ผ่านพ้น 7 วันอันตราย สถิติอุบัติเหตุลดลง

  • Friday, January 5, 2018 - 00:00


    ผ่านพ้นช่วงเทศกาลหยุดยาวปีใหม่ไปแล้ว ขณะนี้ประชาชนก็กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ โดยในส่วนของเรื่องการเกิดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่เรียกกันว่า 7 วันอันตราย ก็มีบทสรุปตามคำแถลงอย่างเป็นทางการ อันมีข้อมูลและสถิติที่น่าสนใจ

    โดยเมื่อ 4 ม.ค.61 ที่ผ่านมา ทางนายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 โดยเปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 3 มกราคม 2560 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการรณรงค์ “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” เกิดอุบัติเหตุ 386 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 40 ราย ผู้บาดเจ็บ 402 คน

    รมช.มหาดไทยสรุปว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เมาสุรา ร้อยละ 28.24 ขับรถเร็วเกินกำหนด และตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ 25.91 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 77.83 รถปิกอัพ 5.29 ส่วนใหญ่เกิดในเส้นทางตรง ร้อยละ 67.62 บนถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 50.26 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 28.76

    ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01–20.00 น. ร้อยละ 25.91 ทั้งนี้ ได้จัดตั้งจุดตรวจหลัก 2,001 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 64,993 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 730,769 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 124,034 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 36,487 ราย ไม่มีใบขับขี่ 31,721 ราย สำหรับจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ อุดรธานี (19 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ นครปฐม และอุบลราชธานี (4 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ อุดรธานี (21 คน)

    ข้อมูลอย่างเป็นทางการมีสรุปว่า อุบัติเหตุทางถนนสะสม 7 วัน (28 ธ.ค.60–3 ม.ค.61) เกิดอุบัติเหตุ 3,841 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 423 ราย ผู้บาดเจ็บ 4,005 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 7 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท นครนายก นราธิวาส น่าน ยะลา ระนอง และหนองบัวลำภู จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ อุดรธานี (139 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา (17 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ อุดรธานี (145 คน) สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เมาสุรา ร้อยละ 43.66 ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 25.23 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 78.91 รถปิกอัพ 6.84 ส่วนใหญ่เกิดในเส้นทางตรง ร้อยละ 66.21 บนถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 40.54 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 34.29 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01–20.00 น. ร้อยละ 28.22

    ที่น่าสนใจ ทาง รมช.มหาดไทยระบุว่า จากสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 พบว่า จำนวนอุบัติเหตุ จำนวนผู้เสียชีวิต และจำนวนผู้บาดเจ็บลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในขณะที่การเดินทางของประชาชนเพิ่มมากขึ้น แสดงให้เห็นว่ามาตรการลดอุบัติเหตุทางถนนที่ภาครัฐกำหนดมีประสิทธิภาพ ทั้งการจัดตั้งจุดตรวจ การเพิ่มความเข้มข้นของด่านชุมชน และการกวดขันวินัยจราจร รวมถึงความร่วมมือในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยของประชาชน ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน โดยได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสร้างความปลอดภัยในการเดินทางอย่างต่อเนื่อง เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการปัญหาอุบัติเหตุทางถนนและลดปัจจัยเสี่ยงที่ครอบคลุม ทั้งคน รถ ถนน และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงผู้ขับขี่ ทั้งการเมาแล้วขับ การขับรถเร็ว การไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมทั้งเร่งสร้างวินัยจราจรและวัฒนธรรมปลอดภัยทางถนนในสังคมไทย ภายใต้การประสานพลัง “ประชารัฐ” เพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนการสร้างการสัญจรอย่างปลอดภัย ซึ่งจะทำให้ถนนทุกสายเป็นเส้นทางแห่งความปลอดภัยอย่างยั่งยืน

    ส่วนนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า แม้จะสิ้นสุดการดำเนินงานลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 แล้ว ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน โดยความร่วมมือของกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงมุ่งสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยได้กำชับให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถอดบทเรียน ตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุในเชิงลึก รวมทั้งค้นหาปัญหาอุปสรรคและปัจจัยความสำเร็จในการลดอุบัติเหตุทางถนนในระดับพื้นที่

    ถือเป็นเรื่องดีที่สถิติอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลหยุดยาวปีใหม่ที่ผ่านมา ภาพรวมสถิติลดลง อันแสดงให้เห็นว่า เมื่อทุกฝ่ายต่างร่วมมือกันรณรงค์และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เช่นเดียวกับที่ประชาชนเอง ก็ร่วมมือร่วมใจกัน ป้องกันอุบัติเหตุไม่ให้เกิดกับตัวเองและคนอื่น สุดท้ายภาพรวมสถิติจึงลดลง แต่สำหรับผู้สูญเสียและผู้บาดเจ็บ ก็ต้องขอแสดงความเสียใจไว้ด้วย และหวังว่าในช่วงเทศกาลหยุดยาวครั้งต่อๆ ไป เช่น วันหยุดยาวสงกรานต์ สถิติอุบัติเหตุก็จะลดลงเช่นเดียวกัน.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น