'กบฏ-ก่อการร้าย' สุเทพได้แต่ใดมา?


   

      อ่านกันหรือยัง?

      ที่อาจารย์ "แก้วสรร อติโพธิ" วิสัชนาว่าด้วย "โอกาสชนะคดีของ กปปส." นั่นน่ะ

      ถ้ายัง........

      ก็ไปหาแทบลอยด์ "ไทยโพสต์" ฉบับวันอาทิตย์อ่านซะ!

      ไทยโพสต์ไม่ใช่สินค้าแบกะดิน

      ฉะนั้น หาซื้อยาก แต่หาอ่านง่าย เว็บไหนๆ ก็ลาก ก็ดึงไปโพสต์กันรึ่ม

      อาจารย์แก้วสรร เป็น ๑ ใน ๕๘ ผู้ต้องหา "มวลมหาประชาชนกบฏ"

      หรือ "กบฏ กปปส." ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำ

      ถูกดีเอสไอยุค "ธาริต" ใต้บังคับบัญชา "เฉลิม-ชัยเกษม" ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทำสำนวนคดีส่งอัยการ

      อัยการสั่งฟ้อง นำตัว ๙ แกนนำ ส่งฟ้องต่อศาลอาญาไปแล้ว เมื่อ ๒๔ มกรา ๖๑

      ศาลรับฟ้อง นัดพร้อมนัดแรก ๙ มีนาที่จะถึง

      ๙ แกนนำ กปปส.ที่เป็นจำเลยต่อศาลขณะนี้ และประกันตัวออกมาสู้คดี ก็มี

      "สุเทพ เทือกสุบรรณ, สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, ชุมพล จุลใส, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, อิสสระ สมชัย, วิทยา แก้วภราดัย, ถาวร เสนเนียม, ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และเอกนัฏ พร้อมพันธุ์"

      ๙ คนนี้ อัยการตั้งข้อหา.......

      ร่วมเป็นกบฏ, ยุยงปลุกปั่น, ทำให้ปรากฏแก่วาจาฯ, อั้งยี่ ซ่องโจร, มั่วสุมเกิน ๑๐ คน, ประทุษร้าย,  ขัดขวางเลือกตั้ง

      เฉพาะ "สุเทพ-ชุมพล" อัยการเพิ่มข้อหา

      ร่วมกัน "ก่อการร้าย" ด้วย!

      นอกจาก ๙ คนนี้ ดีเอสไอส่งฟ้องต่อศาลไปแล้ว ๑ คดี ๔ คน

      คือ "สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม, ดร.เสรี วงษ์มณฑา, ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ และ สกลธี ภัททิยกุล"

      ส่วนที่เหลือ ในจำนวน ๕๘ คน ที่มีอาจารย์แก้วสรรรวมอยู่ด้วย ก็ทยอยส่งฟ้องต่อไป

      ครับ....เมื่อประชาชนทราบว่าอัยการตั้งข้อหาหนักเช่นนั้น วิพากษ์-วิจารณ์ "เชิงฉงน" กันมาก ว่า

      อัยการใช้มาตรฐานไหน?

      ตั้งข้อหา "กบฏ-ก่อการร้าย" กับมวลมหาประชาชนที่ "นายสุเทพ เทือกสุบรรณ" เป็นแกนนำ

      เพราะค้านทั้งข้อเท็จจริง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๕๐ มาตรา ๗๐ ที่ใช้ขณะนั้น ซึ่งบัญญัติว่า

      "บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่ง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้"

      ผมสดับตรับฟังเสียงวิพากษ์มาหลายวัน........

      ฟังด้วยปีติเกษมเฉลิมสุข กับการที่คุณสุเทพและอีก ๕๗ คนถูกอัยการกวาดใส่หม้อแล้ว "ต้มยำรวมกัน"

      ทั้งที่ ในข้อเท็จจริง ทั้ง ๕๘ คน มีทั้งต่างและไม่ต่าง ในกรรม คือในวาระ ในการกระทำ ในสถานที่-เวที ในการกระทำ

      ที่ไม่ต่างอย่างเดียว คือ.......

      ออกมาทำหน้าที่พิทักษ์รักษา "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ"

      ถ้า ๕๘ คนนี้ เป็นกบฏ ก่อการร้าย สาเหตุเพราะขัดขวางรัฐบาลยิ่งลักษณ์ "ละเมิดรัฐธรรมนูญ" ครั้งแล้ว-ครั้งเล่า

      เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจปกครองประเทศ.....

      ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ อย่างนั้นละก็

      คนไทย ๕๐-๖๐ ล้านคน ก็เป็น "กบฏ-ก่อการร้ายร่วม" ในความเป็น "มวลมหาประชาชน"!

      หากแต่ในความเป็นจริง มันตรงข้ามกันเลย

      เมื่อทราบอัยการตั้งข้อหาเช่นนี้ ผมจึงปีติเกษมแทนวิตก-ทุกข์ร้อนยังไงล่ะ

      อัยการวันนี้ ผมเข้าใจ สำนวนคดีด้วยตั้งธงข้อหากบฏ-ก่อการร้ายนั้น มาตั้งแต่ยุค "รัฐบาลยิ่งลักษณ์"

      ยุคนี้ เพียงหน้าที่ "สั่งฟ้อง" และส่งศาล และก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาของศาล เราจะคุยอะไรกันไม่ได้แล้ว ฉะนั้น รีบคุยกันซะก่อน

      ผมว่า การกวาดจากทุกที่ ทั้งแพะ ทั้งแกะ ทั้งช้าง ทั้งม้า เหมารวมเป็นกบฏ-ก่อการร้าย โดยไม่แยกแยะแล้ว "ฟ้องรวมเข่ง" แบบนี้

      มันจะส่อว่า "เจตนาตั้งข้อหาเกินข้อเท็จจริง" ทั้งส่อพฤติการณ์ มีเหตุจูงใจทางการเมืองแล้วจงใจปรักปรำ

      ในชั้นศาล........

