ต้องฟังแล้วได้ยิน!!!


   

      ช่วงระหว่างนี้...ชักเริ่มเกิดอาการคล้ายๆ หูดับ ด้วยเหตุเพราะเจอกับ เสียงด่า และ เสียงเชียร์ กรอกใส่หูซ้าย-หูขวา ระดับแทบฟังไม่ทัน ที่โกรธ เกลียด เคียดแค้น พยาบาท นาฬิกาบิ๊กป้อม ก็ใส่กันชนิดพลั่กๆๆ ส่วนที่ยังรัก ปักใจ หลงใหลใน บิ๊กตู่ ก็ปรื๊ดๆ ปรี๊ดๆ ชุ่มไปทั้งหน้าขา ส่งผลให้คนแก่ คนชรา ที่หูไม่ค่อยดีอยู่แล้ว อย่าง ท่านขุนน้อย เลยออกอาการวิ้งง์ง์ง์ๆ คล้ายๆ หูดับ อะไรประมาณนั้น...

                                                                ---------------------------------------------

      แต่ก็ยังพอโชคดี...ที่ยังมีโอกาสได้ฟังเสียงของผู้คนที่อาจไม่ถึงกับเกลียด ไม่ถึงกับรัก เพราะคงไม่ได้คิดจะเอาเรื่องของ อารมณ์ ใดๆ เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่ออกจะมองสิ่งต่างๆ บนพื้นฐานของ สติ นั่นแหละเป็นหลัก อย่างเช่น คุณน้อง สุริยะใส กตะศิลา ที่หลังๆ นี้...คงต้องยอมรับว่า ค่อนข้างเป็น ผู้ใหญ่ ขึ้นมาเยอะเลย แม้ไม่ว่าโดยอายุ อานาม หรือโดยสถานะ อันที่จริง...ต้องจัดว่าเป็น ผู้หลัก-ผู้ใหญ่ อยู่แล้วนั่นแหละ คือเป็นถึงรองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ของมหาวิทยาลัยรังสิต โน่นเลย แต่ก็นั่นแหละ...ไม่ว่าจะโดยอายุ หรือโดยสถานะ ถ้าดันไม่เหลือ สติ ติดปลายนวมเอาไว้ซะอย่าง โอกาสที่จะต้องแปรสภาพตัวเองไปเป็น เฒ่าทารก ก็ใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย...

                                                              -----------------------------------------------

      แต่สำหรับคุณน้อง สุริยะใส นั้น...นอกจากยังไม่ถึงกับ เฒ่า โดยทัศนะ โดยวุฒิภาวะ ก็น่าจะพ้นวัยเปรี้ยวจี๊ด เปรี้ยวจ๊าดมานานแล้ว คำพูด คำจา ที่ถูกแสดงออกมาท่ามกลางบรรยากาศที่ใครต่อใครหันไปเป็น ทารก กันซะเป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นอะไรที่น่าคิด น่าสนใจ มิใช่น้อย ดังข้อความที่หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ หลายต่อหลายรายนำไปเผยแพร่เมื่อไม่กี่วันมานี้นั่นแหละว่า ช่วงระหว่างหน้าข้าว หน้าเหล้า เช่นนี้ คุณน้อง สุริยะใส ท่านได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า การกอบกู้ศรัทธาจากประชาชนในช่วงนี้ ถือเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าใดนัก เพราะประชาชนได้ให้โอกาสรัฐบาลมาหลายปี ลำพังจะเดินหน้ามาตรการไทยนิยมเต็มสูบ เพื่อกู้วิกฤติศรัทธาอย่างเดียวคงพอทำได้ระดับหนึ่ง...แต่ก็ไม่ง่าย!!! เพราะแม้หลายเรื่องที่เป็นมาตรการที่ดีๆ ของรัฐบาล ทยอยออกมาถี่ขึ้นในช่วงนี้ แต่ก็ดูเหมือนถูกข่าวนาฬิกาบิ๊กป้อมบดบังไปเสียทั้งหมด และไม่มีทีท่าที่ประเด็นนาฬิกาจะหายไปจากความสนใจของประชาชนในช่วงเร็วๆ นี้...”

                                                            --------------------------------------------------

      ส่วนการคิดจะแก้ไขสภาวะดังกล่าว ด้วยการปลุกกระแสเชียร์ หรือเชลียร์ ชนิดกะให้ชุ่มไปทั้งหน้าขานั้น คุณน้อง สุริยะใส ท่านออกจะไม่เห็นควรด้วยมากมายซักเท่าไหร่นัก ดังที่ได้สรุปเอาไว้ว่า... การปลุกม็อบเชียร์ หรือการออกมาตอบโต้จะไม่ช่วยให้เรื่องนี้ได้ข้อยุติ แต่กลับจะสร้างปัญหาต่อเนื่องและมีปัญหาใหม่ๆ ตามมา อย่าลืมว่าบทเรียนของรัฐบาลทุกรัฐบาลในช่วงขาลง มักเลือกใช้การจัดตั้งกองเชียร์ออกมาเคลื่อนไหว แต่สุดท้ายก็ไปต่อไม่ได้ เพราะความจริงก็คือความจริง การจัดการปัญหาภายในรัฐบาลก็ยังเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่ากัน คือการดึงไม่ให้คนที่เคยเป็นกองหนุนกลายเป็นกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ก็เป็นเรื่องเร่งด่วนเหมือนกัน"

