ศิลปะในช่วง “ขาลง”


   


    เมื่อถึงช่วง ขาลง คงต้องทำความเข้าใจเอาไว้ด้วยว่า...การลงนั้นมันก็มี ศิลปะ ของมันอยู่เหมือนกัน คือจะอ้าแขน อ้าขา ปล่อยเลยตามเลย กลิ้งหลุนๆ กันไปเรื่อยๆ นั้น อาจต้องเจ็บ ต้องช้ำ กว่าเท่าที่ควรจะเป็นเอาง่ายๆ  เผลอๆ ถ้ากลิ้งเอาหัวไปกระแทกกับก้อนหิน กำแพงอิฐ หรืออะไรที่แข็งๆ หนาๆ อาจถึงขั้นกะโหลกร้าว บาดเจ็บ พิการ ไม่ก็ตายเอาง่ายๆ...
                                                              ---------------------------------------------
    คืออาจต้องหัดพับแขน พับขา เก็บไหล่ เก็บคาง แบบที่พวกนักศึกษาวิชาทหารเขาหัดมาตั้งแต่เรียน รด.นั่นแหละ เพื่อไม่ให้อวัยวะส่วนหนึ่ง ส่วนใดในร่างกาย มันไปกระทบกระแทกกับสิ่งที่กองระเกะระกะอยู่ในช่วง ขาลง  หรือไม่ก็ต้องหัดสไลด์มือ สไลด์เท้า เพื่อให้สามารถลงกันได้แบบ นิ่มๆ แม้ไม่ถึงขั้น สมูธ แอส ซิลค์ แต่คงไม่ถึงกับถลอกปอกเปิก ถึงขั้นเลือดตกยางออก หรือต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปโดยตลอด...
                                                                    ----------------------------------------------
    แต่สำหรับผู้ที่เป็นทหารแท้ๆ หรืออดีตทหาร อย่างท่านนายกฯ บิ๊กตู่ คงไม่ต้องเสียเวลากางตำรานักศึกษาวิชาทหารในเรื่องการลงแบบนิ่ม-ไม่นิ่ม ไปนำเสนออะไรกับท่านอีกต่อไปแล้ว เพียงแต่ที่ยังไม่แน่ชัด ไม่แน่ใจ ว่าทุกวันนี้...ท่านคิดว่าถึงช่วง ขาลง ของท่านแล้วหรือไม่ ถ้าหากยังไม่คิด...อันนั้นนั่นแหละ มันอาจจะลืมเก็บเข่า เก็บคาง ลงแบบไม่ทันได้ตั้งหลัก ตั้งตัว โอกาสที่จะเกิดอาการอ้าขา ผวาปีก กลิ้งหลุนๆ ร่วงลงมาแบบนกปีกหัก ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เอาซะเลย...
                                                            --------------------------------------------------
    และโดยส่วนใหญ่...ผู้ที่อยู่ในแวดวงอำนาจทั้งหลายนั่นแหละ มักจะลืมคิดถึงสิ่งเหล่านี้ ในเมื่อทุกๆ ครั้งๆ ที่หันขวา หันซ้าย ก็มักจะได้ยินเสียงตอบรับ ประเภท ใช่ครับพี่...ดีครับผม...เหมาะสมครับนาย เสมอๆ แม้ว่าช่วงปีใหม่จะหันไปเจอผู้หลัก-ผู้ใหญ่ ผู้อาวุโสระดับรัฐบุรุษอาวุโส อย่าง ป๋าเปรม ปรารภในเรื่อง กองหนุน ถูกใช้ไปแทบหมดแล้ว แต่ท่านอาจจะนำมา ตีความ เสียใหม่ เพื่อให้ต้องตามรสนิยมของตัวเองหรือไม่ อย่างไร ก็มิอาจทราบได้ ลักษณะอาการของการเก็บแขน เก็บเข่า พับคางเอาไว้ในไหล่ การเตรียมพร้อมในระหว่าง ขาลง จึงไม่ถึงกับปรากฏให้เห็นชัดเจนมากมายซักเท่าไหร่...
                                                             -----------------------------------------------------
    คือยังปล่อยให้เกิดบรรยากาศแห่งการยื้อไป-ยื้อมา บรรยากาศความอึมครึมในแบบไม่รู้ว่าจะเลือกตั้งกันตอนไหน แถมยังไม่รู้ว่า พรรคทหาร นั้นจะไปคว้าใครต่อใคร เอามาหนุน นายกฯ คนนอก จนอาจก่อให้เกิดความไม่เข้าใจต่อ กองหนุน ที่พากันปลดประจำการเป็น กองเกิน  หรือหันไปเป็น กองหลอน ไปเป็นกระบิๆ มันเลยก่อให้เกิด เงื่อนไข หรือ เหตุปัจจัย ที่จะนำไปสู่การรวมมือ รวมตีน ถีบสกัดกันอุตลุด หรือพูดๆ ง่ายว่า...ความไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ ว่ามันจะเกิด โรดหมับ ขึ้นมาในตอนไหน เมื่อไหร่ มันเลยส่งผลให้การเดินไปตาม โรดแมป ยิ่งลำบากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ...
                                                            ----------------------------------------------------
