'สังคมไทยในมุมมองกลับหัว'


   

    ปี ๒๕๖๑ "บิ๊กตู่" กอบกู้เศรษฐกิจสดใส นึกว่าประเทศไทยจะไหลลื่น
    แต่ที่ไหนได้.........
    หันไปทางไหน "ติดล็อก" แทบทุกเรื่อง    
    เลือกตั้ง ส.ส. "ติดล็อก" คำสั่ง คสช.
    คสช. "ติดล็อก" นาฬิกาบิ๊กป้อม
    โรงไฟฟ้าถ่านหิน "ติดล็อก" ฟ้าใส-ทะเลสวย
    บ้านเมืองสะดุดพัฒนาเดินหน้าไม่ได้ "ติดล็อก" เอ็นจีโอ
    สังคมที่แต่ละคน "เอาปัญหาตัวเอง" เป็นปัญหาประเทศ แล้วต่างคน-ต่างเรียกร้องเอาที่ต้องการ 
    รัฐบาลทำอะไร ผิด-ถูก กูไม่รู้ ค้านแหลกตะพึด
    ครั้นไม่ทำ ก็ถูกว่า เข้ามาเป็นพรหมลูกฟักหรือไง?
    ครั้นทำ ก็ถูกว่า การจัดระเบียบ คือการจำกัดเสรีภาพ
    เปิดเขตเศรษฐกิจอีอีซีรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ก็ถูกว่า จะเอาแผ่นดินยกให้ต่างชาติ
    เปิดประชารัฐเพื่อคนฐานราก ก็ถูกว่า ขายสินค้ากลุ่มทุน
    สวัสดิการรัฐ-แจกบัตรคนจน ก็ถูกว่า ประชานิยมหาเสียง
    อืมมมม.....
    ใครพกความตั้งใจเข้ามาหวังสะสางปัญหาหมักหมมให้ประเทศ จะพบอุปสรรคซ้ำซากแบบนี้
    แต่ถ้าเข้ามาเป็นรัฐบาล "แบ่งกันกิน".........
    อำนาจรวมศูนย์นักการเมือง แล้วกระจายผ่าน ข้าราชการ-ทหาร-ตำรวจ-อิทธิพลถิ่น-หัวคะแนน
    เอากันตามใจชอบ...........
    ตัวใหญ่-คำใหญ่, ตัวเล็ก-คำเล็ก ประเภทนักวิชาการ-ปัญญาชน แจกตำแหน่ง-ทุนวิจัย-ให้โครงการ 
    ประเภทนิ้วก้อยตีนซ้ายเหมือนไก่ตามใต้ถุน ให้คุ้ยเขี่ยที่เรี่ยราดกินกันไปเป็นทอดๆ
    "ระบบอุปถัมภ์" แบบนี้ ถูกนิสัย สังคมไทยชอบ!
    โดยนัยนี้ คนส่วนหนึ่ง วันๆ จึงหายใจเป็นเลือกตั้ง ไม่ใช่หื่นกระหายประชาธิปไตยตามนิยาม
    หากแต่โหยหาการเลือกตั้ง เพราะนักเลือกตั้ง "ฝังชิป" ต่อเนื่องจนชิน ว่าเป็นประชาธิปไตยเลือกตั้งแล้ว
    จะทำอะไรก็ได้ เรียกร้องเอาอะไรก็ได้ นักการเมืองต้องประจบตามใจ จัดหาให้หมด!
    คนไทยส่วนใหญ่ ไม่ชอบทำอะไรตรงไป-ตรงมา อยากเป็นคนพิเศษ "อภิสิทธิ์"
    เป็นเจ้าพ่อ-ลูกพี่ไม่ได้ ก็ขอเป็น "คนของเจ้านาย-คนของลูกพี่"
    เพราะการมีปลอกคอ วางตัวเหนือ "กฎระเบียบ-กฎกติกา" ได้ง่าย 
    ซึ่งแบบนี้....ดูมันเท่ 
    แถมได้รับการซูฮก-ยกย่องจากคนอื่น เรียกว่าเนื้อตัวมันยืดใหญ่เหนือมนุษย์ไปหมด
    แต่ถ้าต้องทำตามกฎ เดินตามกติกา ต้องเข้าแถวเหมือนคนอื่นเขา จะรู้สึก "เสียหน้า" มาก 
    นี่แหละคนไทย!
