บิ๊กตู่ปรามขัดแย้งไม่มีเลือกตั้ง

  • Monday, January 1, 2018 - 00:00


    นายกฯ เป็นคนตลก! เริ่มปี 2561 ประกาศถ้ายังมีความขัดแย้งสูงจะเลือกตั้งได้หรือเปล่าไม่รู้ ขุดอดีต 2 พรรคใหญ่ตีกันจบไม่ลง เหน็บทุกคนเกิดมาอยากตายไปกับประชาธิปไตย กับพรรคนี้พรรคนั้น แล้วจะไปกลัวอะไร ไฟเขียวกองหนุนตั้งพรรคแต่จะรับหรือเปล่ายังไม่ตัดสินใจ "มาร์ค" ไล่ คสช.ทบทวนตัวเอง ปีสุดท้ายคืนความสุขประชาชนสำเร็จหรือไม่ ถ้าไม่ต้องรับผิดชอบ "เสี่ยหนู" ยอมรับห่างอำนาจ 4 ปีเส้นสายจางลงหมดแล้ว

    ช่วงวันสิ้นปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พูดถึงสิ่งที่อยากได้ในปี 2561 ว่าไม่อยากได้ความไม่สงบสุข ไม่อยากได้ความขัดแย้ง ในวันข้างหน้าเมื่อไม่เป็นนายกรัฐมนตรีก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง อย่าไปคิดว่าจะเป็นอย่างอื่น หมดหน้าที่ก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง

    "ผมก็อยากได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ผมอยากได้นักการเมืองที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของประเทศ เดินหน้าวางแผนการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้กว้างๆ ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติรายละเอียดไม่ได้มีการบังคับอะไรกับใคร มีแต่หัวข้อว่าทำอะไรก็เพียงขอให้อยู่ในกรอบและขอให้ทำให้คนไทยทุกคนมีความสุข พ้นจากความยากจนในทุกๆ ด้าน ทั้งจนความรู้ จนที่ดิน"

    นายกฯ กล่าวว่าปีหน้ามีเรื่องต้องทำอีกมาก เพราะถ้าเรายังทำแบบเดิมเราก็จะเป็นแบบเดิม คือการเอาเงินลงไปให้ ซึ่งเป็นมาตรการบรรเทาเพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่ยั่งยืน ถ้าจะให้ยั่งยืนต้องทำแบบที่ทำ ต้องมีการกำหนดเป้าหมายทิศทางในแต่ละกลุ่ม เพราะความต้องการของแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน และต้องไม่เป็นการผูกขาด ประชาชนต้องได้รับประโยชน์ที่ดีขึ้น ก็เป็นการคาดหวังของตน

    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สิ่งที่คาดหวังคือ 1.การลดความยากจน ลดความเดือดร้อน 2.การเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่ไม่มีความขัดแย้งอีกต่อไป

    "ซึ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นไม่ได้ ผมประกาศไว้เลย สถานการณ์ถ้ายังมีความขัดแย้งสูง การเลือกตั้งได้หรือเปล่าผมไม่รู้ เพราะฉะนั้นอย่าทำให้มันเกิดขึ้น ผมไม่ได้เป็นคนทำ เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้มีการเลือกตั้งก็ขอให้มีความสงบสุขเรียบร้อย ถ้าไม่สงบแล้วถ้าเลือกตั้งไปแล้วยังมีการตีกันอยู่ ผมก็รับผิดชอบไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เพียงแต่พูดปรามไว้สำหรับคนที่จะสร้างความวุ่นวาย ประชาชนเองก็ต้องดู ถ้าใครทำตัวแบบนี้ก็อย่าไปยุ่งหรือสนับสนุน ไม่เช่นนั้นก็จะผิดกันไปหมด ขอร้องอย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน มีเส้นทางไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยก็ไป"

    นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ทุกฝ่ายชื่นชมประเทศไทยว่ามีเสถียรภาพดี มีความสงบเรียบร้อย ไม่มีความขัดแย้ง เรื่องการเมืองก็เป็นเรื่องของการเมือง ขอร้องว่าอย่าเอาการเมืองมาเป็นทุกอย่างของประเทศไทย เพราะถ้าทำเช่นนั้นก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ไม่มีเลิก เพราะทุกคนก็คาดหวังว่าจะเข้าสู่การเมือง ส่วนจะตีกันต่อไปอย่างไร ตนก็ไม่สามารถตอบได้ วันข้างหน้าอีกพรรคหนึ่งได้ อีกพรรคจะยอมรับได้หรือไม่ตนก็ไม่รู้ ตอบไม่ได้ เพราะปัญหาเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

