รากเหง้า 'แผ่นดินพันธกิจ'

  • Wednesday, January 3, 2018 - 00:00


    กลับสู่โหมดโหด-ฮา "ชีวิตจริง ปี ๒๕๖๑" กันวันนี้

    หลายคน "ตัว" กลับ.........

    แต่ใจยัง "เตลิดปีใหม่" ฉะนั้น มาสะสมข้อมูล "สงครามใหญ่" กันต่อดีกว่า

    ปีที่แล้ว ลอกที่คุณ Kittitouch Chaiprasith เขียน fb เกี่ยวกับรากเหง้า "ยิว-คริสต์-อิสลาม" ตอนแรกไปแล้ว คือ

    "AIPAC พันธสัญญาอเมริกา-อิสราเอล ที่ประธานาธิบดีและทีมงานต้องทำตาม"

    วันนี้ ต่อตอนที่ ๒ "ตอนจบ"..........

    "Semitic พงศ์พันธุ์แห่งตะวันออกกลางกับการบิดเบือนความหมายและนำมาใช้เพื่อปิดปากผู้ต่อต้านการละเมิดความเป็นมนุษย์ของชาวปาเลสไตน์ โดย Zionist" ดังนี้

    -----------------------------

    -Kittitouch Chaiprasith

    1.คำแถลงการณ์ Balfour สัญญาระหว่างเจ้าอาณานิคมอังกฤษกับนายทุนยิวแห่งตระกูล Rothschild

    -ปัญหาขัดแย้งในตะวันออกกลาง เริ่มต้นจากอังกฤษซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมเข้าไปยึดครองประเทศในตะวันออกกลาง ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (1914)

    นอกจากขูดรีดภาษีจากตะวันออกกลาง และเข้าไปยึดครองสัมปทานน้ำมันในภูมิภาค

    -มรดกบาป ที่อังกฤษทำไว้ครั้งใหญ่ คือ

    ประกาศคำแถลงการณ์ Balfour (1917) ซึ่งนาย Arthur Balfour รมต.ต่างประเทศอังกฤษ เวลานั้น ส่งถึงผู้นำชุมชน

    คือท่านลอร์ดแห่งตระกูล Rothschild ถึงสัญญาที่จะตั้ง "รัฐอิสราเอล"

    โดยอนุญาตให้ชาวยิวและยุโรปที่สืบเชื้อสายจากชาวยิว สามารถไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนอาณานิคม

    (หมายเหตุ: ตระกูล Rothschild เป็นตระกูลนายธนาคารใหญ่ของยุโรปที่ทรงอิทธิพลมาก คุมระบบการเงินในทวีป โดยมีสาขาตระกูลในอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ออสเตรีย และ อิตาลี)

    -ในแถลงการณ์ ใช้คำว่า #Zionist

    หมายถึงชาวยิวหรือผู้มีสายตระกูลเป็นยิว ที่เชื่อว่าการกลับไปตั้งถิ่นฐานและสร้างรัฐในตะวันออกกลาง ณ เมืองเยรูซาเลม

    คือ "พันธกิจ" ที่พวกเขาต้องกระทำ

    เนื่องจากเป็นดินแดนที่พระผู้เป็นเจ้ามอบให้พวกเขาไว้ครอบครอง (ตามคัมภีร์ Torah หรือพระธรรมเก่าของคริสต์และบทแรกๆ ของอัลกุรอาน)

    2.Semitic พงศ์พันธุ์ในตะวันออกกลาง

    ในเวลานั้น ดินแดนปาเลสไตน์มีผู้อาศัยอยู่ และผู้อาศัยอยู่นั้น ไม่ได้เป็นคนต่างถิ่นที่เพิ่งอพยพมาประการใด

    -เดิมในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น มีผู้อยู่อาศัยหลากหลายพงศ์พันธุ์ ในทางมนุษยวิทยาเรียกคนเหล่านี้ว่า "ชาว Semitic"

