"Back to the future กับเฒ่าพิชัย"


   

          "ปีหมา" นี่ดี..............

          ทำให้ "หัวหลัก-หัวตอ" พูดจาประสาคน ได้คมแต่ต้นปี!

          ๒ มกรา.๖๑

            หัวหลักชื่อ "พิชัย รัตตกุล" อดีต หน.พรรคประชาธิปัตย์ สยายเขี้ยว ว่า

            "..........วันนี้ผมอยากเห็นพรรคการเมืองจับมือร่วมกันต่อสู้เพื่อเอาประชาธิปไตยคืนมามากกว่าจะไปร่วมมือกับทหาร........

          จึงไม่มีทางอื่นที่พรรคการเมืองจะต่อสู้ได้

          นอกจากพรรคการเมืองใหญ่จะต้องหันหน้ามาจับมือ ไม่ว่า "ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย"

          แม้จะเป็นได้ยาก เพราะ ๒ พรรคนี้มีบาดแผลต่อกัน แต่ต้องทำ......"

          ๔ มกรา.๖๑

          หัวตอชื่อ "ประยุทธ์ จันทร์โอชา" สยายเขี้ยว ว่า

          "วันนี้ ผมต้องเปลี่ยนแปลง เพราะผมไม่ใช่ทหาร เข้าใจไหม "เป็นนักการเมือง" ที่เคยเป็นทหาร

          มันก็ติดนิสัยทหารอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดก็คือประชาชน และไม่ใช่ประชาชนของผม เป็นประชาชนของประเทศไทย และไม่ใช่ของพรรคไหน

          ทุกคนเป็นพลเมืองไทย ก็ต้องหนุนการเมืองที่ถูกต้อง มีธรรมาภิบาล มีการเลือกตั้งในระบบยุติธรรม มีพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์

          มีพรรคการเมืองที่ใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า และประหยัด ตรวจสอบได้

          และการตรวจสอบเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม อย่ามาตัดสินกันเองเลยทุกเรื่อง"

          สรุป............

            "เฒ่าพิชัย" อาศัยยี่ห้อสำนัก ปชป.โยนป้ายประกาศิตไปยังศิษย์สำนัก

            "ให้ประชาธิปัตย์จับมือเพื่อไทย" ต่อสู้ทหาร "เอาประชาธิปไตยคืนมา"!

            ฝ่ายประยุทธ์ ผู้นำ "เผด็จการทหาร" ประสานมือ ค้อมศีรษะ ประกาศสถานะตัวเอง

            "ผมเป็นนักการเมือง" ที่เคยเป็นทหาร!

            อา....

            แค่ฝ่ามือทักทาย ยังไม่ทันได้ออกอาวุธและกระบวนท่า ก็ทำเอาคอการเมืองประเภทซาดิสต์ซี้ดซ้าดกันไม่หยุดไปแล้ว

            การที่ "เฒ่าพิชัย" พุ่งทัศนคติปฏิปักษ์ว่า "ทหารเป็นโจรปล้นประชาธิปไตย" เช่นนี้

            ทำให้นึกย้อนไปถึงสมัย "เฒ่าพิชัย" ครองตำแหน่งประมุขพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๖ ต่อจาก "นายถนัด คอมันตร์"

            จริงหรือ.......

            เฒ่าพิชัย หรือ ประชาธิปัตย์ "เกลียดทหาร" ชนิดอยู่ร่วมโลก-ร่วมรัฐบาลกันไม่ได้?

            เอาล่ะ....ผมจะลองแคะความจำการเมืองยุคเฒ่าพิชัยเป็นเจ้าสำนักมาเล่าสู่กันฟัง

            ผู้เป็น "เจ้ายุทธ์" การเมืองไทยก๊กช่วงนั้น จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้ นอกจาก "นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา" ที่ชื่อ "พลเอกเปรม ติณสูลานนท์" ผู้มีทหารยังเติร์กเป็นกองหนุนหลัก

            ปีที่เฒ่าพิชัยขึ้นเป็นประมุขพรรค เป็นปี พ.ศ.๒๕๒๖ ตกอยู่ใน "ยุคเปรม ๓".........

