ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ารัฐบาลเข้ามาให้ความสำคัญกับภาคธุรกิจท่องเที่ยวมากขึ้น หลังจากการเกิดเหตุการณ์การปิดสนามบิน ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลกที่ส่งผลให้ไทยต้องสูญเสียรายได้ไปจำนวนไม่น้อย และการเดินหน้าหลังจากนี้ ไทยควรปรับยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวด้านใดเพื่อให้ขึ้นสู่การเป็นประเทศชั้นนำของโลกด้านท่องเที่ยว ซึ่งในสัปดาห์นี้คอลัมน์อีโค โฟกัส ได้มีโอกาสพูดคุย นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ ผู้ซึ่งคร่ำหวอดในวงการท่องเที่ยวของไทย ทั้งในฐานะภาคเอกชน และฐานะเคยดูแลนโยบายด้านการท่องเที่ยว ในสมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ช่วยเสนอวิเคราะห์มุมมองการพัฒนาท่องเที่ยวไทยนับจากนี้
๐ อยากให้ช่วยวิเคราะห์มุมมองการดำเนินนโยบายท่องเที่ยวของรัฐบาลว่า มาถูกทางหรือเปล่า?
ถ้าพูดถึงภาพรวมท่องเที่ยว ทำไมเราจึงไม่สำเร็จ เท่าที่ควรทั้งๆ ที่ประเทศเรามีศักยภาพสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ยกตัวอย่าง สิงคโปร์ มีจำนวนนักท่องเที่ยวเท่าประเทศไทยประมาณ 13-14 ล้านราย นักท่องเที่ยวที่เข้าไปก็มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเราตั้งเยอะ ทั้งๆ ที่ขนาดประเทศของสิงคโปร์เท่ากับเกาะภูเก็ตของเรา ต้องถามว่าเป็นเพราะอะไร??
ที่นี่กลับมาดูว่าทำไมท่องเที่ยวของเราพัฒนาอย่างไม่มีศักยภาพเท่าที่ควร เราต้องมองว่าการเมืองมีส่วนเข้าไปกำหนดนโยบาย ถ้านโยบายนั้นได้ผลการท่องเที่ยวก็สำเร็จ แต่ปัจจุบันเราเห็นว่านักการเมืองเข้ามาดำเนินการส่วนใหญ่ ไม่เคยมองในเชิงการตลาด แต่มองในเชิงการใช้งบประมาณอย่างเดียว
และหากต้องการพัฒนาการท่องเที่ยวให้ประสบความสำเร็จจริง เราต้องทำทุกด้าน เราต้องพัฒนาทั้งบุคลากร พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และต้องทำนุบำรุงแหล่งท่องเที่ยว ให้มีศักยภาพดี ไม่ใช่พัฒนาที่ใหม่ทำลายที่เก่า พอที่เก่าเสียก็ทิ้งไปเหมือนอย่างที่เราทำทุกวันนี้
อีกเรื่องคือ การพัฒนาเกินตัวแบบไม่เหมาะสม แบบไม่เข้าใจ แบบไม่มีแผน ยกตัวอย่าง เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่น่ารักมาก มีวัฒนธรรม มีวิถีชีวิต แต่การทุ่มเทงบประมาณมหาศาลทำให้ส่วนที่เป็นเสน่ห์ของเชียงใหม่หายไป หรืออย่างจังหวัดที่มีศักยภาพสูง แต่เราก็ละเลยไม่ดูแลเท่าที่ควร อย่าง เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวชาวยุโรปชอบมาก เพราะมีภูมิประเทศสวยงาม แต่รัฐบาลก็ไม่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ดี จนในขณะนี้เกาะสมุยมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม หรือระบบสาธารณูปโภค ซึ่งเกาะสมุยขาดแคลนน้ำ ซึ่งพูดไปตั้งนานแล้วรัฐบาลควรเข้าไปดูแลเรื่องนี้
๐ ยุทธศาสตร์ด้านท่องเที่ยวอะไรบ้าง ที่รัฐบาลควรจะต้องเข้าไปส่งเสริม
รัฐบาลจะต้องมีความเข้าใจในการพัฒนาท่องเที่ยว นักการเมืองจะต้องไม่ฉกฉวยเอางบประมาณไปสู่พื้นที่ตัวเอง อย่าไปเบียดเบียนงบประมาณซึ่งมีเพียงนิดหน่อยปีหนึ่งไม่กี่พันล้าน เอาไปสู่พื้นที่เพื่อจะไปใช้ผลประโยชน์หาเสียง แต่แค่นั้นยังไม่พอ รัฐบาลกลางต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาสาธารณูปโภค สาธารณูปการ มันต้องทั้งสองอย่าง และรัฐบาลต้องมีความจริงใจ อย่าไปมองว่านี่คือฐานเสียงของเรา แต่นี่คือประเทศไทย นี่คือเศรษฐกิจ นี่คือหัวใจต้องมองอย่างนั้น ต้องตัดเรื่องของการเมืองออก ต้องเป็นผู้นำในการพัฒนาประเทศ
๐ รัฐบาลจะต้องมีบทบาทในการสนับสนุนภาคเอกชนอย่างไร?
