'ไรมอน แลนด์'ชี้เปลี่ยนรัฐบาลส่งผลต่อนักลงทุนต่างชาติหด


   

ไรมอน แลนด์

“ไรมอน แลนด์” ชี้หากเปลี่ยนรัฐบาลส่งผลต่อนักลงทุนต่างชาติ พร้อมกางแผน 3-5 ปี ลงทุนรวม 5,000 ล้านบาท เน้นสัดส่วนรายได้ค่าเช่าเป็น 50% เร่งหาพาร์ทเนอร์แตกไลน์ธุรกิจใหม่ ล่าสุดจับมือ บ้านหญิงกรุ๊ป หวังสร้างรายได้เพิ่ม 100 ล้านบาทในปีแรก 


12 ม.ค.61-นายเอเดรียน ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RML เปิดเผยว่า หากถามถึงมุมมองที่มีต่อการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยตอนนี้นั้น แน่นอนว่ารัฐบาลชุดนี้มีทั้งดีและบวก ซึ่งในมุมมองนักลงทุนต่างชาติหากมีการเลือกตั้งเปลี่ยนรัฐบาลเกิดขึ้น แน่นอนว่าจะต้องกระทบกับการตัดสินใจลงทุนอย่างแน่นอน เพราะนโยบายต่างๆ อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ เพราะตอนนี้แผนดำเนินงานรัฐบาลคือการกระจายความเป็นเมืองออกไปยังต่างจังหวัด เพราะพื้นที่กทม.รองรับไม่ได้แล้ว 


ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบันมากขึ้น โดยแผน 3-5 ปีต่อจากนี้ (2561-2565) ในงบลงทุนรวม 5,000 ล้านบาท จะเน้นกำไรจากการสร้างรายได้ประจำจากธุรกิจให้เช่าใช้พื้นที่มากขึ้น ซึ่งปรับสัดส่วนรายได้จากเดิมที่มีรายได้ประจำน้อยมาเป็น 50% ส่วนรายได้ที่เกิดจากการขายโครงการอยู่ที่ 35-40% และยังคงเน้นการสร้างคอนโดมีเนียมราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนอีกหน่วยธุรกิจใหม่ที่เริ่มขึ้นในปีนี้คือ กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 10-15% ซึ่งบริษัทเน้นการมองหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่จะร่วมดำเนินการในระยะยาวได้เพื่อเพิ่มหน่วยธุรกิจใหม่ๆ เพราะกำไรที่เกิดขึ้นจากส่วนนี้เป็นกระแสเงินสดที่จะเข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องรอขายโครงการเหมือนที่ผ่านมา แม้การขายโครงการจะเกิดกำไรต่อครั้งมีมูลค่ามากกว่าก็ตาม


โดยล่าสุดได้ร่วมลงทุนกับ บ้านหญิง กรุ๊ป ในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งไรมอน แลนด์ ถือหุ้นธุรกิจนี้ 51% ส่วนบ้านหญิง กรุ๊ป ถือหุ้น 49% โดยจะมีการเปิดทั้งหมด 3 ร้านในปีนี้ ภายใต้แบรนด์ร้าน ดิงค์ ดิงค์ (Dink Dink) ร้านบ้านหญิงและร้านที่ 3 จะเป็นสไตล์ ฮ็อต พ็อท (Hot Pot) ไทย-อีสาน ซึ่งตั้งเป้าว่ารายได้ที่เกิดขึ้นปีแรกอยู่ที่ 100 ล้านบาท และภายใน 5 ปี จะสามารถเติบโตได้ถึง 1,000 ล้านบาท โดยมีแผนขยายธุรกิจไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศจีน จะเปิดร้านอาหารรวม 10-15 สาขา ภายในปี 2563 ส่วนเมืองที่เป็นเป้าหมายอื่นๆ นอกเจากสิงคโปร์ ได้แก่ กัวลาลัมเปอร์ ,พนมเปญ ,ฮานอย ,โฮจิมินห์ ,เซินเจิ้น ,เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว


สำหรับปี 2561นี้ คาดว่าจะมีรายได้เกิดขึ้นประมาณ 500 ล้านบาท จากโครงการเดอะลอฟต์ อโศก ที่มีมูลค่าโครงการ 3,168 ล้านบาท จำนวน 211 ยูนิต ที่จะมีการโอนภายในปีนี้ ส่วนที่สีลมยังคงสร้างอยู่ จำนวน 203 ยูนิต มีมูลค่า 3,462 ล้านบาท สำหรับการรับรู้รายได้พรีเซลล์ปีนี้อยู่ที่  5,000 ล้านบาท และจะส่งผลให้ปี 2562 มีรายได้เกิดขึ้นถึง 2,000 ล้านบาท โดยงบการลงทุนหลักของปีนี้ใช้กับที่ดิน 2,000 ล้านบาท และลงทุนส่วนอื่นอีก 10-50 ล้านบาท โดยปีนี้จะสร้างอาคารสำนักงานให้เช่าและเปิดให้จองในไตรมาส 2/2561 บนพื้นที่รวม 61,000 ตร.ม. ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2564 ซึ่งจะพยายามเพิ่มพื้นที่ให้เช่าได้ถึง 100,000 ตร.ม.ให้ได้ภายใน 3-5 ปี 

 


นี่...ถ้าเป็น "สถานการณ์ศึก"..... "ทัพมาร์ค-ทัพแม้ว" กำลังคึกจัด แต่หารู้ไม่ว่า ถลำเข้าไปอยู่ใน "ค่ายกลศึก" ของท่านเจ้าเมืองตู่ ป่านนี้แล้ว ก็ยังไม่รู้สึกตัว!

'นาฬิกา-นาฬิกรรม' คำประวิตร?
บ้าใบ้ 'ประชาธิปไตยจอน'
'วังวนตำรวจกับคนค้ากาม'
"คิดใหม่ใน"วันเด็ก"กันดีมั้ย?
สมการ "ลาออกของพี่ใหญ่"
เมื่อเคลื่อนไหว 'จุดตาย' ก็ประจักษ์