    หมายถึงกลุ่มคนที่สืบเชื้อสายอยู่ในดินแดนนั้นตั้งแต่สมัยเมโซโปเตเมีย ไม่ว่าจะเป็นบาบิโลเนียน อัสซีเรียน อานาอัน ฟีนิเชียน อิสราเอล ฯ

    -คนทั้งหมดในกลุ่มชาติพันธุ์นี้เกี่ยวดองกัน ทั้งเรื่องของเชื้อสาย ภาษา ตลอดจนศาสนา ชาติพันธุ์ เหล่านี้เรียกจิตวิญญาณสูงสุดหรือพระผู้เป็นเจ้าว่า "El" (เอล)

    คำว่า El ปรากฏในหลายเชื้อสายแถบนี้ คำว่า El นี้เป็นที่มาของ Elohim คำเรียกพระผู้เป็นเจ้าในคัมภีร์ ที่ "โมเสส" เขียนไปถึง Allah ในภาษาอาหรับ

    ซึ่งเป็นการผสมคำระหว่าง al-ilah (al = the)

    ไม่ว่า Elohim Eloha Elaha Alaha Allah ฯ ล้วนมีรากศัพท์มาจาก El ที่นำไปผสมคำแปลงรูปเป็น Musculine / Feminine form รวมถึงแปลงเอกพจน์เป็นพหูพจน์สลับไปมา

    -พงศ์พันธุ์ Semitic อาศัยกระจายอยู่แถบตะวันออกกลางไปจนถึงแอฟริกาตอนบนแถบลิเบียและแอลจีเรีย (ในปัจจุบัน)

    ซึ่งนั้นคือ สาเหตุที่ทำไมคน Algeria อย่างซีดาน หรือคนลิเบีย อย่างกัดดาฟี ไม่ได้เป็นคนผิวดำ

    แต่เป็นการผสมระหว่างพวก Semitic กับคนผิวดำที่อยู่ถัดลงไปด้านล่างของทวีป

    3.ประวัติศาสตร์ดินแดนตะวันออกกลาง

    -ดินแดนแห่งนี้ มีผู้ครอบครองสลับไปมา เช่นเดียวกับดินแดนอื่นๆ ทั่วโลก อาณาจักรไหนแข็งแกร่ง ก็ขึ้นมาปกครองแต่ละช่วงเวลา

    มีช่วงหนึ่งที่เผ่าพันธุ์ย่อยที่เรียกว่า "อิสราเอล" ซึ่งสืบสายจากลูกของ "อับราฮัม" กับ "นางซาราย์" ได้ปกครองดินแดนนี้ แต่ก็ไม่ได้ครอบครองไว้ตลอดเวลา

    บางช่วงอาณาจักรก็ล่ม เพราะมีเครือญาติที่เป็นผู้ปกครองแข็งกว่ารบชนะและกวาดต้อนผู้คนไปเป็นแรงงานก็มี

    -พวกอิสราเอลอยู่เมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ปกครองได้สักสองร้อยกว่าปี อาณาจักรก็ล่มสลาย

    ดินแดนถูกปกครองโดยอัสซีเรีย บาบิโลน เปอร์เซีย มาเซโดเนีย (ไล่ไปตามลำดับ) อยู่ถึง 600 ปี

    หลังจากนั้น "อาณาจักรอิสราเอล" ก็ได้กำเนิดใหม่อีกครั้ง

    -โดยตั้งขึ้นใหม่ราวร้อยกว่าปี "ก่อนคริสตกาล" อยู่ได้ราวๆ ร้อยปี ก็โดนโรมันยึดและปกครองยาวถึง 400 กว่าปี ก่อนที่อาณาจักรโรมันตะวันตกล่ม (แยกเป็นตะวันออก-ตะวันตก)