            แต่ไม่ว่าเปรม ๑...เปรม ๒ พรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นเกือกทองรองเท้าให้พลเอกเปรมเป็นนายกฯ โดยตลอด

            ในขณะที่พลเอกเปรม ก็ยังเป็นทหารเต็มตัว คือเป็น ผบ.ทบ.อีกตำแหน่งในขณะนั้น!

            ผมยังจำได้ พลเอกเปรมเป็นนายกฯ ๘ ปี ตั้งแต่ ๒๕๒๒-๒๕๒๙

            แต่ตลอด ๘ ปี ของการเป็นนายกฯ คนนอก

            ทั้งบ้าน-ทั้งเมือง ซุบซิบกันเซ็งแซ่ "หัวหน้าประชาธิปัตย์ตัวจริง...ชื่อเปรม"!?

            พลเอกเปรมไม่มีพรรคการเมือง พลเอกเปรมไม่เคยลงเลือกตั้ง แต่เลือกตั้งเสร็จทุกครั้ง

            บรรดาพรรคเล็ก-ใหญ่ รวมทั้งประชาธิปัตย์ แย่งกันสนับสนุนให้

            "พลเอกเปรม" ขึ้นเป็นนายกฯ!?

            ขนาด "หม่อมคึกฤทธิ์" อดีตนายกฯ หัวหน้าพรรคกิจสังคม ยังเคยกันท่าพรรคที่เลือกตั้งได้อันดับ ๑ ต้องกระเด็นไปเป็นฝ่ายค้าน

            แล้วร่วมกับพรรคอื่นเป็นเสียงหนุนให้ "คนนอก" อย่างพลเอกเปรม ขึ้นเป็นนายกฯ

            ยุคนั้น ไม่ว่าพรรคและชาวบ้าน ต่างยกพลเอกเปรมเป็น "เสาเอกประชาธิปไตย"

            แปลกดีมั้ย ประชาธิปไตยเลือกตั้ง กลับยก "คนนอก" ที่เป็นทหารเป็น "เสาเอกประชาธิปไตย"?

            ในความที่เป็นรัฐบาลเลือกตั้ง แต่ "นายกฯ คนนอก" นั่นแหละจึงเรียกขานการเมืองยุคนั้นว่า เป็นยุค

            "ประชาธิปไตยครึ่งใบ"!

            เฒ่าพิชัย ความจำคงยังไม่เลอะเลือนแน่

            ฉะนั้น อยากให้ท่านนึกย้อนไปถึงกำเนิด "รัฐบาลเปรม ๓" ซึ่งขณะนั้น ท่านเป็นประมุขพรรคประชาธิปัตย์

            ถ้าจำได้ ผมเชื่อ ท่านคงไม่พูดอย่างที่พูดเมื่อ ๒ มกรา.ที่ว่า.......

            "ประชาธิปัตย์อยู่ร่วมโลกทหารไม่ได้ เพราะทหารเป็นพวกปล้นประชาธิปไตย ฉะนั้น ต้องไปร่วมมือกับเพื่อไทยต่อสู้ทหาร เอาประชาธิปไตยคืนมา"

            บทบาท "เพื่อไทย-เพื่อทักษิณ" ที่ผ่านมา กลายเป็น "บทบาทประชาธิปไตย" ในสายตาเฒ่าพิชัย

            มันจบแบบไร้ราคาทันที..........

