บำเหน็จณรงค์โมเดล สร้างเหมืองให้เป็นเมือง

  • Monday, January 8, 2018 - 00:00

    ท่ามกลางข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่ที่เป็น "ด้านลบ" ส่งผลต่อความรู้และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่เกี่ยวข้องยึดโยงกับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ หากสังคมไทยรู้จักเปิดใจให้กว้าง ส่งสายตาให้ไกล ว่า การพัฒนาสามารถเดินคู่ไปได้กับความห่วงใยต่อชีวิตทุกชีวิตและสิ่งแวดล้อม ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุคดิจิตอล อีกทั้งนักลงทุนหรือเอกชนเจ้าของโครงการต่างๆ รวมถึงรัฐวิสาหกิจทั้งหลายก็สามารถถูกตรวจสอบด้วยเครื่องมือชี้วัดต่างๆ ภายใต้กฎหมายที่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด... เชื่อว่าการพัฒนาประเทศสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 นั้นเป็นเรื่องไม่ไกลเกินฝัน เนื่องด้วยเรามีศักยภาพในการขับเคลื่อนพัฒนาไม่น้อยหน้ากว่าใคร และสามารถเป็นผู้นำในอาเซียนได้อย่างไม่ต้องสงสัย

    การมีโอกาสไปทัศนศึกษา "เหมืองแร่โปแตช" ใน Belarus (เบลารุส) ประเทศเล็กๆ ในทวีปยุโรปตอนกลางก่อนสิ้นปีที่ผ่านมา หลังจากที่ บริษัท อาเซียนโปแตซชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ดำเนินกิจการเหมืองแร่โปแตช อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท เบลารุสคาลิ (Belaruskali) ของประเทศเบลารุส นับเป็นสิ่งตอกย้ำแนวคิดว่า ..คนสามารถอยู่คู่กับเหมือง สิ่งแวดล้อมเดินเคียงข้างการพัฒนาเศรษฐกิจได้ พร้อมกับที่ทรัพยากรที่ยืนยงคงอยู่กับธรรมชาติก็สามารถสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนได้ ด้วยการรู้จักนำออกมาใช้อย่างถูกต้องตามหลักการ ภายใต้พื้นฐานดูแลรักษาสวัสดิภาพชีวิตและทรัพย์สินของชุมชน

    เหมืองแร่โปแตชเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศเบลารุสมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1939 โดยประเทศเบลารุสถือเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตปุ๋ยโพแทสเซียมที่ใหญ่ที่สุดของโลก สามารถผลิตปุ๋ยได้กว่า 10 ล้านตันต่อปี และส่งออกไปยังกว่า 90 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยมีเบลารุสคาลิเป็นบริษัทผู้ผลิตปุ๋ยโพแทสเซียมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

    การทำเหมืองแร่โปแตชของประเทศเบลารุสเป็นการทำเหมืองใต้ดินที่ใช้วิธีการขุดเจาะเอาแร่บางส่วนออกมา และเว้นระยะให้ส่วนที่เหลือทำหน้าที่เป็นเสาค้ำยันเพื่อทำให้อุโมงค์ใต้ดินแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการที่ช่วยควบคุมการลดระดับของผิวดินให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด และอยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ ต่อโครงสร้างทางวิศวกรรมและลักษณะธรรมชาติในพื้นที่เหมืองและพื้นที่ใกล้เคียง

    แร่โปแตชที่ได้จากการขุดก็จะถูกนำมาเข้ากระบวนการแต่งแร่เพื่อนำแร่ดิบมาแยกเอาสิ่งเจือปนออกไปให้มากที่สุดจนเหลือแร่ที่ต้องการและมีความสมบูรณ์เพียงพอในการนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป โดยหางแร่ที่เหลือจากการแต่งแร่จะถูกนำไปเก็บไว้ที่บ่อเก็บหางแร่บนพื้นดิน และรอนำไปถมกลับในเหมืองใต้ดินเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับเหมืองอีกทางหนึ่ง

    เหมืองแร่โปแตชแห่งแรกของ Belaruskali ตั้งอยู่ที่เมือง Soligorsk (โซลิกอร์ส) เมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ใจกลางประเทศ ที่แต่เดิมเป็นเพียงดินแดนรกร้างว่างเปล่าที่ถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1924 จากนั้นได้มีการเริ่มก่อสร้างเหมืองแร่ในปี ค.ศ.1958 ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของเมืองแห่งนี้ ทำให้มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาอยู่อาศัยเพื่อทำงานในเหมืองแร่จนเกิดชุมชน และก่อให้เกิดการพัฒนาและความเจริญในด้านต่างๆ ตามมา เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ร้านอาหาร ร้านค้า และโรงแรม จนปัจจุบันเมืองโซลิกอร์สถือเป็นเมืองเศรษฐกิจแห่งหนึ่งของเบลารุส มีประชากรอาศัยอยู่ในพื้นที่ทำเหมืองแร่โปแตชและบริเวณโดยรอบกว่า 1 แสนคน

    ที่น่าสนใจเห็นจะเป็นเหมืองที่กลายเป็นเมืองโซลิกอร์สนี้ มีชื่อเสียงด้านการบำบัดรักษาโรคภูมิแพ้และหืดหอบ โดยใช้อุโมงค์ของเหมืองโปแตชที่เสร็จสิ้นจากการขุดแร่มาปรับใช้เป็นสถานบำบัด หรือที่เรียกว่า สเปลิโอคลินิก (Speleoclinic)

    แปลว่านอกจากเหมืองแร่โปแตชมิได้น่ากลัวอย่างที่มีใครบางคนสร้างภาพมายาราวกับเขียนเสือให้วัวกลัว แล้ว มันกลับมีสรรพคุณตามธรรมชาติที่ช่วยเยียวยารักษาสุขภาพร่างกายอีกต่างหาก สอดคล้องกับการอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ว่า ละอองเกลือที่เป็นผลพวงจากการขุดแร่โปแตชนั้น สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้จริง

    ในแต่ละปีจึงมีผู้ป่วยมาเข้ารับการรักษาและมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมหลายหมื่นคน ซึ่งถือเป็นธุรกิจต่อเนื่องของเหมืองแร่ที่ทำให้เกิดรายได้กับชุมชนในด้านการท่องเที่ยวอีกด้วย

    "บำเหน็จณรงค์โมเดล"
    ฝันให้ไกลกว่าเบลารุส

    ความสำเร็จในเบลารุสที่เหมืองสร้างเมือง จนเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเบลารุสทุกวันนี้ หรือประมาณ 30% ของรายได้มวลรวม หรือจีดีพีนั้น น่าจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิฯ ได้แลกเปลี่ยนความรู้ในการขุดเจาะและทำเหมืองโปแตชกับเบลารุสคาลิ โดยส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาอบรมพนักงานในประเทศไทย รวมทั้งส่งวิศวกรจากไทยไปฝึกงานในเบลารุส ซึ่งผู้บริหารอาเซียนโปแตชฯ นายสมัย ลี้สกุล ก็ตั้งความหวังและวาดฝันไว้ล่วงหน้าแล้วว่า จะพยายามพัฒนาพื้นที่ทุกตารางนิ้วของบำเหน็จณรงค์ให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เรียนรู้จากประเทศที่เป็นต้นแบบในการทำเหมือง

