สามล้อยุคป้า...หายไป


   

    จำได้ๆ อย่างแม่นยำว่า ตอนเป็นเด็กตัวเล็กๆ ชมชอบที่สุดคือการขึ้นรถสามล้อไปไหนต่อไหน ถึงแม้ต่อมาจะมีแท็กซี่มาแรงแซงหน้า เพราะติดแอร์ไปไหนมาไหนเย็นสบาย เวลารถติดก็ไม่ต้องสูดกลิ่นควันเสียตามถนนหนทาง แต่ป้าก็เป็นสามล้อเลิฟเวอร์  
    เพราะขึ้นสามล้อแล้วไม่เมาจ้า แต่ขึ้นแท็กซี่ทีไร เวียนหัว พะอืดพะอม ต้องมีถุงพลาสติกเตรียมไว้เผื่ออ้วกทุกที 
    ญาติมิตรเพื่อนฝูงมักจะแซวว่า เหม็นกลิ่นคนจน เพราะวาสนานั่งได้แต่รถตุ๊กๆ 
    แต่ขอโทษทีค่ะ วันนี้แตกต่างจากเมื่อวันวานแล้วค่ะ ไม่ใช่เพราะป้าพัฒนาตัวเองเป็นคนไฮโซนั่งแท็กซี่ได้อย่างสบายๆ หรอกนะคะ แต่เพราะเดี๋ยวนี้ถึงแม้จะมีเงินก็เรียกตุ๊กๆ ให้รับเราไปไหนต่อไหน...ยากกกกกส์มาก
    ไม่มีแล้วค่ะ สามล้อคนจน ที่ช่วยแบกช่วยขนของสารพัดขึ้นรถโดยไม่อิดออด หรือเด็กนักเรียนผูกคอซองอย่างเราจะนั่งเบียดเสียดกัน 8 คนบนตุ๊กๆ คนเดียวเพื่อไปดูหนังแถวสยาม 
    บรรยากาศแบบนี้ลืมไปเลย!!!
    ไม่เชื่อ!! ว่างๆ ก็ลองสังเกต ทัศนาไปบนรถตุ๊กๆ ที่อยู่บนถนนกลางกรุงเทพมหานครทุกวันนี้สิ จะเห็นแต่ฝรั่งหัวแดง หัวทอง ผมหยิก ตัวดำเป็นเหนี่ยงทั้งนั้น 
    ยิ่งไปอยู่ในย่านที่นักท่องเที่ยวนิยมไปกันล่ะก็ ขอบอกว่า ขึ้นรถไฟฟ้าหรือขึ้นรถเมล์ดีที่สุดค่ะ อย่างน้อยก็ให้ห่างออกไปจากแหล่งท่องเที่ยว คุณก็อาจจะพอหาสามล้อหลุดโลกมาให้ขึ้นไปนั่งเย็นสบายๆ โต้ลมได้ค่ะ
    สามล้อยุคคุณป้ากลายเป็นบริการสาธารณะเฉพาะนักท่องเที่ยวไปเสียแล้วค่ะในวันนี้ 
    ควรจะดีใจ ยินดีกับสามล้อที่ไม่ต้องได้ชื่อสามล้อคนจน หรือควรจะเสียดาย เสียใจดีล่ะ ที่ต้องเผชิญกับชีวิตจริงที่โบกเรียกตุ๊กๆ แล้วเขาขับหนีทันทีพอเราพูดภาษาไทย
    มีข้อน่าสังเกตเหมือนกันนะคะ เวลาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร เราสามารถร้องเรียนหรือโวยวายตามโลกโซเชียลได้ แต่พอเราเจอสามล้อขับหนีเรานั้น เราทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากยืนอ้าปาก..ตกใจ!! ว่าชั้นยังพูดไม่จบเลย ขับหนีชั้นทำไม???
    นี่ยังไม่ต้องพูดถึงสนนราคานะคะ ที่เมื่อก่อนสามล้อจะถือว่าเป็นยานพาหนะสำหรับคนเบี้ยน้อยหอยน้อย แต่วันนี้เริ่มต้นใกล้แค่ป้ายรถเมล์เดียว ถ้าไม่มี 60 บาทให้เขา ก็เมินเสียเถิดว่าจะได้ใช้บริการ
    แบบนี้ขึ้นแท็กซี่ดีกว่าเป็นไหนๆ จากนั้นก็ทำใจดีกว่าว่า ชาตินี้คงจะไม่ได้ขึ้นตุ๊กๆ อีกแล้ว ถ้าไม่มีเพื่อนฝรั่งมังค่าเดินอยู่ใกล้ๆ ...เซ็งเป็ดค่ะ.
                                        "ป้าเอง"