‘ยาย’คือลมหายใจของ’บูม เชิญยิ้ม’


เพิ่มเพื่อน    

 

          ถือเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ สำหรับสาวเสียงดี บูม-ชญาภา พงศ์สุภาชาคริต หรือที่ใครๆ มักจะเรียกเธอว่า บูม เชิญยิ้ม  ลูกสาวของสองตลกชื่อดัง นก เชิญยิ้ม (วนิดา แสงสุข) และ ชูษี เชิญยิ้ม (ชิติสรรค์ ไชยเสนา) ที่ตอนนี้นอกจากการร้องเพลง หรือเล่นลิเกแล้ว เธอยังมีงานแสดงอีกด้วย แต่กว่าจะมีวันนี้ได้สาวบูมบอกว่าต้องขอบคุณ "คุณยายฉวี แจ่มศรี" ที่คอยดูแลอบรมมาตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่าตัวติดกันชนิดที่เห็นบูมต้องเห็นคุณยายเลยทีเดียว

          "บูมอยู่กับคุณยายมาตั้งแต่เด็กๆ เรียกได้ว่าคุณยายเลี้ยงมาเลยค่ะ บูมเรียกท่านว่าแม่ คุณยายดุมากค่ะ ตีด้วย มาทั้งไม้ทั้งมือทั้งแอคติ้ง เล่นใหญ่มาก ดุกว่าคุณแม่มาก คุณแม่จะใจดีกว่า แต่ถ้าบทว้ากขึ้นมาก็ได้เรื่องเหมือนกันค่ะ แต่กับคุณยายนี่ไปไหนเราไปด้วยกันตลอด บางคนเห็นหนูไม่เห็นคุณยายเขาก็จะถามหา บางทีหนูไปร้องเพลง คุณยายเขาได้ค่าตัวด้วยนะ คือให้หนูต่างหาก ให้คุณยายต่างหาก คุณยายเหมือนเป็นผู้จัดการส่วนตัวไปเลยค่ะ ทุกวันนี้หนูพกเงินติดตัวไปไม่ถึงสองร้อย ให้คุณยายหมด แต่ถ้าอยากได้อะไรก็ขอท่านเอา ท่านก็จะให้ค่ะ   

 

 

            จริงๆ ถึงจะสนิทกับคุณยายมากแต่บูมก็ไม่ได้คุยกับคุณยายทุกเรื่องขนาดนั้น เพราะบางเรื่องท่านก็ค่อนข้างจะหัวโบราณ เราก็จะใช้วิธีคุยกับคุณแม่มากกว่า ให้คุณแม่รับรู้ ส่วนมากก็เรื่องวัยรุ่นทั่วไปนี่แหละค่ะ เรื่องไปเที่ยวกับเพื่อนบ้างอะไรแบบนี้ ก็บอกแม่ให้แม่คุยกับคุณยายอีกที เพราะคุณยายเข้มงวดมากค่ะ แต่เรื่องไปค้างบ้านเพื่อนนี่หนูไม่ค่อยมีอยู่แล้วเพราะเป็นคนติดยาย ถ้าไปไหนก็ไม่ค่อยค้างคืน