    การจะเนรมิตให้บำเหน็จณรงค์กลายเป็นสวรรค์ใต้ดินอย่างเมืองโซลิกอร์ส ซึ่งมีโรงพยาบาลภายในอุโมงค์ ที่มีสิ่งสันทนาการพร้อมมูลสำหรับผู้ที่เข้าไปบำบัดด้วยละอองเกลือ อาทิ สนามบาสเกตบอล สนามฟุตบอล โต๊ะปิงปอง โต๊ะบิลเลียด ห้องเล่นโยคะ ..ได้หรือไม่อย่างไรนั้น เป็นเรื่องอนาคต เพราะสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้หลังจากที่เราได้ขุดโปแตชมาใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ หรืออุตสาหกรรมปุ๋ยและส่วนประกอบต่อเนื่องอื่นๆ เป็นที่เสร็จสิ้นแล้ว

    ทั้งนี้ บำเหน็จณรงค์โมเดลในเบื้องต้นนั้น นายสมัยเปิดเผยว่า ...ตอนนี้เรากำลังทำ "บำเหน็จณรงค์โมเดล" ขึ้นมา เพื่อส่งเสริมการทำเกษตรของคนในพื้นที่ เพราะผมมองว่าชุมชนในพื้นที่ของเราส่วนใหญ่ทำเกษตร ที่เราอยากสนับสนุนคือสิ่งที่ชุมชนกำลังทำอยู่ เราไม่ต้องการไปเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน แต่ส่งเสริมให้สิ่งที่เขาทำอยู่ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยนวัตกรรมและหลักวิชาการ ที่ผ่านมา อย่างโครงการปุ๋ยสั่งตัด ที่เกษตรกรต้องตรวจดินแล้วผสมปุ๋ยใช้ให้ตรงกับชนิดดินของนาที่มี ชาวบ้านได้รับความรู้จริง แต่ในแง่ของการส่งเสริมเรื่องปุ๋ยเรายังเข้าไม่ถึง ประชาชนทั่วไปไม่สามารถหาแม่ปุ๋ยมาผสมเป็นสูตรที่ต้องการได้เอง เมื่อต้นทางเกิด แต่ปลายทางสะดุด โครงการจึงขาดความต่อเนื่อง ชาวนาบ้านเราในเรื่องของการเกษตรยังเข้าถึงปุ๋ยไม่ถูกต้อง อาจจะเพราะเกษตรกรเข้าถึงแต่ปุ๋ยสูตร อย่างเช่น ... 15-15-15 / 0-20-30 ต้องอธิบายปุ๋ยสูตรก่อน อย่างเช่น สูตร 15-15-15 คือ ในปุ๋ย 100 กก.จะมีสารไนโตรเจน (N) 15 กก. ฟอสฟอรัส (P)15 กก. และโปแตสเซียม (K) 15 กก.

    ฉะนั้น ใน 100 กก.ของปุ๋ยผสม จะมีแม่ปุ๋ยประมาณ 45 กก. ที่เหลือเป็นฟิลเลอร์ ที่ผสมผสานเข้าไปแล้วแต่สูตร บางสูตรใส่เหล็ก โคบอลต์ คือพืชจะเหมือนกับคน คนต้องการสารหลักแล้วก็วิตามินเสริม สำหรับพืช ต้องการสารหลัก 3 ตัว คือ N P K นอกเหนือจากนั้นคือสารเสริมเป็นวิตามินแร่ธาตุต่างๆ มีการผสมลงไปเล็กๆ น้อยๆ ถ้าเราเอาหลักวิชาการทางการเกษตรมาศึกษาจริงจัง จะเห็นว่าการใช้ปุ๋ยมีความละเอียดไปจนถึงการแบ่งช่วงใส่ปุ่ย เช่น ข้าว เมื่อหว่าน และตอนที่ตั้งต้นขึ้นมาจะใช้สูตรต่างๆ กัน และหลังจากที่ตั้งรวงก็จะใช้สูตรต่างกันอีก แล้วก่อนเก็บเกี่ยวก็ใช้ต่างกันอีก อย่างการปลูกข้าวที่เวียดนามหรือการปลูกปาล์มที่มาเลเซีย เขาจะใช้ K เยอะ ของไทยการบริโภค K หรือโพแทสเซียมยังไม่เยอะเหมือนหลายๆ ประเทศในเอเชีย สิ่งที่เราทำอยู่คือ เราให้ความรู้และหลักการไปจนถึงการเข้าถึงปุ๋ย เมื่อชาวนาได้ใช้ปุ๋ยที่เหมาะกับดิน ผลที่เกิดขึ้นคือเพิ่มผลผลิตจากการปลูกข้าวต่อไร่ประมาณ 300-400 กก.ขึ้นไปได้ถึง 600 กก. และลดต้นทุนค่าปุ๋ยประมาณ 15% ซึ่งตอนนี้กำลังทดลองทำต่อเป็นปีที่สอง ตอนนี้มีชาวนาเข้ามาร่วมมากขึ้น ที่ผ่านมาชาวนาค่อนข้างจะเชื่อถือคนขาย หรือเซลส์ขายปุ๋ยมากกว่านักวิชาการ เราต้องเข้าไปทำให้เขาเห็นก่อนถึงจะเชื่อ จากจุดนี้เองเราเห็นว่าเราสามารถเพิ่มผลผลิตได้เกือบ 50% เราจึงตั้งเป้าหมายที่จะให้ชาวนาของเราได้ผลผลิต 800-1,200 กก.ต่อไร่ต่อปี เหมือนที่หลายประเทศในแถบอาเซียนทำได้