            ความจริง ก็ไม่อยากหยิบมาพูดต่อ แต่ประเด็นมันเกี่ยวพันที่ต้องใช้เป็นเชื้อสู่การเรียนรู้การเมืองในยุคนั้น จึงต้องฝืนทน

            รัฐบาลเปรม ๓ เกิดจาก "การเลือกตั้ง" ๑๘ เม.ย.๒๖ ผลเลือกตั้งปรากฏว่า ไม่มีพรรคใด "ได้เสียงข้างมาก" เพื่อจัดตั้งรัฐบาล

            จะว่าไป รัฐธรรมนูญ ปี ๒๑ นี่ ประชาธิปไตยจ๋าเลยทีเดียว "คนนอก" ก็เป็นนายกฯ ได้ และนอกที่ว่านี้ เป็นทหารประจำการ ก็เป็นได้

            และใครอยากลงสมัครเป็น ส.ส.ก็สมัครได้ โดยไม่ต้องสังกัดพรรค

            เหตุนั้น การเลือกตั้งครั้งนั้น จึงมีทั้งพรรค ทั้งอิสระ ลงเลือกตั้งกันมากมาย

            เฒ่าพิชัย นำทีมประชาธิปัตย์ได้มาแค่ ๕๖ เสียง กิจสังคม ของหม่อมคึกฤทธิ์ ๙๒ เสียง ชาติไทย ของพลตรีประมาณ อดิเรกสาร ๗๓ เสียง ประชากรไทย ของสมัคร สุนทรเวช ๓๖ เสียง

            ก็อีกหลายพรรค เช่น สยามประชาธิปไตย, ประชาธิปไตย, ประชาไทย, ก้าวหน้า, สังคมประชาธิปไตย, ประชาเสรี

            และที่ "สมัครอิสระ" ได้เป็น ส.ส.อีกตั้ง ๒๔ คน!

            ก็หวุดหวิดที่ "พลเอกเปรม" จะปิดฉาก "นายกฯ คนนอก" ตอนนั้น เพราะเกิด "งูเห่า" ขึ้น

            คือพรรคสยามประชาธิปไตย ของเสธ.พล เริงประเสริฐวิทย์ กับ ส.ส.ประชากรไทยส่วนหนึ่ง โดยนายทวี ไกรคุปต์ และ ส.ส.อิสระอีกส่วนหนึ่ง

            ไปเข้าร่วมกับเพื่อไทย รวมเป็น ๑๑๐ เสียง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล!

            ต่อไปนี้ ดูการ "หักเหลี่ยมโหด" และบทบาทประชาธิปัตย์บนการนำเฒ่าพิชัยนะ เพราะเป็น "จุดเปลี่ยน" ที่ โหด-มัน-ฮา มาก

            "หม่อมคึกฤทธิ์" นั้น สมแล้วกับสมญานามที่เรียกท่านว่า "ซือแป๋ซอยสวนพลู"

            คือในขณะที่พรรคชาติไทย รวมเสียงได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่มีทางที่ชาติไทยจะให้พลเอกเปรมเป็นนายกฯ

            เมื่อเป็นเช่นนั้น พลเอกเปรมถึงกับแถลง.........

            "ไม่ขอรับตำแหน่งนายกฯ อีก"!

            อ้างว่า "เคยแถลงไว้แล้ว ว่าไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมือง และเป็นนายกฯ มานานพอสมควรแล้ว เมื่อมีการเลือกตั้ง ก็ควรให้เป็นไปตามครรลองระบอบประชาธิปไตย"

            วุ่นถึงซือแป๋ซอยสวนพลูในฐานะประมุขพรรคกิจสังคมต้องลงมาแก้เกมชาติไทยที่จะดันพลตรีประมาณขึ้นเป็นนายกฯ

            เรียกลูกพรรคประชุมด่วน ตกลงจะไปขอร้องให้พลเอกเปรมรับเป็นนายกฯ ต่อ

            โดยจะไปรวบรวมพรรคอื่นๆ มาร่วมรัฐบาล พรรคไหนได้ทั้งนั้น ชาติไทยก็ได้ ถ้าพลเอกเปรมไม่ขัดข้อง

            ทีนี้ มาดูบทบาทเฒ่าพิชัยบ้าง ว่าจะแอนตี้ "นายกฯ คนนอก" แถมเป็นทหารที่มองว่าเป็นศัตรูประชาธิปไตยหรือไม่?

