นักวิชาเกรียน


   

    เรื่องของนักวิชาการ นักวิชาเกิน บางทีมันก็น่าคิดว่า คนที่มีความรู้ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย แต่ทำไมถึงลดตัวเป็นแค่เกรียนคีย์บอร์ด  
     พูดถึง ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กันซะหน่อย เพราะมีปรากฏการณ์ฉีกตำราวิชาการ ว่าด้วยเรื่อง...
    โซเชียลมีเดียมันรวดเร็ว ไม่มีเวลาให้ตรวจสอบ...
    ก็อย่างที่ทราบกัน อาจารย์น้อง รองศาสตราจารย์นราพร จันทร์โอชา ศรีภรรยาของลุงตู่ หิ้วกระเป๋าถือสีดำไปเยือนทำเนียบขาว เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว 
    ไอ้โซเชียลที่ว่าเร็ว ไปโพสต์ข้อความว่า "กระเป๋าป้าไฝ แอร์เมส หนังจระเข้ สีดำ ราคา 2 ล้าน...เป็นอดีตข้าราชการครู...เอาเงินจากไหนซื้อ"
    จากนั้นผู้ทรงภูมิชื่อชาญวิทย์งับเข้าให้ 
     "ผู้นำ ต้องใช้ของแพง ๆ Thai leaders must look expensive not cheap...."
    ครับ...ก็ถูกฟ้องร้องกันไป 
    ข้อหากระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๖๐ 
    เพราะความจริงคือ เป็นกระเป๋าที่ผลิตจากศูนย์ศิลปาชีพ สวนจิตรลดา 
    แต่เรื่องมันไปไกลกว่านั้น 
    ชาญวิทย์เทียบชั้นบุคคลที่แตะไม่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
    บรรดาสาวกเรียงหน้าถล่มเจ้าหน้าที่รัฐ และรัฐบาล คสช. ว่า เป็นการใช้อำนาจเผด็จการ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ 
     ขณะที่เจ้าตัวเอง อ้างว่า
    "เป็นเรื่องการเมือง ฝรั่งเรียกว่า 'SLAPP case' มันเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐตั้งขึ้นมาเพื่อให้คนบางคนไม่กล้าพูด ต้องปิดปาก และทำให้นักวิชาการ นักกิจกรรมคนอื่นๆ พลอยหวาดกลัวไปด้วย"
    และ
    "เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำไม่ได้ผิดกฎหมายหรือศีลธรรม เพียงแต่ได้แชร์ข้อความ และคอมเมนต์ (แสดงความคิดเห็น) ไป ๒-๓ บรรทัด ซึ่งในฐานะคนไทย การวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำและบุคคลสาธารณะ ถือเป็นสิทธิที่ทำได้และไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย"
    ตบท้ายเรื่องแชร์ก่อนตรวจสอบว่า "ไม่ได้ตรวจสอบ ผมคิดว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ โซเชียลมีเดียมันรวดเร็ว ไม่มีเวลาให้ตรวจสอบ"
    เมื่อย้อนกลับไปตรวจสอบเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า "Charnvit Kasetsiri" พบว่ามีจุดยืนตรงข้ามรัฐบาล คสช.อย่างชัดเจน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก 
    ที่คิดว่าไม่น่าจะเกิดก็คือ แชร์ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบ 
    อธิบายได้ยากว่าเหตุใดนักประวัติศาสตร์อันดับต้นๆ ของประเทศไทย ถึงแชร์ข้อความส่งเดชแบบนี้
    หรือเพราะอารมณ์ ชอบ ไม่ชอบ อยู่เหนือเหตุผล 
    พูดถึงอาจารย์น้อง "ชาญวิทย์" เองก็น่าจะรู้จักว่าเป็นคนอย่างไร 
    มีหลังบ้านผู้นำประเทศหลายคนวางตัวได้ดีขณะสามียังอยู่ในตำแหน่ง เช่น คุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา, พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ และอาจารย์น้อง  
    ไม่ปรากฏว่าบุคคลเหล่านี้เข้ายุ่มย่าม เจ้ากี้เจ้าการงานของสามี 
    พยายามทำตัวไม่ให้เป็นข่าวด้วยซ้ำ 
    ผิดกับสมัยรัฐบาลทักษิณราวฟ้ากับเหว
    คนเป็นเมียตกเป็นข่าวบ่อยว่า นั่งหัวโต๊ะประชุมพรรคในคอกของสามี 
    ชี้นิ้วสั่งได้แม้กระทั่งรัฐมนตรี 
    ฉะนั้นโดยบริบทการใช้สิทธวิจารณ์บุคคลสาธารณะของ "ชาญวิทย์" แทบไม่ต่างจากเด็กเกรียนในโลกโซเชียลที่เห็นดาษดื่น 
    นักประวัติศาสตร์รักที่จะค้นหาข้อมูล ข้อเท็จจริง ก่อนนำมาร้อยเรียงไม่ใช่หรือ? 
    หรือจะให้ข้อมูลผิดๆ กับสังคมโดยไม่ตรวจสอบ แล้วอ้างว่านั่นคือสิทธิเสรีภาพ ไม่ผิดศีลธรรม ไม่ผิดกฎหมาย 
    บางครั้งคำว่า "เสรีภาพ" ก็น่ากลัวกว่าคำว่า "เผด็จการ" 
    อย่างน้อยก็มี "ชาญวิทย์" นี่แหละ ที่อ้างว่ามีสิทธิวิจารณ์คนที่ตัวเองคิดว่าอยู่ฝ่ายเผด็จการอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องไปตรวจสอบก่อน 
    เพราะนั่นคือ "เสรีภาพ".?????


กรณี "ทุบรถ" ที่ประเวศ.........คือตัวอย่างยืนยันถ้าไม่ปฏิรูป "ระบบราชการ" แต่ยุคนี้-วันนี้ เมื่อศตวรรษที่ ๒๑ มาถึง ไทยก็ยังยุค "อนารยะ" คงที่

การเมืองไซด์ไลน์
อย่าเลือกตั้งเพราะอยาก
'สะท้อนกรรมจากอริยสงฆ์'
ปีแห่ง "โชคลางกระถางแตก"
ว่าด้วยกินและเที่ยว 'ตรุษจีน'
'หมอธี...บนทางคิดจริยธรรม'