    นักเลือกตั้งถึงชอบพูดติดปากอยู่ ๒ คำว่า "ประชาชนเลือกผมมา" กับ "ประชาชนต้องการ"
    นักเลือกตั้ง "สมอำนาจ" ชาวบ้านที่เลือกก็ "สมประโยชน์" เป็นสมการลงตัวง่ายๆ แบบนี้ 
    ประเทศไทยซึ่ง "ภูมิศาสตร์" สมบูรณ์พร้อมกว่าทุกประเทศในย่านนี้ แต่เพราะประชาธิปไตย "ระบบอุปถัมภ์" แบบนี้
    จึงพัฒนาให้ก้าวหน้ากว่าบ้านอื่น-เมืองอื่นไม่ได้ ทั้งที่เขาด้อยกว่าเรา ก็เพราะเหตุนี้
    ๓-๔ วันก่อน เห็นข่าวเอะอะตามโซเชียล มีเดีย ว่าแรงงานต่างชาติ "เขมร-พม่า-จีน-เวียดนาม-ลาว-อินเดีย" เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย
    ถึงขั้นใช้คำว่า "เขมร-พม่ายึดประเทศไทย"!
    และดูเหมือนวัน-สองวันนี้ กระทรวงแรงงานต้องออกสำรวจ-ตรวจจับ ตามตลาดสด ตลาดนัด ตามริมถนนรนแคม และตามหมู่บ้าน
    เรื่องนี้ ถ้าคนไทยเราใช้ "สติมอง" แทนตาสักนิด จะได้มุมคิดมากทีเดียว 
    เพราะ "ภาพที่ตาเห็น" สวนทางกับ "ความจริงที่เป็น" ในบ้านเมืองไทยวันนี้ ชนิด ๓๖๐ องศา
    ภาคธุรกิจ-ร้านค้า-อุตสาหกรรม ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ ร้องว่า ขาดแคลนแรงงาน หาคนรับจ้าง หาคนช่วยทำงานไม่ได้
    ตามบ้านช่องก็ร้อง หาแม่บ้านไม่ได้ ไม่มีคนรับจ้างกวาดบ้าน ถูบ้าน ซักเสื้อผ้า จิปาถะที่เป็นงานบ้าน
    ในขณะเดียวกัน.........
    คนไทยส่วนหนึ่ง ก็ร้อง ไม่มีงานทำ หาเงิน-หาทองยาก ชีวิตยากจนข้นแค้น จนเกิดอาชีพ "ดรามาความจน" ลงเว็บ 
    รวยฉับพลันกันเป็นล้านๆ ต่อราย!
    ถามว่า ประเทศไทย "ขาดแคลนแรงงาน" หรือ "คนไทยไม่นิยมทำงาน" กันแน่?
    ในขณะที่บ่นกันว่าเศรษฐกิจฝืดเคือง ทำมาหากินลำบาก คนไทยจ้ำม่ำ อาการครบ ๓๒ วันนี้ มีแต่คนจน รอรัฐบาลเลี้ยงเพิ่มขึ้นทุกวัน
    แต่เท่าที่ผมประจักษ์.........
    คนพม่า ไหปลาร้า ๒ ใบโผล่บนไหล่ มีผ้านุ่งมา ๒-๓ ผืนเป็นสมบัติติดตัว มารับจ้างทำงานบ้าน 
    กินฟรี อยู่ฟรี ห้องนอนฟรี ประปา-ไฟฟ้า-โทรทัศน์ ประเคนให้
    เจ็บป่วยรักษาให้ ไปไหน-กินไหน ไปและกินด้วยกัน เรียกว่า อยู่เหมือนญาติ 
    เผลอๆ ร่วม ๒ ปี จากไหปลาร้าโผล่ กลายเป็น "เงินทองเต็มไห" เสื้อผ้า-หน้า-ผม โทรศัพท์มือถือ ทองหย็องเงี้ย แดงไปทั้งตัว
    ลากลับบ้าน........
    "เงินแสน" แน่นกระเป๋า!
    เนี่ย...ดูๆ แล้วก็ไม่เข้าใจ ทำไมคนไทยจึงร้องว่า "ไม่มีงานทำหาเงินไม่ได้ ลำบากยากจน"?
    แต่คน "ลาว-เขมร-พม่า" มะล่อก-มะแล่กมาแค่ปี-สองปี เงินทองกลับเหลือกิน-เหลือใช้ ขนกลับบ้านกันคนละเป็นแสนๆ?!
    ด้วยค่าจ้างขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท มันประกันรายได้ไม่หนีเดือนละหมื่นอยู่แล้ว 
    ยิ่งงานบ้านทุกวันนี้ ๕๐๐ บาท/เดือน ก็ยังโขกเอาได้ 
    โดยเฉพาะงานบ้าน นั้น........
     แค่ขยัน-ซื่อสัตย์-สุจริต เรียกว่า "เงินเดือนคือเงินเก็บ" ไม่ต้องใช้ เพราะอยู่บ้านไหน ทุกอย่างเขาให้ฟรีอยู่แล้ว เผลอๆ จ่ายพิเศษเพิ่มด้วยซ้ำ
    พูดกันตรงๆ "คนรับใช้" แต่ละบ้านนั้น ได้รับการเอาอก-เอาใจจากเจ้าของบ้านยิ่งกว่าลูกเต้าเขาเสียอีก
    แล้วคนไทยหายไปไหนหมด?    