    ทั้งๆ ที่ช่วงเวลาอีกประมาณปีกว่าๆ นั้น...ไม่ว่าจะสั้นไป-ยาวไป แต่น่าจะถือเป็นห้วงเวลาที่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์โพดผลได้ไม่น้อย สำหรับชาติ บ้านเมือง ยิ่งถ้าหากมุ่งมั่น ตั้งใจ ที่จะ คืนความสุข ให้ใครต่อใครตามที่เคยได้ให้คำมั่น สัญญาเอาไว้แล้ว แม้แค่วินาทีเดียว ย่อมสามารถทำได้ด้วยกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะเมื่อยังมี มาตราฉี่ฉิบฉี่ อยู่ในมือ แบบครบแท่ง ครบด้าม ยิ่งเหลือเวลาเป็นปีๆ ยิ่งสามารถควักออกมาฟาดอะไรต่อมิอะไร ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางความสุขผู้คน ได้อย่างถูกจังหวะ จะโคน ไม่ต้องเร่งร้อน เร่าร้อน กับแรงเสียดสี เสียดทาน อะไรมากมายนัก...
                                                             -----------------------------------------------------
    แต่ก็นั่นแหละ...ถ้าหากมันยังมี เงื่อนไข, เหตุปัจจัย ที่ถูกหยิบมาใช้เป็นอุปสรรคขัดขวาง การออกหมัด ออกมือ ออกเท้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ว่า มันก็อาจกลายเป็นตัวก่อให้เกิดความยุ่งยาก เกะๆ กะๆ จนอาจทำอะไรไม่ได้ถนัดซักเท่าไหร่ หรือไม่อาจก่อให้เกิด ความร่วมมือ-ร่วมใจ เกิดความเป็น ประชารัฐ ที่แท้จริง ไม่ต้องหันไปเป็น ประชา ช้ำชอก ที่หนีไม่พ้นต้อง ซาดิสต์ ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ ความศรัทธาและไว้วางใจ มันลดต่ำลงไปพร้อมๆ กับภาวะ ขาลง ยิ่งขึ้นทุกที...
                                                              --------------------------------------------------
    ถึงจังหวะนั้น...โอกาสที่จะลงแรง ลงหนัก ลงแบบกลิ้งหลุนๆ หัวไปกระแทกเสา กระแทกพื้น หมดสติ หมดโอกาสที่จะลุกขึ้นมาคว้ามาตราฉี่ฉิบฉี่ ไปใช้เป็นเครื่องมือในการคืนความสุขให้กับใครต่อใคร ย่อมเป็นไปได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์ ด้วยเหตุนี้ในขณะที่ยังพอรวบรวม สติ เอาไว้รองรับ ปัญญา กันได้ถนัดๆ การ ขจัดเงื่อนไข เพื่อที่จะหาทางลงกันในแบบนิ่มๆ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์แก่ตัวตนของตน รวมทั้งของส่วนรวมหรือประเทศชาติ บ้านเมืองควบคู่ไปด้วย จึงเป็นสิ่งสำคัญเอามากๆ โดยเฉพาะเมื่อถึงวินาทีนี้ วินาทีที่ไม่ว่ามองซ้าย-มองขวา มองจากล่างขึ้นบน จากบนลงล่าง ยังไงๆ คงต้องลงอยู่แล้วแน่ๆ...
                                                                -------------------------------------------------
    ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Anon... Be nice to the people you meet on the way up because they are the people you will meet on the way down.- จงดีต่อคนที่ท่านพบปะระหว่างเดินขึ้นข้างบน เพราะระหว่างที่เดินลงมาข้างล่าง ท่านก็จะพบปะกับเขาเหล่านี้อีก...
                                                                 -------------------------------------------------


"หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป"อริยสงฆ์ "สายหลวงปู่มั่น" ละสังขารแล้ว เมื่อวันตรุษจีน ที่ ๑๕ กุมภา ๖๑ภายในกุฏิท่าน ณ วัดป่าอรัญญวิเวก บ้านปง ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

ปีแห่ง "โชคลางกระถางแตก"
ว่าด้วยกินและเที่ยว 'ตรุษจีน'
'หมอธี...บนทางคิดจริยธรรม'
'ไซด์ไลน์' ภาคสังคมจริยธรรม
ประชาธิปไตยกลับหัว
สำนึกข้าราชการ 'วิทูรัช ศรีนาม'