง บ.ก.คู่สร้างคู่สมที่กลายเป็นอดีตไปแล้ว.

    ................

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น