คุณยายสอนให้ทำทุกอย่างเป็น

             "เมื่อก่อนคุณยายเล่นลิเก ท่านก็จะฝึกให้หนูออกไปหน้าเวที ถ้าเกิดเราไม่ทำงานก็จะมีการลงไม้ลงมือนิดนึง ท่านจะสอนให้กล้าแสดงออกค่ะ ที่ร้องเพลงเป็น หาเงินเองได้ก็เพราะคุณยาย จริงๆลิเกหนูไม่ได้เล่นมาตั้งแต่เด็ก แต่มันเป็นการซึมซับ เราอยู่หลังโรงลิเกมาตลอด เราเห็นคุณยายเล่นลิเกมาตลอด พอโตขึ้นมาหน่อยประมาณอายุ 20 ปี ในช่วงนึงที่คุณแม่มีปัญหา หนูก็เลยคิดว่างานอะไรที่หนูทำได้ หนูก็จะทำ ก็เลยมาเล่นลิเกด้วยค่ะ ถึงแม้รายได้มันจะน้อย แต่ก็ดีกว่าเราอยู่เฉยๆ เพราะเพลงลิเกเราร้องได้อยู่แล้วค่ะ เพลงไทยเดิม เพลงลูกทุ่งอะไรพวกนี้จะคล้ายๆกัน อย่างการเดินสายประกวดร้องเพลงหนูคิดอย่างเดียวว่าถ้าได้ออกทีวีให้หน้าเราเป็นที่จดจำ คนจะได้รู้จัก จะได้มีงานต่อยอดได้ แต่ถ้าได้รางวัลมาด้วยก็ดีใจค่ะ ถือเป็นผลพลอยได้ หนูเริ่มจากไทยแลนด์ก็อตทาเลนท์ จากนั้นก็พอมีงานบ้าง

 

 

            ลิเกสมัยนี้ไม่ยากเท่าสมัยคุณยายค่ะ สมัยนี้หนูมีหน้าที่อ่านบทแล้วจำ แต่ของสมัยคุณยายการร้องต้องเป๊ะ ตีบทต้องเป๊ะ ทุกอย่างต้องเป๊ะมากกว่าเราเยอะ สมัยนี้ร้องเพลงลูกทุ่งเป็นก็เล่นลิเกได้แล้วนะหนูว่า แต่หนูติดตรงที่ขี้อายนี่แหละค่ะ ขี้อายตั้งแต่เด็กๆ ถ้าคนที่ไม่สนิทเราจะเกร็งๆเลย การเล่นลิเก การร้องเพลงก็ทำให้เรากล้าแสดงออกมากขึ้นนะ บางทีหนูเล่นบทตัวแม่เลยนะ ทั้งที่พระเอกแก่กว่าหนูอีก แล้วคุณยายก็ไปยืนเชียร์อยู่ข้างเวที บางทีก็ขำเหมือนกันค่ะ"

จากเด็กเดินสายประกวด สู่การเป็นนักร้องเต็มตัว

            "จริงๆตอนนี้มีเพลงที่ทำกับ บริษัท ไผ่ร้อยกอโปรดักชั่น จำกัด ค่ะแต่ตอนนี้ยังไม่ได้โปรโมทเต็มที่ อย่างเพลง อีหวึ่ง ที่หนูร้องในละครชาติลำชี ก็เป็นการขอทางค่ายมาร้องค่ะ เพราะลิขสิทธิ์เป็นของค่าย แต่ทางผู้ใหญ่เขาคุยกัน ก็เลยได้มาใช้ในละครด้วย ทำทั้งหมดตอนนี้ 6 เพลงค่ะ สำหรับค่ายนี้นะคะ แต่จริงๆก่อนหน้านี้หนูเคยทำซิงเกิ้ลออกมาแล้วได้รางวัล นักร้องดาวรุ่ง จากคมชัดลึก แต่เป็นเพลงที่ทำกันเองยังไม่ได้สังกัดค่าย ไม่เหมือน 6 เพลงหลังนี้

            ตอนนี้เริ่มลงในยูทูปไปประมาณ 2-3 เพลงแล้ว แต่ยังไม่ได้โปรโมทจริงๆจังๆสักทีค่ะ ต้องรอให้ทุกอย่างลงตัวกว่านี้ สไตล์เพลงคือลูกทุ่งแท้ๆเลยค่ะ ที่เพลงลูกสมัยนี้ไม่ค่อยมีค่ะ มีทั้งเพลงเร็วและเพลงช้า อย่างเพลง ลูกทุ่งท้องถิ่น และเพลง คิดถึงพี่บ่าว"