    "จำได้หรือไม่ว่าที่ผ่านมาเคยเกิดเรื่องมาแล้วจาก 2 พรรคใหญ่ แล้วอนาคตข้างหน้าจะแก้ปัญหาอย่างไร ยังไม่มีใครบอกผมเลย แต่ทุกวันนี้กลับมาตีผม ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจ วันนี้ท่านต้องแสดงออกว่าท่านจะไม่ทำหรือสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นมาอีก ขอร้องว่าอย่าพูดอย่างเดียว ขอให้ทำด้วย แล้วประชาชนก็ต้องไปดู ไม่ใช่ว่ากลายมารุมตีผม ผมยังไม่รู้ว่ามาตีผมเรื่องอะไร ผมก็พูดกับทุกคน"

    ผู้สื่อข่าวถามว่าอาจเป็นเพราะคำสั่งในมาตรา 44 เกี่ยวกับเรื่องระยะเวลา 30 วันในการรับรองการเป็นสมาชิกพรรค พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันไม่ได้สลายความเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง คนที่เป็นสมาชิกพรรคอยู่ก็สามารถมาลงใหม่ได้ หากบอกว่ามีข้อแม้เรื่องระยะเวลา ก็ขอชี้แจงว่าระยะเวลาที่กำหนดให้เวลา 30 วัน ที่อย่างน้อยต้องมีสมาชิกพรรค 500 คน ทุกคนก็มาลงสมัครได้ แล้วที่เหลือจะไปกลัวอะไร ทุกคนก็สามารถมาลงสมัครเป็นสมาชิกได้ตลอด 4 ปีไม่ใช่หรือ

    แล้วจะไปกลัวอะไร

    "ถ้าคิดว่าสมาชิกเหล่านั้นยังอยู่กับคุณจริงๆ ก็ต้องมั่นใจว่าเขาจะอยู่กับคุณ แล้วที่ออกมาประกาศว่าทุกคนเกิดมาอยากตายไปกับประชาธิปไตย กับพรรคนี้พรรคนั้น แล้วจะไปกลัวอะไร”

    ซักว่าอาจเป็นเพราะกลัวว่าในช่วงที่มีช่องว่างนี้ สมาชิกพรรคเดิมจะย้ายไปอยู่พรรคใหม่ นายกฯตอบว่าเป็นเพราะตัวเองที่อุดมการณ์สู้เขาไม่ได้หรือเปล่า ที่บอกว่าตัวเองดีกว่า มีคนมาอยู่มากกว่า สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ ถ้าดีจริงสมาชิกพรรคเหล่านั้นก็ต้องอยู่ แล้ววันนี้สิ่งสำคัญไม่ได้ต้องการไปรีเซตอะไร แต่ต้องการให้เกิดความชัดเจนขึ้นว่า คำว่าสมาชิกพรรคเป็นอย่างไร แม้ว่ากฎหมายฉบับใหญ่จะมีผลบังคับใช้แล้ว และตนก็ไม่ได้ไปละเมิดหรือล้มกฎหมาย และไม่ต้องการไปแก้ไข พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะเขาต้องการหวังผลระยะยาว

    เขาระบุว่า เราต้องหาวิธีการปฏิบัติเพื่อเดินไปสู่ตรงจุดที่ไม่มีปัญหาให้ได้ ระหว่างนี้เมื่อกฎหมายยังมีปัญหา ก็ต้องมาดูว่าระยะนี้ทำแบบนี้ได้หรือไม่ แกะออกมาให้ได้ว่าคนที่จะเป็นสมาชิกพรรคก็ให้ยืนยัน มีการลงชื่อและมีหลักฐานให้เห็น เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้องไม่มีหลักฐานชัดเจนเพราะอยู่ที่พรรคทั้งหมด เพราะเราไม่ได้ให้เขาเก็บเงินจากสมาชิกพรรค รัฐบาลเป็นคนเก็บให้โดยการหักภาษี เมื่อคนถูกหักภาษียังไม่กาเลยว่าสนับสนุนพรรคไหน ดังนั้นต้องมีการเคลียร์เพื่อให้เกิดความชัดเจน เพียงแค่นี้มันมีปัญหาอะไร