    กลับมาที่โครงการบำเหน็จณรงค์โมเดล นอกจากเราจะส่งเสริมเรื่องการเกษตรที่รวมถึงปุ๋ยสั่งตัดแล้ว เรายังมีโครงการที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงที่ว่างจากการทำนา ตอนนี้ทดลองเลี้ยงปลากะพงขาวในบ่อพลาสติกขนาด 3 เมตร 2 บ่อ บ่อละร้อยตัว ใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน ให้โต 7 ขีด-1 กก. ขายได้กิโลกรัมละ 120 บาท ซึ่งตอนนี้เรากำลังหาตลาดให้อยู่ อีกโครงการคือการเลี้ยงขุนจากโคนมเพศผู้ เนื่องจากในพื้นที่มีการเลี้ยงโคนมซึ่งปกติลูกวัวตัวเมียจะนำไปขุนเป็นโคนม แต่หากเป็นลูกวัวตัวผู้ ก็จะโดนขายทิ้งเพราะให้นมไม่ได้ เราจะไปส่งเสริมให้เขาเอาลูกโคนมตัวผู้มาขุนให้เป็นโคเนื้อเกรดดี โดยเราร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรเพื่อขอสนับสนุนความรู้ และเราจะทดลองเลี้ยงดูก่อนว่าเป็นอย่างไร พิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าเลี้ยงแล้วชาวบ้านจะมีรายได้เพิ่มจริง เราถึงจะถ่ายทอดความรู้ให้ชาวบ้านเลี้ยงอย่างจริงจัง พร้อมทั้งศึกษาตลาดเพื่อให้ครบวงจรจากต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

    นอกจากนี้ ยังมีโครงการปลูกพืชพลังงานบนพื้นที่รอบเหมืองและบ่อเก็บหางแร่ เพื่อให้เป็นป่าชุมชนที่สร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่นไปด้วย เพราะเรามีแผนให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมและได้ค่าแรงเพื่อเป็นรายได้เสริมจากการทำเกษตรตามปกติ เพื่อให้คนในชุมชนมีรายได้ที่มั่นคง....

    ชุมชนอยู่ดีกินดี เหมืองก็สามารถอยู่เคียงคู่ส่งเสริมความเข้มแข็งได้ ซึ่งหมายถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติอย่างยั่งยืน คือ บำเหน็จณรงค์โมเดล ส่วนจะไปให้ไกลกว่าเบลารุสในอนาคตหรือไม่นั้น ..น่าลุ้นและให้กำลังใจที่สุด..จริงไหม.

    ปิยสาร์

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น