4 โรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพต้นแบบ ลดหวาน มัน เค็ม!!

  • Tuesday, January 9, 2018 - 00:00


    ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงในประชากรอายุ 15 ขึ้นไปสูงขึ้นมาก รวมถึงมีอัตราการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตวายเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้ริเริ่มผลักดันโครงการ “พัฒนาต้นแบบโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพในด้านการจัดบริการอาหารสุขภาพ ลดหวาน มัน เค็ม” โดยมี ผศ.นพ.สรุศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดการบริโภคเค็ม เป็นที่ปรึกษาโครงการโรงพยาบาลต้นแบบสร้างเสริมสุขภาพด้านการจัดบริการสุขภาพลดหวานมันเค็ม

    ตลอด 1 ปี รพ.ต้นแบบทั้ง 4 แห่งได้แก่ ภาคกลาง รพ.รามาธิบดี ภาคใต้ รพ.สุราษฎร์ธานี ภาคเหนือ รพ.พะเยา และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รพ.สุรินทร์ ดำเนินการอย่างชัดเจนและเห็นผลเป็นรูปธรรม

    นพ.สมเกียรติ ลีละศิธร รองคณบดีฝ่ายสร้างเสริมสุขภาพ รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า รพ.รามาฯ เริ่มโครงการนี้ด้วยการจัดอบรมความรู้เกี่ยวกับการลดหวานมันเค็มให้กับแม่ครัวและบุคลากรทั้งกลุ่มเสี่ยงและไม่เสี่ยง ซึ่งในส่วนร้านค้าสวัสดิการของ รพ.เข้าร่วม 46 ร้าน แต่ละร้านมีการปรับสูตรอาหารเพื่อลดหวานมันเค็ม อย่างน้อย 1 เมนู เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้มีการเปลี่ยนภาชนะเครื่องปรุง จากปากกว้างเป็นปากแคบ ช้อนตักจากขนาดใหญ่เป็นขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถตักเครื่องปรุงได้ครั้งละไม่มาก และมีนโยบายลดราคาให้กับผู้ที่เลือกซื้อเมนูสุขภาพด้วย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้พบว่า กินหวานมันเค็มน้อยลง 59.20% กินเท่าเดิม 40.30% กินมากขึ้น 50% และคำถามการเติมเครื่องปรุง เติมน้อยลง 64.80% เติมเท่าเดิม 33.60% และ 19 คน เติมมากขึ้น 16% ทั้งนี้ในระยะยาวจะมีการขยายเมนูสุขภาพให้มากกว่าร้านละ 1 เมนู

    ขณะที่ นพ.สุพจน์ ภูเก้าล้วน ผอ.รพ.สุราษฎร์ธานี บอกว่า อาหารของคนใต้ส่วนใหญ่จะมีรสชาติจัดจ้าน ทั้งหวาน มัน เค็ม เมื่อมีการตรวจสุขภาพของบุคลากรเจ้าหน้าที่ พบว่า มีโรคเรื้อรังทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและไขมัน การเข้าร่วมโครงการ รพ.ต้นแบบจึงเริ่มดำเนินงานด้วยการประชุมวางแผนในการปรับปัจจัยแวดล้อมให้เอื้อ เช่น ปรับเมนูอาหารในร้านสวัสดิการ รพ. 7 ร้าน 7 เมนู จนจัดทำเป็นตำรับอาหาร เช่น ต้มยำทะเล ปริมาณโซเดียมลดลงจากกว่า 2,000 มิลลิกรัม เหลือ 900 มิลลิกรัม หรือแกงส้มกุ้งผักรวม ลดจาด 800 เหลือ 500 มิลลิกรัม เป็นต้น ซึงบริเวณหน้าร้านจะมีป้ายแสดงประโยชน์ของเมนูสุขภาพด้วย

    สำหรับอาหารของผู้ป่วยใน ฝ่ายโภชนาการก็จะปรุงอาหารตำรับลดหวานมันเค็ม โดยจะมีกระดาษลองถาด เรียกว่า “เมนูคู่ถาด” ซึ่งจะบอกปริมาณหวานมันเค็ม วิธีการปรุงและมีคิวอาร์โค้ด (QR Code) เพื่อให้ผู้ป่วยหรือญาติสามารถกลับไปปรุงเองที่บ้านได้ รวมถึงวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหารจะใช้พืชผักที่ปลอดภัย และมีป้ายรณรงค์ลดอาหารหวานมันเค็มในบริเวณต่างๆ ของ รพ. เช่น ลิฟต์หรือทางเดิน ผลการดำเนินตลอด 10 เดือน พบว่า เจ้าหน้าที่และผู้ใช้บริการมีความพอใจ 93.6% และมีระดับความดันปกติเพิ่มมากขึ้นและระดับความดันผิดปกติน้อยลง ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงลดลง และไขมันลดลง