    ผู้สื่อข่าวถามว่า การออกคำสั่งครั้งนี้มีการมองว่า พล.อ.ประยุทธ์กำลังรวบรวมกอบโกยนักการเมืองเพื่อตั้งพรรคการเมืองหรือพรรคทหาร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า "พรรคทหาร พรรคอะไร เรื่องนี้สื่อต้องให้ความเป็นธรรมกับผมด้วย สมมติจะใครก็ตามไปรวบรวมคนแล้วตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา แล้วลงเลือกตั้ง ถ้าประชาชนไม่เห็นดีเห็นงาม เขาจะเลือกเข้ามาหรือ ถ้าคนห่วยๆ เขาจะเลือกไหม ผมถึงบอกว่าดูนักการเมืองใหม่บ้าง คนเก่าถ้ามันดีอยู่พรรคไหนก็เลือกเข้าไป แต่ถ้าคนใหม่ดีกว่าก็เลือกคนใหม่ก็จบ ทำไมต้องมานั่งคอยระวังผม คนนั้นคนนี้ ไม่ดูว่าคนเหล่านั้นทำประโยชน์อะไรหรือไม่ ดีกว่า อาจจะมีทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่หรือไม่ ไม่เช่นนั้นก็จะเหมือนเดิม ผมพูดกับทุกพรรคการเมืองว่าไปหาคนใหม่ที่สังคมยอมรับมา สังคมก็ยอมรับได้ ถ้าเป็นคนดี แต่ถ้าอยู่แบบเดิมๆ ก็ตีกันเหมือนเดิม"

    ผมตั้งได้หรือ

    เมื่อถามว่าสรุปแล้วจะตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า "ผมจะตั้งทำไม ผมตั้งได้หรือ"

    ถามต่อว่า แล้ววันนี้มีคนตั้งพรรคเพื่อสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า "ก็เห็นมีหลายคนประกาศสนับสนุนผม ก็ตั้งไปสิ แต่ผมจะรับหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย เรื่องนี้เขาต้องถามผม วันนี้เขายังไม่ได้ตั้ง และยังไม่เข้าสู่วันเลือกตั้ง ก็ยังไม่มีใครมาถามผม ก็ได้แต่พูดกันไป แล้วผมจะรับหรือเปล่าผมก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ สถานการณ์เป็นตัวกำหนดทุกอย่างนะอย่าลืม ผมไม่ได้หมายความว่าคนอื่นเขาทำไม่ได้ แต่ทั้งหมดก็อยู่ที่ประชาชนจะร่วมมือกับใคร คนที่เขาร่วมมืออยู่แล้ว ผมจะเข้าไปได้อย่างไร

    วันนี้ผมไม่ได้ลงเลือกตั้งเองนี่ มากลัวผมอยู่นั่น ว่าผมจะเข้าไปเป็นนายกฯ คนนอก แล้วไอ้คนในต้องหาให้เจอก่อน คนนอกอาจจะไม่ใช่ผมก็ได้ มันมีตั้งหลายคน เขาอาจจะหาคนอื่นเข้ามาก็ได้ ทำไมต้องมากลัวผม วันนี้ผมไม่ได้ทำงานเพื่อการเมืองในวันข้างหน้า ผมทำงานเพื่อประชาชนให้มีความรัก ความสามัคคี ลงพื้นที่ก็ไปพูดคุย เพื่อต้องการให้เขาคลายเครียดคลายความกังวลและมั่นใจ อีกทั้งผมก็คลายเครียดตัวเองลงด้วย ได้หัวเราะ ได้พูดคุยและได้ทำอะไรตลกๆ ออกมา ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ผมก็ไม่ตลกเท่าไหร่ พอตลกไปก็เป็นเรื่องจริงไปหมด ความจริงผมเป็นคนอารมณ์ดี ตลก ผมพูดตลกเก่งนะ"

