ประเดิมมาตรฐานจริยธรรม 'เสี่ยป้อม-เครือข่าย' ของเข้าตัว


   


    ทำท่าว่าการเลื่อนโรดแมปหลายรอบของรัฐบาลทหารจะไม่เป็นผลดีเสียแล้ว หลังมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 มีผลบังคับใช้  
    ตามประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา
    ทั้งที่ความตั้งใจเดิมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และผู้มีอำนาจต้องการให้มีผลบังคับใช้แก่ ส.ส., ส.ว. และ ครม.ในอนาคตภายหลังการเลือกตั้ง
    แต่การเลื่อนโรดแมปหลายรอบหลายวาระเพราะความจำเป็นของ คสช.กลับกลายทำให้มาตรฐานจริยธรรมมีผลบังคับใช้เร็วเกินไป เพราะถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญที่ต้องจัดทำให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีหลังประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 เพราะหากทำไม่ทัน ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระจะต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 276 จึงเป็นเหตุให้กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ก่อนเส้นตายในที่ 6 เมษายน 2561  
    ดังนั้นผู้ที่จะถูกท้าทายและประเดิมใช้มาตรฐานทางจริยธรรม นอกจากศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระก็คือ ครม.ชุดปัจจุบัน และ สนช. ที่ปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.และ ส.ว.
    สำหรับกลไกการควบคุมจริยธรรมดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหม่ที่ กรธ.คิดค้นขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับที่อ้างว่าปราบโกง และหากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามก็จะมีโทษรุนแรงตามมา  
    โดยมีองค์กรผู้ไต่สวนทำสำนวนคดีคือ ป.ป.ช. โดยประชาชนหากพบเห็นการกระทำที่ผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงสามารถยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. หรือขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ก็สามารถหยิบประเด็นขึ้นมาตรวจสอบเองได้หากเห็นว่าฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยจะยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) และมาตรา235  
    ขณะเดียวหาก ป.ป.ช.ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงเสียเอง ส.ส., ส.ว. หรือ สมาชิกทั้งสองสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ทั้งสองสภา หรือประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นรายชื่อ สามารถยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาเพื่อเสนอเรื่องไปที่ประธานศาลฎีกา ให้ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบ และหากไต่สวนเห็นว่าฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงก็ยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย 
    โดยทั้งสองช่องทางนี้ไม่ต้องผ่านสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา และหากศาลฎีกาประทับรับฟ้องแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และหากตัดสินว่าผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง   จะมีบทลงโทษตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 คือถูกเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส., ส.ว., สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ
    โดยดูจากลักษณะความผิดเป็นไปตามมาตรฐานทางจริยธรรมที่ระบุไว้ชัดแจ้งในข้อ 27 ว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามในหมวดที่ 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรงทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด  
    แตกต่างจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 2 และหมวด 3 จะถือว่ามีลักษณะร้ายแรงหรือไม่อาจเปิดช่องให้มีการต่อสู้พิสูจน์ในเรื่องพฤติกรรมและเจตนาประกอบการตัดสิน  
     ส่วนบุคคลในขณะนี้ที่สังคมคาดหวังให้ตรวจสอบตามมาตรฐานจริยธรรมคงหนีไม่พ้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และองค์กรภาคีเครือข่ายในแม่น้ำ 5 สายที่ช่วยออกมาปกป้อง หลังถูกตรวจสอบจาก ป.ป.ช.กรณีนาฬิกาเพื่อนและแหวนเพชรแม่ โดยไม่ได้แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเมื่อเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง
    โดยประเด็นนี้สุ่มเสี่ยงเข้าข่ายผิดมาตรฐานทางจริยธรรมหลายข้อ โดยเฉพาะในข้อ 9 ที่ระบุว่า “ต้องไม่ขอ ไม่เรียก ไม่รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดในประกาศที่อาจทำให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่” ข้อ10 ที่ระบุว่า “ต้องไม่รับของขวัญ ของกำนัล ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เว้นแต่เป็นการรับจากการให้โดยธรรมจรรยา และการรับที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับให้รับได้” รวมทั้งข้อ 17 ที่ว่า “ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง”
      โดยเฉพาะข้อ 9 และข้อ 10 ถือว่าอยู่ภายบทลงโทษของมาตรฐานทางจริยธรรมในข้อ 27 ในหมวดที่ 1 ระบุว่า การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวให้ถือมีลักษณะร้ายแรง โดยไม่ต้องดูพฤติกรรมและเจตนาประกอบ ซึ่งหากมีความผิดจริงก็จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต 
    หลังจากนี้ต้องจับตาดูว่าประเด็นเรื่องนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร ที่มีหลายองค์กรเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อปกป้องเจ้านาย จะเป็นบททดสอบว่ามาตรฐานทางจริยธรรมมีผลบังคับใช้ได้จริง  หรือเก็บไว้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม. 
 


กรณี "ทุบรถ" ที่ประเวศ.........คือตัวอย่างยืนยันถ้าไม่ปฏิรูป "ระบบราชการ" แต่ยุคนี้-วันนี้ เมื่อศตวรรษที่ ๒๑ มาถึง ไทยก็ยังยุค "อนารยะ" คงที่

การเมืองไซด์ไลน์
อย่าเลือกตั้งเพราะอยาก
'สะท้อนกรรมจากอริยสงฆ์'
ปีแห่ง "โชคลางกระถางแตก"
ว่าด้วยกินและเที่ยว 'ตรุษจีน'
'หมอธี...บนทางคิดจริยธรรม'