    ในส่วน พญ.จิรพร ภัทรนุธาพร ผอ.รพ.พะเยา เล่าว่า ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั้งความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไตเรื้อรัง หลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองที่เข้ามารับบริการที่ รพ.พะเยามีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ และเจ้าหน้าที่ รพ.ราว 40% มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ โครงการนี้จึงเป็นโอกาสดี ในการเริ่มต้นดูแลสุขภาพ ซึ่งผลดำเนินการผู้ร่วมกิจกรรม ในส่วนของเจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจมาก-มากที่สุด 96% มีความรู้เพิ่มขึ้น 97% ลดน้ำหนักลงได้ 70% และผู้มารับบริการ รพ.มีความพึงพอใจรสชาติ 68.3% พึงพอใจปริมาณอาหารต่อราคา 75.8% ซึ่งในอนาคตจะพยายามให้มีความยั่งยืน โดยบูรณาการเข้ากับงานประจำในคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และกำหนดเป็นเงื่อนไขให้ร้านอาหารที่จะเข้ามาจำหน่ายใน รพ.จะต้องมีเมนูสุขภาพอย่างน้อย 1 อย่าง จึงจะได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ประกอบการของ รพ.และขยายสู่ตำบลต้นแบบลดหวานมันเค็ม

    สุดท้ายที่ภาคอีสาน นพ.ประวีณ ตัณฑประภา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ บอกว่า กิจกรรมที่ดำเนินการ คือ คัดร้านอาหารใน รพ.ที่สมัครใจเข้าร่วม 15 ร้าน ดำเนินการปรับสูตรอาหาร ฝ่ายโภชนาการของ รพ.ตรวจสอบปริมาณความหวานมันเค็ม นำมาชิม คัดเลือก 5 เมนูจาก 5 ร้านเพื่อให้รางวัล ซึ่งจะพิจารณาทั้งจากรสชาติ ปริมาณหวานมันเค็มที่ลดลงได้มากที่สุด และประเมินความพึงพอใจ อนาคตจะมีการขยายผลไปสู่เครือข่ายโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) 2 แห่ง เพิ่มเมนูสุขภาพในร้านอาหารทุกร้านใน รพ. โดยพยายามช่วยให้ร้านอาหารมีรายได้เท่าเดิมหรือไม่ลดลง และจะเพิ่มเงื่อนไขต้องมีเมนูสุขภาพ 1 รายการในการคัดเลือกร้านอาหารของ รพ.ด้วย

    ท้ายที่สุด ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นนโยบายที่จะบูรณาการงานสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้เกิดนโยบายและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสุขภาพทั้งในโรงพยาบาลและสังคม เพื่อให้บุคลากร นักศึกษา ผู้รับบริการและญาติ รวมถึงประชาชนทั่วไปมีสุขภาพที่ดี และเกิดสังคมสุขภาวะ ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกอาหารสุขภาพที่เข้าถึงง่าย การสร้างความมีส่วนร่วมทั้งในระดับหน่วยงานและบุคคล เพื่อให้เกิดความตระหนักและเพิ่มทักษะในการเลือกอาหารสุขภาพ จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมช่วยกัน นำไปสู่การเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อให้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ ตลอดจนการรณรงค์เพื่อสร้างกระแสให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและยกระดับคุณภาพของแต่ละโรงพยาบาลและชุมชน

    “ทั้งหมดจะส่งผลให้คนไทยลดการบริโภคอาหารหวานมันเค็ม เพิ่มการออกกำลังกาย ลดภาวะเครียด ซึ่งคาดว่าทำให้เกิดการจัดการอาหารที่ปลอดภัย เกิดมาตรการทางสังคม มีปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสมให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อให้เป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพต้นแบบในการลดหวานมันเค็มที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของบุคลากรในโรงพยาบาลและชุมชน” ดร.นพ.ไพโรจน์กล่าว.

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น