น้องใหม่กับวงการละคร

            "ตอนนี้เล่นละครเรื่อง ชาติลำชี ค่ะ ก็ยังถือเป็นน้องใหม่กับวงการละครอยู่ ก็ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆค่ะ เวลาไปกองละครก็จะมีคุณแม่ไปด้วยบ้าง หรืออย่างเวลามีกิจกรรมของละครคุณยายก็จะไปกับเราตลอด ไปไหนไปกันค่ะ คุณยายมาด้วยทุกครั้งเลย

             ถ้าผู้ใหญ่เมตตาก็อยากจะมีละครต่อไปเรื่อยๆค่ะ เราก็พยายามพัฒนาตัวเองเรื่อยๆตลอด การเล่นละครก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราค่อยๆเลิกขี้อาย จริงๆหนูเป็นคนขี้อายมาก ไม่ค่อยกล้าแสดงออกเท่าไหร่ แต่คุณยายฝึกให้ไปเล่นลิเก ไปร้องเพลง จนได้มาเล่นละคร ตอนนี้ก็ถือว่าขี้อายน้อยลงแล้วค่ะ"

 

 

ห่วงมากเรื่องสุขภาพ

             "สิ่งที่เป็นห่วงคุณยายคือเรื่องสุขภาพค่ะ เพราะท่านอายุเกือบจะ 70 ปีแล้ว ท่ายนังทำทุกอย่างเอง ทั้งซักผ้า รีดผ้า ถูบ้าน ทำเองหมด ไม่ใช่ว่าไม่ให้หลานทำอะไรนะ หนูก็ทำเป็นแต่ท่านไม่ให้ทำ เพราะพอเราทำท่านก็จะบอกว่ากลัวจะไม่สะอาด ก็เลยทำเอง แต่คุณยายก็ไม่ค่อยเจ็บป่วยเท่าไหร่เพราะท่านเช็คตัวเองตลอด แต่ตอนนี้ก็มีโรคประจำตัวอยู่โรคนึงคือเส้นเลือดในสมองตีบ ต้องกินยาตลอด แล้วท่านเป็นคนสูบจัด แต่หนูก็บอกท่านว่าไม่ต้องเลิกสูบหรอก เพราะเรากลัวว่าหยุดไปเลยร่างกายอาจจะช็อก เพราะบางคนพอเลิกปุ๊ปแล้วไปเลย กลัวแบบนั้น ก็เลยบอกคุณยายใช้ชีวิตให้เต็มที่เลย เพราะเขาลำบากมาเยอะค่ะ แต่ก็ยังห่วงสุขภาพด้านอื่นๆอยู่

            คุณยายไม่เคยร้องว่าไม่ไหวหรือเจ็บป่วยให้เราเห็น เวลาไปหาหมอเขาก็จะแอบไปกับคุณตา มีแค่ครั้งเดียวที่หนูจำได้คือตอนที่คุณยายเป็นลำไส้อักเสบเรื้อรัง แล้วท่านผอมมาก ทานเท่าไหร่ก็ถ่ายออกหมด จนท่านร้องว่าไม่ไหวจริงๆก็เลยพาท่านไปหาหมอ แต่นอกนั้นไม่เคยได้ยินท่านร้องว่าเจ็บป่วยอะไรเลย จะไม่ค่อยให้เราเห็นค่ะ แต่จากเหตุการณ์วันนั้นทำให้หนูคิดเลยว่าคุณยายอาจจะอยู่กับเราได้ไม่นาน ใจเสียเลยค่ะ ใจไม่ดีเลย แต่ท่านก็หายแล้ว ผ่านมาได้ค่ะ"