    ทุกวันนี้ ร่อนทองยังง่ายกว่าหาคนไทยมาทำงาน ยิ่งงานครัว ร้านอาหาร งานหนักหน่อย งานเลอะเนื้อ-เลอะตัวหน่อย 
    แหวะ....ไม่เอาหรอก เดี๋ยวผิวไม่สวย!
    ๒ เดือนก่อน เจอคนที่กระบี่ เขาบอกว่า ร้านเขาตอนนี้เปลืองถ้วยชามมาก
    ถามว่าเพราะอะไร?
    เขาบอกว่า หาลูกจ้างล้างไม่ได้ ต้องแก้ปัญหาด้วยการซื้อมามากๆ ลูกค้ากินเสร็จ ก็เก็บไปกองๆ ไว้หลังร้าน 
    วัน-สองวัน จ้างคนมาล้างที!
    แล้วที่โวยวายกัน ว่าพวกแรงงานเขมร-พม่า-ลาว-ญวน-จีน มาเช่าที่เปิดแผงขายของ 
    ขายอาหาร ขายของหน้าร้าน ขายโรตี ขายถั่ว ออกเงินกู้เดินเก็บดอกรายวัน คือการ "แย่งอาชีพคนไทย"
    แถมประดิษฐ์คำน่าตื่นกลัว "ต่างชาติ" กำลังยึดครองประเทศไทย นั้น
    ผมอยากให้พวกเราคนไทย ลองย้อนถามตัวเองซิ.........
    ก่อนที่พวกเขาทำ (มาหากิน) แล้วทำไมพวกเราไม่ทำ (มาหากิน) แบบเขาบ้าง?
    และสมมุติ กวาดจับพวกแย่งอาชีพนี้หมดไปแล้ว พวกเราจะหันมา "หนักเอา-เบาสู้"
    "กู้ชาติ-กู้อาชีพ" กลับคืน 
    รู้จักทำมาหากินด้วยการค้าขายแบบเขากันบ้าง?
    ที่พูดนี่ ไม่ได้หมายความว่า เห็นดี-เห็นงาม กับที่ต่างชาติเข้ายึดแผ่นดินไทย "ขุดทอง" สร้างความร่ำรวยแล้วขนกลับไปบ้านเขา
    แต่พูดในความหมาย.........
    อย่าเอาแต่โวยวาย ดูพวกเขาแล้วย้อนดูตัวเรา..เงินทองเต็มแผ่นดิน แต่เราคนไทย ทำไมจึงมองไม่เห็น?
    ในขณะเดียวกัน พวกเขาพกมือเปล่า-ตีนเปล่า-ท้องแห้ง บากหน้ามาบ้านเรา 
    กลับพบขุมทองทุกแห่ง-ทุกตารางแผ่นดินไทย และพากันขุดเอา..ขุดเอา พวกเราได้แต่อิจฉา และโวย?
    ผมอยากให้พวกเราไปเห็นชีวิตคนอินเดีย เราว่าจน แต่เขาบวกจนของเราไป ๑๐๐ เท่า
    แต่ไปถามเขาซิว่า จนมั้ย?
    คนอินเดียไม่มีใครจน เพราะเขาพอใจกับสิ่งที่เขามี-เขาเป็น และประกอบกิจ-ชีวิต-การงานไปตามนั้น
    ขอทานเกลื่อนเมืองนั่นไง ยังจะว่าไม่มีคนจน?
    ไม่ใช่........
    การขอทาน นั้น คนอินเดียถือเป็น "หน้าที่" ทางสังคมอย่างหนึ่ง ถ้าไม่มี "การขอ" แล้วโลกนี้ จะมี "การให้" ที่สวยงามได้อย่างไร? 
    ทุกคนเกิดมาต้องมี "หน้าที่"............
    เพราะมองข้ามหน้าที่นั่นแหละ "ความจน" จึงกลายเป็นอาชีพใหม่ของคนไทย ที่นับวันรัฐบาลต้อง "อุ้มเพิ่ม-เลี้ยงดูเพิ่ม" ไม่สิ้นสุด.


"หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป"อริยสงฆ์ "สายหลวงปู่มั่น" ละสังขารแล้ว เมื่อวันตรุษจีน ที่ ๑๕ กุมภา ๖๑ภายในกุฏิท่าน ณ วัดป่าอรัญญวิเวก บ้านปง ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

ปีแห่ง "โชคลางกระถางแตก"
ว่าด้วยกินและเที่ยว 'ตรุษจีน'
'หมอธี...บนทางคิดจริยธรรม'
'ไซด์ไลน์' ภาคสังคมจริยธรรม
ประชาธิปไตยกลับหัว
สำนึกข้าราชการ 'วิทูรัช ศรีนาม'