    อาณาจักร "โรมันตะวันออก" เปลี่ยนชื่อมาเป็น "อาณาจักรไบแซนไทน์" แทนและครอบครองอยู่ราวสามร้อยปี

    ก่อนที่กำเนิดอาณาจักรอิสลาม (ซึ่งพัฒนามาจากความเชื่อในท้องถิ่น) และปกครองดินแดนมายาวนานเป็นพันปี จนถึงอาณาจักรออตโตมัน ที่แพ้ให้อังกฤษ และกลายมาเป็นดินแดนภายใต้อาณานิคม

    ***ก่อนที่อังกฤษจะประกาศให้ชาวยิวที่อาศัยในยุโรปอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐาน โดยเริ่มค่อยๆ ไล่ที่ และยึดครองดินแดนของคนท้องถิ่น

    ซึ่งมีทั้งยิว คริสต์ อิสลาม อยู่ร่วมกันมาก่อน ไล่ไปเรื่อยๆ ทำให้เหลือเพียงแค่พื้นที่ของชาวยิวเท่านั้น

    ส่วนคนอื่น ก็โดนถีบหัวออกไปอยู่ในพื้นที่รอบข้างเรื่อยๆ

    4.การบิดเบือนคำว่า "ปาเลสไตน์" และแบ่งแยกผู้คนออกจากความจริง

    -ในอดีตคำว่า "ปาเลสไตน์" ไม่ได้หมายถึงเชื้อชาติหรือพงศ์พันธุ์ที่แยกตัวออกจากยิว

    ต้นศัพท์คำว่า "ปาเลสไตน์" พบได้ตั้งแต่ยุคอียิปต์ ก่อนอิสราเอลปกครองดินแดนแห่งนั้นเป็นครั้งแรกเสียอีก...!!!

    -และหลังจาก "อาณาจักรอิสราเอล" ล่มไป พวกบาบิโลน อัสซีเรียน กรีก มาซิโดเนียนที่มาปกครอง ก็ล้วนแต่เรียกดินแดนแห่งนี้ว่า "ปาเลสไตน์" (แต่เป็นคำออกเสียงโบราณ)

    -เพราะปาเลสไตน์ในที่นี้ หมายถึงดินแดน ดังนั้น ไม่ว่าคนที่มาครอบครองจะเป็นเผ่าใด ก็ถือเป็นพวกอาศัยอยู่ในแถบปาเลสไตน์ (มองจากคนนอกดินแดนเข้ามา) ทั้งสิ้น...

    -ก่อนที่ยิวอพยพจากยุโรปจะเข้ามา แถบนี้ก็มีชาวยิวพื้นถิ่นอาศัยอยู่ดั้งเดิมแล้ว ชาวยิวพวกนั้น ถูกเรียกว่า "ยิวปาเลสไตน์"

    (Palestinisn Jew) คือคนปาเลสไตน์ที่นับถือ "ศาสนายูดาย" ไม่ต่างจากคนคริสต์ปาเลสไตน์ มุสลิมปาเลสไตน์ ฯลฯ

    -แต่เมื่อยิวยุโรปเริ่มอพยพและยึดดินแดน ยิว Zionist พวกนี้ก็เริ่ม "แบ่งแยก" ผู้คนออก

    โดยบอกว่าตนเองนั้น "ไม่ใช่ชาวปาเลสไตน์" (ก็แน่นอนละ ในเมื่อพวกตัวเองอพยพมาทีหลัง) โดยไม่สนว่าปาเลสไตน์จะเป็นยิวหรือไม่

    โดยแบ่ง "ถ้าคุณเป็นปาเลสไตน์ คุณไม่ใช่ยิว" "ถ้าคุณเป็นยิว คุณก็ไม่ใช่ปาเลสไตน์" ด้วย!!