      การที่อัยการตั้งข้อหาชนิด "เอาตาย" ไม่เอา "ข้อเท็จจริง" ตามดุลยธรรมเป็นมูลฐานคดี

      จะเป็นคุณต่อจำเลยมากกว่าเป็นโทษ!  

      เพราะการที่คุณสุเทพนำมวลมหาประชาชนออกมานั้น ไม่ใช่นำเพื่อก่อการร้าย เพื่อกบฏแผ่นดิน

      หากแต่ออกมาทำหน้าที่ "ปวงชนชาวไทย" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๐ ที่กำหนดให้ "ชนชาวไทย" ต้องทำ

      ตามสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี อันระบุไว้ชัด ในมาตรา ๖๙ ว่า......

        "บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้"

      ก็ขณะนั้น........

      รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ใช้พวกมากในระบบรัฐสภา กระทำอันเป็นภัยต่อสังคมชาติ ส่อพฤติกรรม

        "เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ"

      หลายครั้ง-หลายหน เช่น........

      พฤศจิกา ๕๖

      -ใช้พวกมาก ๓๑๒ คน เห็นชอบเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา สมาชิกวุฒิสภา

      ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า........

      "การดำเนินการและการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ"

      เนื้อความที่เป็นสาระสำคัญขัดแย้งต่อหลักการพื้นฐานและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศเป็นการขัดต่อมาตรา ๖๘ 

      เพิ่มและเปลี่ยนแปลงเอกสารร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แตกต่างจากร่างเดิม

      ซ้ำมีหลักฐานชัดเจน มีการ "เสียบบัตรแทนกัน" ของสมาชิก

      มกรา ๕๗

      -ร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่จำกัดอำนาจรัฐสภาในการให้ความเห็นชอบการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศของฝ่ายบริหาร

        ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่า.........

      การพิจารณาและลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีกระบวนการในการพิจารณามิชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบด้วยกระบวนการของรัฐธรรมนูญ

      การแก้ไขโดย "ตัดเนื้อหาสำคัญ"

      เป็นการกระทำเพื่อให้บุคคลหรือคณะบุคคลได้อำนาจในการปกครองประเทศมาโดยไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

      พฤษภา ๕๗

      -กรณี ยิ่งลักษณ์ย้าย "นายถวิล เปลี่ยนศรี" ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นการก้าวก่าย แทรกแซง แต่งตั้ง โยกย้าย

      เชื่อได้ว่า การกระทำครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อประเทศชาติ หรือประชาชน

      แต่เป็นการทำเพื่อพวกพ้อง เป็นการกระทำอันขาดคุณธรรม จริยธรรม

      "ยิ่งลักษณ์" ต้องสิ้นสภาพนายกฯ อันเป็นความผิดเฉพาะตัว

      รวมถึง ครม.ทุกคน ที่ร่วมประชุมและลงมติ

      ต้อง "สิ้นสุด" ความเป็นรัฐมนตรีไปด้วย!

      นี่....แค่ตัวอย่าง ที่ประจักษ์ชัดว่า..........

      ขณะนั้น รัฐบาลยิ่งลักษณ์ใช้วิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ ไม่เป็นไปตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งผิดตามมาตรา ๖๘ หลายครั้ง-หลายหน

      มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ความว่า.........

        "บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้"

      เหตุนั้น จึงเป็นสิ่งถูกต้อง ........

      ที่คุณสุเทพ ซึ่งเป็นคนไทย ต้องออกมาใช้ "สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ" ตามมาตรา ๖๙

      และทำ "หน้าที่ชนชาวไทย" ตามมาตรา ๗๐

      สกัดกั้น ป้องกัน ระงับยับยั้ง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ มิให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

      และการกระทำของคุณสุเทพกับคณะ มิได้เป็นไปเพื่อการกบฏหรือก่อการร้าย ตามข้อหาอัยการ

      ตรงกันข้าม "ศาลรัฐธรรมนูญ" มีคำวินิจฉัยแล้ว เมื่อ ๘ ธันวา ๕๖ ว่า...

         "การชุมนุมของ กปปส.เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพกระทำในนามประชาชน ที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้

        โดยมีเหตุสืบเนื่องมาจากการต่อต้าน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และมาจากความไม่ไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล

        เป็นเพียงการเรียกร้อง แสดงพลังด้วยการสนับสนุนของ ประชาชนจำนวนมาก

        ยังไม่มีมูลกรณีเป็นการกระทำล้มล้างการปกครอง"

        ดังนั้น ........

      ดูในคำฟ้อง อัยการบรรยายพฤติการณ์สรุป นำไปสู่ข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร กบฏ ก่อการร้าย

      ระบุว่า เป็นพฤติการณ์ระหว่าง ๒๓ พ.ย.๕๖ - ๑ พ.ค.๕๗

      ก็ลองย้อนดู จะเห็นว่า .......

      ช่วงเวลานั้น เป็นช่วงเวลาหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ละเมิดรัฐธรรมนูญ ครั้งแล้ว-ครั้งเล่า

      นั่นเท่ากับ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำเป็นภัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ต่างกรรม-ต่างวาระเกิดขึ้นแล้ว

      คุณสุเทพ กปปส.จึงออกมาใช้สิทธิ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๖๙

      โดยทำหน้าที่ปวงชนชาวไทย ตามมาตรา ๗๐

      ผมมองดังนี้.........

      จึงขอบใจอัยการ ที่ทำทุกอย่างให้มัน "ง่ายขึ้น"!

อ่านข่าวประกอบ โอกาสชนะคดีกปปส.