เป็นคนไม่ค่อยหวาน ให้การกระทำบอกรัก

            "ครอบครัวหนูไม่ค่อยพูดหวานๆกันเท่าไหร่ค่ะ เป็นสายดาร์ก แต่เรารู้ว่าเรารักกัน ความรักของเราจะเห็นเป็นด้านของการกระทำมากกว่า ในเรื่องของการดูแลเอาใจใส่กัน คุณยายทำกับข้าวให้เราทาน หรือบางทีหนูก็พาคุณยายไปซื้อของ ซื้อโทรศัพท์มือถือให้ท่าน สอนท่านเล่นเฟซบุ๊ก นี่ตอนนี้คุณยายมีแอพพลิเคชั่นติดตามหนูด้วยนะ ดูกันได้หมดว่าอยู่ที่ไหน อะไร ยังไง มีทั้งแม่ทั้งยายเลยค่ะ ไปไหนคุณยายรู้หมดค่ะ"

            ด่านคุณยายฉวี ได้พูดถึงงหลานสาวสุดที่รัก "ถ้าเปรียบนกกับบูม นกจะดื้อเงียบ บูมเขาจะดื้อกันเห็นๆเลย เด็กๆนี่เขาดื้อมาก ต้องคอยตี ยายฝึกให้เขาร้องเพลงตั้งแต่เด็กๆ ตั้งแต่หกขวบกว่าๆ พอลิเกเล่นได้ถึงสี่ทุ่มเขาจะหยุด แล้วก็จัดรายการเพลง เราก็ให้หลานออกไปร้องเพลง เขาจะได้ชินเวที เจอคนดูเยอะๆเขาจะได้ไม่อาย ยิ่งเวลาเราเล่นลิเกเราก็อุ้มเขาออกไปด้วยเหมือนเป็นลูกเรา ให้เขาชินตั้งแต่เด็กๆ แต่เขาขี้อาย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก ต้องคอยบังคับ

 

 

             เขาหัดเล่นระนาดตั้งแต่ 7 ขวบ พอตอนเย็นเลิกเรียนอนุบาลมาก็ต้องมาตีฉิ่ง หัดระนาด มาร้อง มารำ เราให้เขาไปรำหน้าศพ ไปรำที่นั่นที่นี่ เราหัดให้เขาทำงานเป็น ถ้าไม่มีถ่ายละคร ก็ต้องไปเล่นลิเก ไม่มงานลิเกก็ให้ไปร้องเพลง ที่ไหนมีประกวดร้องเพลงก็ให้เขาไปประกวดทุกที่ แล้วเขาเคยได้ที่ 1 ระดับประเทศมาด้วย ได้ทุนเรียนเมืองนอกด้วยแต่เราไม่ให้ไปเพราะเราเป็นห่วง เขาเป็นผู้หญิง แล้วเรามีหลานคนเดียว จนกระทั่งเขามาได้ทุนเรียนปริญญาตรี แล้วตอนนี้กำลังต่อโทอยู่ ได้ทุนหมดเลย เขาทำงานได้เงินมาก็เอามาให้เรา เราก็เก็บเงินไว้ให้เขานั่นแหละ เพราะเราทำงานก็ไม่ได้เยอะอย่างเขาไปประกวดร้องเพลงก็ได้ค่าน้ำมัน 2 พัน หรือถ่ายละครก็ตั้งหลายเดือนกว่าจะได้เงินมาสักเรื่อง

            กับหลานคนนี้ยายห่วงจนชีวิตจะหาไม่เลยลูก เพราะเรามีคนเดียว เลี้ยงมาตั้งแต่เด็กเพราะพ่อ-แม่เขาทำงานไม่ค่อยมีเวลา ยายดูแลทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องการแต่งตัวยายก็ต้องดูให้เขา ข้าวปลาอาหารเราก็ทำให้กิน แต่เรื่องมีแฟนยายไม่ห่วง อายุเขา 26 ปีแล้ว มีแฟนได้ เอาไว้ทำไมเดี๋ยวขึ้นคานกันพอดี แต่เขาก็ไม่ค่อยมีเรื่องแบบนี้หรอก ไม่ค่อยมีใครเข้ามาด้วย ไม่มีใครกล้า สำหรับยายไม่ต้องร่ำรวย ใครก็ได้ที่เขาชอบ ขอแค่ให้เป็นคนดีแล้วกัน"

 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"