            ปรากฏว่า "เฒ่าพิชัย" ในฐานะประมุขประชาธิปัตย์ "แสดงจุดยืน" ในเรื่องนี้ทันที ว่า......

          "สถานการณ์ทางการเมืองเป็นบรรยากาศไม่สู้ดีนัก ผู้ที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็คือ "พลเอกเปรม ติณสูลานนท์" เพราะเป็นคนกลาง พรรคการเมืองที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จะต้องเป็นพรรคที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด"

            เห็นมั้ย....เป็นหนังวัว-ควายจากคนละตัวกับวันนี้เลย!

            ถ้าอย่างที่เฒ่าพิชัยพูดเมื่อ ๒ มกรา.....
            ต้องบอกว่า "พลตรีประมาณเหมาะสมที่สุด เพราะเป็นคนในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ "คนนอก" แถมเป็นทหารอย่างพลเอกเปรม"

            แต่ตอนนั้น กลับอ้างบรรยากาศการเมืองไม่สู้ดี พลเปรมเหมาะสมที่สุด เพราะเป็นคนกลาง!?

            แล้วมาวันนี้ ......

            ทำไมเฒ่าพิชัยไม่มองว่า "ในบรรยากาศการเมืองไม่สู้ดี พลเอกประยุทธ์ "เหมาะสมที่สุด" ในความเป็น "คนกลาง" บ้างล่ะ?"

            ก็เพื่อ "สถานการณ์รวม" ด้วยจิตใจกว้าง-ลึกของหม่อมคึกฤทธิ์ ในที่สุด ทำให้พลเอกเปรม "รับเป็นนายกฯ"

            ฟอร์มรัฐบาลเปรม ๓ ประกอบด้วย ๔ พรรค คือ กิจสังคม, ประชาธิปัตย์, ประชากรไทย และชาติประชาธิปไตย

            ส่วนชาติไทย พรรคเสียงอันดับ ๑ ไปเป็น "ฝ่ายค้าน" แทนเป็นรัฐบาล!

            รายชื่อ ครม.เปรม ๓ โดย "นายกฯ คนนอก" แถมเป็นทหาร ในซีกประชาธิปัตย์ มีใครบ้าง เฒ่าพิชัยตรวจดูนะ ผิดบอกด้วย

            นายพิชัย รัตตกุล รองนายกฯ

            นายโกศล ไกรฤกษ์ รมว.พาณิชย์ 

            นายชวน หลีกภัย รมว.ศึกษา

            นายสัมพันธ์ ทองสมัคร รมช.ศึกษา          

            นายมารุต บุนนาค รมว.สาธารณสุข         

            นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ รมช.สาธารณสุข

            นายบัญญัติ บรรทัดฐาน รมต.ประจำสำนักนายกฯ

            นายวีระ มุสิกพงศ์ รมช.มหาดไทย

            องุ่นไร่ทหารที่เคยหวาน ทำไมวันนี้มันเปรี้ยวไปได้ล่ะท่านผู้เฒ่า?.


๗ กกต........เป็นอันว่า ต้องกลับไปเริ่มต้น "นับหนึ่ง" กันใหม่เพราะเมื่อวาน (๒๒ ก.พ.๖๑)

ปฏิรูประบบ 'อย่าคิดว่าไม่สำคัญ'
ทุบรถ 'สะท้อนถึงราก' ระบบ
การเมืองไซด์ไลน์
อย่าเลือกตั้งเพราะอยาก
'สะท้อนกรรมจากอริยสงฆ์'
ปีแห่ง "โชคลางกระถางแตก"