รธน.ฉบับหมกเม็ด ปูทาง 'คสช.' กินรวบ

  • Thursday, January 4, 2018 - 11:25

    หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ประเทศไทยได้เริ่มกลับเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐประหารสู่ระบอบประชาธิปไตย พร้อมกับคำประกาศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561

    ขณะเดียวกันยังพบความเคลื่อนไหวของภาคีแม่น้ำ 4 สาย และภาคีเครือข่ายทหารที่ค่อยๆ เผยโฉมว่าต้องการปูทางให้ทหารสืบทอดอำนาจภายหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกลไกของรัฐธรรมนูญที่อ้างว่าเป็นฉบับปราบโกง แต่แท้จริงพบว่ามีหลายประเด็นมีการหมกเม็ดและค่อยๆ ทยอยเปิดกลไกที่ซ่อนเร้นเอาไว้

    เริ่มตั้งแต่ระบบการเลือกตั้งที่เปลี่ยนเป็น ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม โดยมีเป้าหมายคือ ไม่ยินยอมให้พรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวกุมเสียงข้างมากในสภาอย่างที่ไทยรักไทยและเพื่อไทยเคยทำมาแล้ว

    รัฐธรรมนูญปี 2560 ยังกำหนดให้วุฒิสภาสรรหาที่มาจากการคัดเลือกของ คสช.จำนวน 250 คนมีบทบาทดูแลประเทศ โดยเฉพาะมีอำนาจเห็นชอบนายกฯ ในระยะเวลา 5 ปีหลังการเลือกตั้งเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ หรือตัวแทนจาก คสช.กลับเข้ามาเป็นนายกฯ คนนอก เว้นแต่พรรคการเมืองสามารถจับมือกันได้ 376 เสียงก่อน

    นอกจากนี้กฎหมายสูงสุดยังกำหนดให้รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาต้องเดินตามกรอบกติกาต่างๆ เช่นปฏิรูปประเทศอย่างน้อย 5 ปีผ่านมาตรา 257-261 ของ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 อาทิ ปฏิรูปการเมือง, การบริหารราชการแผ่นดิน, กฎหมาย, กระบวนการยุติธรรม, การศึกษา และด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น

    รวมทั้งรัฐบาลยังต้องดำเนินกิจกรรมทางการเมืองให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีผ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา 65, 142, 162 และ 275 และ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 เช่น การเสนองบประมาณต้องมาพร้อมแหล่งที่มาของเงิน และนโยบายต่างๆ ต้องคำนึงถึงยุทศาสตร์ชาติอีกด้วย โดยขั้นตอนหลักเกณฑ์และรายละเอียดต่างๆ จะอยู่ในความรับผิดชอบของ สนช.เป็นผู้กำหนด

    โดยมีวุฒิสภา 250 คนคอยติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และ ครม.ต้องแจ้งความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนดังกล่าวต่อรัฐสภาให้ทราบทุกสามเดือน หากไม่ทำตาม ส.ว.สามารถยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและเอาผิดได้

    กฎหมายระดับตัวแม่ยังกำหนดบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระไว้ด้วย อาทิ ป.ป.ช., กกต., ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีอำนาจมากกว่าเดิมเพื่อตรวจสอบ และติดตามการบริหารงานของรัฐบาลให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยคุณสมบัติของ ส.ส.และรัฐมนตรี แทนของเดิมที่ให้อำนาจวุฒิสภาสามารถถอดถอนออกจากตำแหน่ง ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่เคยลงโทษใครได้

    รวมทั้งทำงานเชิงรุกเข้าไปตรวจสอบ เสนอแนะหรือให้ความเห็น โดยไม่ต้องรอให้ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนได้ส่วนเสียยื่นร้องเรียนจึงจะสามารถทำงานได้ รวมทั้งอำนาจสั่งฟ้องคดีขององค์กรอิสระและให้โทษต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ ป.ป.ช.มีอำนาจตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ที่สามารถอุ้มพวกพ้องหรือกลั่นแกล้งใครได้ตามอำเภอใจ ซึ่งรัฐธรรมนูญแอบหมกเม็ดไว้โดยไม่มีใครทราบ เป็นต้น

    แต่นั่นยังไม่เท่ากับการเขียนให้หุ่นเชิดของ คสช.เลือกองค์กรอิสระเข้ามาทำหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้ตัวเองในอนาคต ด้วยการตั้งท่ากำหนดคุณสมบัติองค์กรอิสระไว้สูง และตอนแรก กรธ.ต้องการให้รีเซตองค์กรอิสระทั้งหมดเพื่อรองรับหน้าที่และอำนาจที่สูงขึ้น แต่สุดท้ายก็แอบเปิดช่องในบทเฉพาะกาลว่า ใครจะอยู่จะไปให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับองค์กรนั้นๆ ซึ่ง สนช.ที่ทหารเป็นคนแต่งตั้งเป็นผู้กำหนด

    จนกระทั่งเกิดทฤษฎีสมคบคิดให้ 36 สนช.ยื่นรัฐธรรมนูญตีความ โดยใช้สถานะของผู้ตรวจการแผ่นดิน 2 คนเป็นหนูทดลอง ซึ่งภายหลัง สนช.แก้ไขร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปแม้คุณสมบัติจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ

    ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาเป็นอำนาจของ สนช. ทำให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระไม่ว่าจะเป็น ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวกับคุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่มีประธานชื่อ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ คนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรองหัวหน้า คสช.ได้อยู่ในตำแหน่งต่อไปแม้คุณสมบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ

    เมื่อรวมกับ กกต.ที่ถูกเซตซีโร 5 คนเพราะผู้มีอำนาจไม่ต้องการ และล่าสุดสรรหาเข้ามาใหม่ 7 คน โดย 5 คนผ่านกลไกสรรหายุคร่มเงาของ คสช. จึงทำให้ คสช.คลุมองค์กรอิสระได้อย่างครบถ้วน

    ดังนั้นทั้งก่อนและหลังเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน 2561 เครื่องไม้เครื่องมือของ คสช.จึงถือว่าสมบูรณ์แบบเพียบพร้อมอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นกลไกบีบพรรคใหญ่ให้เล็กลง ข่าวตั้งพรรคทหารของ คสช. สอดคล้องกับแนวโน้มการรีเซตสมาชิกพรรคการเมืองเพื่อดูด ส.ส.เข้าพรรค ทุนประชารัฐ กฎหมายเอื้อประโยชน์ ส.ว.สรรหา 250 คน องค์กรอิสระต่างๆ ที่เครือข่ายตัวเองเลือกเข้ามาทั้งหมด จึงส่งผลให้ คสช.มีแนวโน้มจะกินรวบประเทศยิ่งกว่าระบอบทักษิณ เพราะอย่างน้อยก็ไม่สามารถครอบงำวุฒิสภาที่ประกอบไปด้วยสายเลือกตั้งและสรรหาได้ทั้งหมด รวมทั้งไม่มีอำนาจมาตรา 44

    ด้วยอำนาจที่มากล้น... คสช.ต้องระวังกระแสตีกลับ เพราะคนไทยไม่ชอบการผูกขาดที่มีแนวโน้มอันตรายกว่านักการเมือง เพราะอย่างน้อยพวกเขาก็ผูกพันกับชาวบ้านและยอมให้ตรวจสอบมากกว่าบุคคลในแม่น้ำหลายสายที่อ้างตัวเป็น “คนดี” แต่ไม่ยอมรับการถูกซักฟอก แถมยังขอให้สื่อลดราวาศอกอีกด้วย.

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น