                                                                  -----------------------------------------------------

      ส่วนกรรมวิธีที่คุณน้อง สุริยะใส ท่านเห็นว่าน่าจะได้ผลมากกว่า แถมไม่ใช่เป็นเพียงแค่การช่วยกอบกู้สถานะรัฐบาลล้วนๆ แต่เพียงเท่านั้น แต่ยังอาจก่อให้เกิดอานิสงส์ต่อ ส่วนรวม ได้ไม่น้อยเช่นกัน นั่นคือ... ต้องหันมาลงมือปฏิรูปในสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง ในแบบทันทีและทันตาเห็น เพื่อดึงบรรดามวลชนที่เคยคาดหวังกระทั่งแม้บางคนอาจหมดหวังไปแล้ว ให้กลับมาได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งรัฐบาลอาจจะเลือกทำ 3-4 เรื่องใหญ่ๆ เพราะรัฐบาลยังมีอำนาจเต็มในมือที่สามารถทำได้เลย และก็เคยมีข้อเสนอดีๆ ข้อเสนอที่ถูกทำเป็นพิมพ์เขียวปฏิรูป ที่สำคัญ น่าสนใจ ซึ่ง สปช. และ สปท. ศึกษาค้นคว้าไว้แทบจะครอบคลุมทุกเรื่อง และส่งมอบให้รัฐบาลไปแล้ว...

                                                           --------------------------------------------------------

      พูดง่ายๆ...แค่เอา พิมพ์เขียว แต่ละเรื่อง แต่ละกรณี มาพลิกอ่านแค่ไม่กี่ชั่วโมง แล้วใช้ มาตราฉี่ฉิบฉี่ ตอกโป้งเข้าไปบนหัวกระดาษเอ 4 แวบเดียว...โอกาสที่ สากกะเบือบิน จะหายเกลี้ยงไปจากทำเนียบรัฐบาล กองหลอนปลดหน้ากากหันมาอาสาสมัครเป็นกองหนุนแบบเดิมๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาบริหารปาก บริหารลิ้น ไม่ต้องใช้พลังในการเชลียร์ชนิดขนติดปาก แต่สามารถปรับสภาพตัวเองให้กลายเป็นผนังทองแดง-กำแพงเหล็ก ปกป้องรัฐบาลให้พออยู่ยาวไปได้...อย่างน้อยก็ถึงช่วงเลือกตั้งครั้งใหม่ โดยไม่ต้องบาดเจ็บ ล้มตาย มากมายเกินไปกว่านี้ ย่อมมีความเป็นไปได้ไม่น้อยทีเดียว...

                                                           -----------------------------------------------------------

      แถมประโยชน์โพดผลที่จะตกแก่ส่วนรวม แก่ชาติบ้านเมืองนั้น ยังอาจนำไปสู่การขับเคลื่อนอะไรต่อมิอะไรได้อีกเยอะแยะมากมาย ไม่ใช่เอาแต่มุ่งจะขับเคลื่อน อีอีซี จนไม่ได้คิดจะสนใจอีโน่น อีนี่ ไอ้นั่น ไอ้นี่ ที่มันอาจมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ หรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า อันนี้นี่แหละ...ที่ต้องเรียกว่า ถือเป็นการมองอย่างมี สติ มี วุฒิภาวะ มองอย่างอาศัย ผลประโยชน์ส่วนรวม เป็นตัวตั้ง ไม่ได้คิดจะเอาอารมณ์รัก อารมณ์ชัง เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย ด้วยเหตุนี้...จึงพอช่วยให้คนแก่ คนชรา อย่าง ท่านขุนน้อย พอหายๆ จากอาการ หูดับ ไปได้ชั่วคราว แต่จะมีโอกาส เข้าหู รัฐบาลท่านบ้างหรือไม่ เข้าหูซ้ายแล้วดันทะลุออกไปทางหูขวาหรือเปล่า อันนี้...คงต้องขึ้นอยู่กับตัว ตัวผู้นำรัฐบาลอย่าง บิ๊กตู่ เองนั่นแหละ ว่าจะหูดี...หรือหูไม่ดี มาก-น้อยขนาดไหน...

                                                                 -----------------------------------------------------------

      ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก C.S. Lewis... What you see and hear depends a good deal on where you are standing; it also depends on what sort of people you are.- ท่านได้เห็นอะไรและได้ยินอะไร ขึ้นอยู่กับว่าตัวท่านยืนอยู่ ณ จุดจุดใด และขึ้นอยู่กับว่าตัวท่านเป็นคนประเภทไหน...

                                                          ---------------------------------------------------------


ถึงกับสะดุ้งเฮือก!"เสี่ยเพ้ง" พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล จะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยขัดตาทัพพรรคนี้อาการไม่ค่อยดี เหยียบหัวแม่ตีนกันเป็นว่าเล่น

อย่าเลือกตั้งเพราะอยาก
'สะท้อนกรรมจากอริยสงฆ์'
ปีแห่ง "โชคลางกระถางแตก"
ว่าด้วยกินและเที่ยว 'ตรุษจีน'
'หมอธี...บนทางคิดจริยธรรม'
'ไซด์ไลน์' ภาคสังคมจริยธรรม