    5.Anti-Semitic กับการสร้างความเชื่อซึ่งสวนทางความจริงเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

    คำว่า Anti-Semitic มาจากพวกฝรั่งผิวขาว (ในยุโรป) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ขึ้น 20 ที่มีความคิด "เหยียดเผ่าพันธุ์ Semitic"

    -โดยมองว่าเป็นพวกด้อยกว่าตนเอง ถึงขั้นพยายามทึกทักว่า ตนเองสืบสายมาจาก "ชาวอารยัน"

    ความเป็นจริง ชาวอารยันก็คือ "แขก" นั้นเอง...

    -ชาวอารยันอาศัยอยู่ในพื้นที่อิหร่านและกระจายตัวออกไปทางตะวันออก ไปปกครองอินเดีย

    ในตะวันตกไปถึงแถบดินแดนกรีกโบราณ ซึ่งทำให้ภาษาและวัฒนธรรมของชาวอารยันถูกเรียกว่า เป็น Indo-European ทำให้ภาษากรีก ละติน และสันสกฤต มีรากคล้ายกัน

    -โดยก่อนหน้านี้ ช่วงยุคกลาง พวกฝรั่งพยายามสร้างชุดความเชื่อว่า เผ่าพันธุ์ตนสืบเชื้อสายจาก Japheth ลูกโนอาห์ (อยู่ในคัมภีร์ไบเบิล/โตราห์/อัลกุรอาน)

    -เนื่องจากลูกของโนอาห์มี 3 คน คือ Shem, Japhete, Ham โดยตามคัมภีร์นั้น............

    Ham เข้าไปเห็นโนอาห์เมาและนอนเปลือย จึงไปตามพวกพี่สองคนมา

    พี่ชายสองคนนั้นก็เดินหันหลัง เพื่อนำผ้าเข้ามาปิดกายให้บิดา และไม่มองบิดาที่กำลังนอนเปลือยอยู่เลย พอโนอาห์ตื่นมาและทราบความจึงชื่นชม

    ส่วน Ham นั้น ถูกโนอาห์ด่าและสาปแช่ง

    -ในช่วงยุคกลาง พวกฝรั่งในยุโรปที่รับคริสต์ศาสนาจากตะวันออกกลางไป ได้พยายามสร้าง "ชุดความเชื่อ" อันหนึ่ง

    ว่าเผ่าพันธุ์ของตนสืบเชื้อสายมาจาก Japhete ซึ่งเป็นลูกหลานโนอาห์

    -โดยเชื่อว่าลูกหลานของ Shem นั้น สืบเชื้อสายต่อมาเป็นชาวยิว/อิสราเอล จึงเป็นที่มาที่เรียกคนตะวันออกกลางว่า Semitie/Semitic People

    ส่วนพวกที่ "เชื่อว่า" สืบเชื้อสายจาก Japhete นั้น ก็เรียกว่า Japhetite หรือ Japhetic

    ส่วนพวกสืบสายทาง Ham ก็ใช้ชื่อว่า Hamite หรือ Hamitic People

    -พวกฝรั่งคริสเตียนในยุโรปพยายามที่จะใช้ชุดความเชื่อนี้ โยงว่าตนเกี่ยวข้องกับสายตระกูลโนอาห์ ซึ่งพระเจ้าโปรดปราน

    และเชื่อมโยงอิสราเอล ที่ประกาศว่าตนเป็น "ชนชาติที่ได้รับการเลือกสรร" มาตลอด

    -ขณะเดียวกัน ก็พยายามบอกว่าคนผิวดำในทวีปแอฟริกานั้นเป็นพวกสาย Hamitite ซึ่งถูกสาปแช่ง

    ชุดความเชื่อนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมในการยึดครอง รวมถึงจับคนผิวดำมาเป็นทาสแรงงาน สร้างความร่ำรวยให้ชาวยุโรป

    หมายเหตุ: หลังๆ พวก Christian Zionist ในอเมริกา เริ่มทึกทักว่าฝรั่งทั้งหมดทั้งในอเมริกาและยุโรปที่เป็นชาวคริสต์และยิวนั้น เป็นลูกหลานของ Shem