    ผู้สื่อข่าวถามว่า ปีใหม่นี้ไปเที่ยวที่ไหนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่าไม่ได้ไปไหน อาจตีกอล์ฟใกล้ๆ แถวนี้ แต่ไม่ไปต่างจังหวัดแล้ว ปีใหม่หรือวันสำคัญๆ เราต้องตั้งสติให้ดี ยึดมั่น ภาวนาให้บ้านเมืองสงบสุข ตนทำเช่นนี้มาทุกปี ตนไม่เคยไปไหนมาหลายสิบปีแล้วตั้งแต่เป็นแม่ทัพ เพราะสถานการณ์ก็เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 ก็ไม่ได้ไปไหน ไปห้างก็ไปเพียงเปิดงานและจากนั้นก็ไม่เคยไปไหนอีกเลย ครอบครัวก็ไม่เคยไปไหนด้วยกัน เพียงแต่อยู่บ้านด้วยกัน กลายเป็นว่าเวลาส่วนตัวหายไป เพราะถ้าไปไหนก็อาจเป็นปัญหา พอเจอกับใครก็มีปัญหา หรือไปไหน รปภ.ก็ต้องไปดูแล ตนไม่อยากรบกวนอยากให้เขาได้กลับบ้าน อย่างมากก็แค่ไปเล่นกีฬา กินข้าวกับครอบครัวเงียบๆ เล็กๆ หรือไปกับเพื่อนๆ บ้าง แต่ไม่ไปในที่สาธารณะ ชีวิตตนมีแค่นี้ ที่เหลือก็คิดเรื่องงาน โดยเฉพาะในปีหน้ามีงานให้คิดและทำอีกมาก โดยเฉพาะเรื่องของความยากจน

    ไล่ คสช.ทบทวนตัวเอง

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในปี 2561 ว่า ถือเป็นปีสุดท้ายตามโรดแมปของ คสช.ที่กำหนดว่าจะมีการเลือกตั้งปลายปี 2561 รัฐบาล คสช.ต้องพ้นไป เว้นแต่จะมีการคว่ำกฎหมาย

    "ผมอยากให้ คสช.ทบทวนตัวเอง โดยย้อนกลับไปวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ว่า คสช.บอกคนไทยว่าจะเข้ามาทำอะไรบ้าง และจะสร้างระบบของบ้านเมืองที่ปฏิรูปให้มีความยั่งยืนอย่างไร จะคืนความสุขให้ประชาชนโดยขอเวลาอีกไม่นาน เมื่อถึงปีสุดท้ายแล้วก็ขอให้ทำตามสิ่งที่เคยบอกกับประชาชนให้สำเร็จ"

    หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ต้องทบทวนอย่างตรงไปตรงมาว่าการปฏิรูปคืบหน้าไปถึงไหน อะไรที่จะทำให้ประชาชนเห็นวิสัยทัศน์ว่าบ้านเมืองจะเดินไปอย่างไร ถ้าทำได้ในปี 2561 จะเป็นปีสุดท้ายที่ คสช.พูดได้ว่าปฏิบัติภารกิจลุล่วงให้คนไทยทั้งประเทศ แต่ถ้าไม่รีบทบทวนปีสุดท้ายของ คสช.ก็จะจบลงด้วยการที่ประเทศสูญเสียโอกาสไปเป็นเวลา 4 ปี

    "ดังนั้นจึงอยู่ที่ คสช.จะเลือกว่าจะให้ประวัติศาสตร์จารึกผลงาน คสช.อย่างไร ถ้าทำไม่สำเร็จ คสช.ก็ต้องรับผิดชอบ"

    เขาบอกว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่มีความกังวลใดๆ แต่อยากให้ประเทศเดินหน้าด้วยการปฏิรูปและบริหารโดยยึดหลักธรรมาภิบาล อย่าหยิบขึ้นมาเป็นเพียงแค่วาทกรรม ต้องเป็นรูปธรรม เพราะคนไทยอยากเห็นการกลับคืนสู่ภาวะปกติที่ไม่ย้อนกลับไปสู่ปัญหาเดิมๆ ที่มีการใช้อำนาจไม่ถูกต้องและไม่ชอบธรรม ส่วนจะมีการเลือกตั้งในปี 2561 หรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ คสช.ประกาศไว้เอง หากไม่เป็นไปตามนั้น คสช.ก็ต้องรับผิดชอบ

    "ผมมีความหวังเสมอว่า คสช.จะทบทวนสิ่งต่างๆ และพูดด้วยความหวังดี เพราะทางเลือกของ คสช.จะเป็นตัวกำหนดว่าประวัติศาสตร์จะจารึก คสช.อย่างไร ในปี 2557 น้อยคนจะคิดว่าบ้านเมืองจะตกอยู่ในภาวะไม่ปกติยาวนานขนาดนี้ แต่สังคมไทยให้โอกาสตลอดทั้งที่ปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงมาก แต่ประชาชนอดทนและให้โอกาสเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และเห็นแก่ที่นายกฯ บอกจะปฏิรูป"

    นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าอย่าให้สิ่งที่ประชาชนอดทนและให้โอกาสสูญเปล่า เพราะจะย้อนกลับมาเป็นปฏิกิริยาที่ไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น ผู้มีอำนาจต้องคิดถึงประเทศในระยะยาว ทำในสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่ดีให้กับสังคมแล้วทุกอย่างจะเดินหน้าได้ ความนิยมมีขึ้นมีลงเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ความได้เปรียบเสียเปรียบ การช่วงชิงอำนาจต่อรองสืบทอดหรือไม่อย่างไร ทุกยุคทุกสมัยมีคนคิด แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ยั่งยืน ไม่ตอบโจทย์ประเทศ จะตอบโจทย์ได้ต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม หลักธรรมาภิบาล

    3 ปีไม่มีอะไร

    หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังกล่าวถึงผลงานปฏิรูปของ คสช.ตลอดกว่า 3 ปีที่ผ่านมาว่า จนถึงวันนี้คนไทยยังไม่ทราบว่าหลักการปฏิรูปของ คสช.คืออะไร ถ้าจะทำให้สำเร็จต้องมีความชัดเจนก่อน เพราะถ้าจะปฏิรูปต้องลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน สร้างการมีส่วนร่วม แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีส่วนไหนเดินหน้าในลักษณะดังกล่าว ดังนั้นปีสุดท้ายนี้ คสช.ต้องทำให้ชัดเจนเรื่องหลักการปฏิรูปและดึงประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อบีบบังคับพรรคการเมืองว่าต้องปฏิรูปต่อเนื่อง

    นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า หากสถานการณ์ยังไม่นิ่งการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561 ก็อาจจะไม่เกิดขึ้นว่า ตนไม่ทราบว่าที่นายกฯ พูดเช่นนั้นเพราะอะไร แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีสถานการณ์อะไรแน่นอน หรือเหนือความคาดหมายจากที่ได้ติดตาม ก่อนหน้านี้ที่เห็นได้ชัดเจนคือ โรดแมปในการเดินหน้าเลือกตั้งยังคงไม่นิ่งตามที่เคยประกาศไว้ว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561 ซึ่งความไม่นิ่งนั้นก็ยืนยันว่าเป็นความไม่นิ่งจากแม่น้ำสายต่างๆ โดยที่สังคมสามารถรับรู้ความไม่นิ่งนี้ได้อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแสดงสัญญาณของการแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการใช้มาตรา 44 เพื่อแก้กฎหมาย

    อีกทั้งยังมีสัญญาณว่าอาจจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งก็เป็นปัญหาว่า หากการเลือกตั้งท้องถิ่นต้องจัดก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ก็ต้องมีเรื่องของการแก้กฎหมาย เรื่องระยะเวลาในการดำเนินการเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

    เขาบอกว่าคำพูดของบุคคลสำคัญต่างๆ ในรัฐบาลขณะนี้เริ่มเป็นการส่งสัญญาณสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่ายังไม่สามารถรับประกันได้ 100% เรื่องของโรดแมปการเลือกตั้ง เพราะไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นอะไรในอนาคตหรือไม่ จนกระทั่งล่าสุดยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรีออกมาระบุเช่นนั้น แต่ก็คงไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมายและความเข้าใจของสังคมในขณะนี้ ว่าโรดแมปการเลือกตั้งในประเทศไทยที่แม้จะมีการประกาศไว้ชัดเจน โดย พล.อ.ประยุทธ์เองก็เคยประกาศไว้ที่ต่างประเทศกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และยังกลับมายืนยันในประเทศไทยอีกว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561 แต่มาถึงปีใหม่นี้พอจะเริ่มต้นปี 2561 สถานการณ์ก็ยังคงไม่นิ่งเต็ม 100% ด้วยสัญญาณต่างๆ จาก คสช.และแม่น้ำสายต่างๆ ที่สะท้อนออกมาอย่างเห็นได้ชัด

    เส้นสายจางหมดแล้ว

    ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เชื่อว่าทุกอย่างคงเดินหน้าตามโรดแมปของคสช. ส่วนการเลือกตั้งครั้งหน้าทุกพรรคทุกคนเท่ากัน ไม่มีใครได้เปรียยเสียเปรียบ เพราะไม่มีใครเคยห่างจากการบริหารราชการแผ่นดิน 4-5 ปีแบบนี้ ซึ่งอำนาจเส้นสายต่างๆ จางลงหมดแล้ว ดังนั้นไม่ว่าผลการเลือกตั้งครั้งหน้าจะออกมาอย่างไร ทุกคนต้องยอมรับ

    หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเผยว่า พรรครอด้วยใจจดจ่อว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ ส่วนตัวเชื่อว่าจากปีใหม่เป็นต้นไปอย่างช้าไม่เกิน 18 เดือนการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้น ซึ่งพรรคมีความพร้อมอยู่เสมอ ส่วนรัฐธรรมนูญใหม่และกฎหมายต่างๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนั้น เห็นว่าถ้าเราปฏิบัติตามกฎหมายก็ไม่มีอะไรต้องกังวล ตนมองทุกอย่างเป็นบวกว่าประเทศกำลังกดรีเซตใหม่ เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าอย่างราบรื่น

    เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรถึง คสช.ในการบริหารประเทศปี 61 นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องฝากเพราะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่ก็ขอเอาใจช่วยให้จัดการเลือกตั้งได้ในเวลาที่สมควร ขณะที่การบริหารประเทศของ คสช.ช่วงที่ผ่านมาถือว่าไม่เลวร้าย หากย้อนไปช่วงก่อนเกิดรัฐประหารต้องยอมรับว่าบ้านเมืองมีแต่ความไม่สงบ ทั้งนี้ หลังการเลือกตั้งตนเชื่อว่าประเทศจะไม่กลับไปวุ่นวายอีก เพราะทุกอย่างถูกรีเซตแล้ว

    นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลในช่วงปีที่ผ่านมาว่า รัฐบาลสอบตกในทุกประเด็น เริ่มตั้งแต่การปฏิรูปที่ตอนแรกพูดชัดจะปฏิรูประบบราชการก่อน แต่วันนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ข้าราชการยังห่างไกลประชาชนอยู่ และเหมือนจะมากขึ้นด้วยซ้ำ รวมถึงการปราบปรามการคอร์รัปชัน ประเด็นที่เกิดขึ้นมาช่วงปีนี้ล้วนมีคนใกล้ชิดนายกฯ เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่หน่วยงานตรวจสอบก็ไม่สามารถทำอะไรออกมาให้เป็นที่จับต้องได้

    เขากล่าวว่า เรื่องที่ชี้แจงออกมาล้วนแต่มีข้อกังขาประชาชนที่ยังไม่ได้รับความชัดเจน เรื่องปากท้องประชาชนมีปัญหา เกษตรกรร้องเรียนให้นายกฯ ช่วยเหลือ ที่อ้างจีดีพีสูงขึ้นมันไปรวมอยู่ที่กลุ่มทุน ไม่ถึงประชาชน ไม่เช่นนั้นประชาชนคงไม่มีหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว เรื่องการต่างประเทศแม้จะมีต่างชาติบอกว่ายินดีฟื้นความสัมพันธ์ แต่ก็มีเงื่อนไขว่าประเทศไทยต้องเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย ประชาชนต้องมีสิทธิเสรีภาพในการใช้ชีวิต แสดงว่าวันนี้เขายังไม่ฟื้นความสัมพันธ์กับเราเต็มร้อย รัฐบาลไม่ควรดีใจออกนอกหน้า

    "ความล้มเหลวที่เห็นได้ชัดคือ การคืนประชาธิปไตยให้ประชาชน การที่รัฐบาลบอกจะคลายล็อกพรรคการเมืองเป็นขั้นๆ แล้วนำไปสู่การเลือกตั้งนั้นไม่มีเหตุผล ถ้าจะเปิดให้มีการเลือกตั้งก็ควรปลดล็อกให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรม ไม่ใช่มากั๊กๆ อยู่เช่นนี้"

    นายวรชัยกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์พูดชัดว่าจะไม่สืบทอดอำนาจ แต่มาวันนี้การกระทำชัดเจนว่าต้องการสืบทอดอำนาจ เพราะจากเดิมรัฐบาลใช้ทหารเป็นฐาน ตอนนี้เริ่มขยับไปสู่กลุ่มการเมือง เห็นภาพ พล.อ.ประยุทธ์ไปยืนคู่กับนักการเมืองหลายที่ ทั้งที่สุโขทัย นครปฐม และการลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ก็เป็นเหมือนการหาเสียงไปในตัว แต่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนคะแนน พล.อ.ประยุทธ์ตกลงมาจากเดิมเรื่อยๆ สะท้อนว่าคนเขาไม่เอาแล้ว

    "ไม่เหมือนรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ที่สมัยที่สองมีเสียงตอบรับดีกว่าสมัยแรก ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ควรรีบจัดการเลือกตั้ง คืนอำนาจให้ประชาชนได้เลือกคนที่เขาเชื่อใจมาบริหารประเทศ" แกนนำเสื้อแดงอ้าง.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น