    ส่วนคนดำคือ Ham

    และพวกคนที่เขาอธิบายไม่ได้เช่นคนเอเชีย ก็ให้ไปอยู่ในหมวดของพวก Japhetite แทน

    -พอถึงยุคที่ศาสนาเริ่มเสื่อม ฝรั่งยุโรปพวกนี้ก็เริ่มสร้างชุดความเชื่อว่าตัวเองเป็น "อารยัน" เพื่อทดแทนความเชื่อว่าตนเป็น Japhetite

    -ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปแค่ไหน คนที่สร้างความเชื่อเพื่อสร้างความชอบธรรมให้เผ่าพันธุ์ตัวเองสูงส่งและพิเศษกว่าคนอื่น ก็หาลูกเล่นมาใช้ได้ตลอด แค่เปลี่ยนคำพูดที่ใช้ก็เท่านั้นเอง

    ***นอกจากนี้ ยังมีการนำคำ Anti-Semitic มาใช้ในลักษณะผิดไปจากความหมายเดิม

    -ซึ่งควรหมายถึงแนวคิดเหยียดชาติพันธุ์คนตะวันออกกลาง โดยฝรั่งชาวยุโรป

    แต่กลายมาเป็นว่า คำนี้หมายถึง "เหยียดยิว" หรือง่ายๆ ก็คือ พวกยิว Zionist พยายามจะบอกว่า ตนเองเท่านั้นที่เป็นชาว Semitic

    ส่วนพวก Arab หรือใครก็ตามที่อยู่ในแถบนั้น ไม่ใช่ชาว Semitc

    "Semitic" สงวนไว้สำหรับชาวยิวผู้น่าสงสารที่ต้องการดินแดนที่พระเจ้ามอบไว้ให้เมื่อ 3,000 กว่าปีที่แล้วกลับคืนมา

    ป.ล. คำเหล่านี้ นาง Nikki Harley ผู้แทนอเมริกาประจำสหประชาชาติเพิ่งพูดไปเมื่อต้นเดือนนี้เองนะครับ

    ***ทั้งหมดนี้คือที่มาของ Zionism

    และคือเหตุผลที่ทำไมเราจึงเห็นชาวยิวที่นับถือศาสนายูดายแบบดั้งเดิม ถึงตั้งองค์กร NKUSA ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของศาสนิกชนยูดาย (Judaism=ศาสนายูดาย) ที่ออกมาต่อต้านพวก Zionism (ลัทธิไซออน)

    *** เพราะพวกเขามองเห็นว่าพวก Zionist เป็นพวกงมงาย ตีความศาสนาเพื่อตนเอง ทั้งที่หัวใจคำสอนในศาสนานั้น คือการละเว้นจากบาปและดำเนินชีวิตเที่ยงธรรม ด้วยการรักเพื่อนบ้านของตน ไม่กระทำในสิ่งที่ตนไม่อยากให้ผู้อื่นกระทำต่อตน

    ***และเยรูซาเลมแห่งใหม่ตามคำพยากรณ์เป็นสถานที่แห่งจิตวิญญาณ ที่ผู้ประพฤติตนได้ถูกต้องตามครรลองแห่งความชอบธรรมนั้น จะได้กลับคืนไปสู่ดินแดนพันธสัญญาแห่งนั้น

    แต่ไม่ใช่การแอบอ้างถึงเยรูซาเลมทางโลกที่เป็นอาณาจักรทางโลกที่เสื่อมสลายไปแล้ว และนำไปสู่การทำบาปกับเพื่อนพี่น้องชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่ ดังปรากฏทุกวันนี้

    -Kittitouch Chaiprasith

    เพื่อความสมบูรณ์ คลิก fb คุณ Kittitouch Chaiprasith ดูแผนที่ประกอบ-เปลว.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น