แน่นอน บทบาทของรัฐบาลต้องมีหน้าที่ส่งเสริม และอำนวยความสะดวกให้เอกชนมีศักยภาพสูง สามารถเข้ามาสู่ตลาดท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น โดยเอกชนซึ่งมีศักยภาพสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยวขนาดชุมชนท้องถิ่นที่มีเสน่ห์ก็ทำไปเลย หรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง เราควรให้การสนับสนุนอย่าไปสร้างอุปสรรคให้เขา บางทีพวกนี้ไม่ต้องการให้เสริมอะไร แต่อย่าไปสร้างอุปสรรคให้เขาด้วยซ้ำ
แต่ผมย้ำให้เข้าใจชัดๆ ว่ารัฐบาลจะต้องเข้าใจในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อย่าเอาการเมืองหรือผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง ต้องมองว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างงานสร้างอาชีพได้มากที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่ง โดยนักท่องเที่ยวหนึ่งคนสามารถสร้างงานได้สิบคน เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องเข้าใจและกำหนดนโยบายชัดเจนให้เป็นนโยบายประเทศ ไม่อยากใช้คำว่ายุทธศาสตร์ระดับประเทศ ต้องเข้าใจว่านี่คือส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ และทั่วโลกเขาคิดอย่างนี้แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เมื่อการท่องเที่ยวดี ประชาชนหลายคนก็จะได้รับประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นคนเดินท้องถนน พ่อค้า แม่ค้า
O มองว่ากลยุทธ์ทางการตลาดที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ดำเนินการอยู่ เหมาะสมหรือไม่?
พูดถึงการตลาด งบที่มีอยู่ เราไปใช้อย่างสิ้นเปลืองโดยไม่เหลือประสิทธิภาพ ซึ่งอย่าลืมว่าวันนี้การตลาดต้องมองต่างจากปีที่แล้วที่มองไม่กี่ประเทศ เรามองจีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง มาเลเซีย ตอนนี้ทุกคนมีสิทธิ์เดินทางทั่วโลก สายการบินบินทั่วโลก โลคอสต์แอร์ไลน์มีทั่วโลก และทุกคนเปิดอินเทอร์เน็ต ทุกคนดูซีเอ็นเอ็น บีบีซี ซีเอ็นบีซี การสื่อสารการตลาดต้องเปลี่ยนไป งบที่มีอยู่อย่างจำกัดต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพให้โลกรู้จักเรา และแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากขึ้น ไม่ใช่เอางบที่มีอยู่ไปละลายภายในประเทศ ผมไม่ได้หมายความว่าการท่องเที่ยวในประเทศไม่สำคัญ มันสำคัญอยู่แล้ว และก็แหล่งท่องเที่ยว เช่น รีสอร์ตหรือโรงแรมต่างๆ ก็ประชาสัมพันธ์และโฆษณาอยู่แล้ว เขามีแพ็กเกจของเขาอยู่แล้ว
แต่เราเอาเงินส่วนนี้ไปจัดกิจกรรมที่สิ้นเปลืองไม่เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะเทศกาลต่างๆ เป็นเงินที่สำหรับผมมองว่าสูญเสียและเกินตัว เราจะต้องมองว่าควรเอางบนี้เข้าไปสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งอินเทอร์เน็ต บีบีซี ให้เขารู้ว่าประเทศไทยมีสิ่งดีๆ อยู่ วันนี้เรายังขายของเก่าแบบเดิมๆ "อะเมซิ่งไทยแลนด์" เราเอามาขายใคร ซึ่งมันขายไม่ได้ มันเก่าแล้ว ผมเป็นคนเปิดตัวแคมเปญนี้เอง "อะเมซิ่งไทยแลนด์" เหตุการณ์มันเปลี่ยนแปลง มันต้องมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้นให้เขาได้เห็น
๐ ถ้าเราชูจุดแข็งเรื่องความคุ้มค่าทางการเงินมาเป็นจุดขายการท่องเที่ยว จะเหมาะสมหรือไม่?
เรื่องคุ้มค่ามันคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มแน่ แต่ ณ วันนี้ มันกลายว่าเราไปขายของถูก พูดจริงๆ เรามีอะไรที่เหนือกว่านั้นแล้วด้วย ถ้าเรามัวแต่ขายเรื่องความคุ้มค่า ก็ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาก็เป็นกลุ่มที่จับจ่ายน้อยเข้ามาแทน แต่ความจริงมันยังมีกลุ่มที่มีสตางค์เยอะที่พร้อมจะเข้ามา แต่ขอให้ที่นั้นเป็นที่พิเศษ เงินไม่ใช่ปัญหาเลย ก็เป็นอีกกลุ่มซึ่งกลุ่มนี้สำคัญมาก และกลุ่มนี้ ก็เป็นสิ่งที่ ททท.จะต้องพยายามดึงให้เข้ามาให้ได้ ซึ่งเรามีศักยภาพอยู่แล้ว ฉะนั้นเราต้องเน้นว่าแหล่งท่องเที่ยวไทยมีอะไรที่พิเศษกว่าประเทศอื่น อย่างเคยเห็นโฆษณาอินเดีย กัมพูชา ทำให้อยากไป
O ทิศทางการทำตลาดจะต้องปรับปรุงในลักษณะที่เป็นระดับโลกมากขึ้นหรือเปล่า?
ระดับโลกมันได้อยู่แล้ว แน่นอนเรามีเป้าหมายลูกค้าสำคัญ เช่น จีน ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี เป็นต้น แต่มันมีตลาดใหม่ๆ แม้แต่อเมริกาเดี๋ยวนี้ ประเทศไทยไม่ได้ไกลแล้ว เพราะว่าการเดินทางมันสะดวกขึ้นเยอะ สายการบินเยอะ สายการบินเหมาลำเยอะ แต่จะทำยังไงให้เห็นว่าเรามีในสิ่งที่ประเทศอื่นไม่มี ต้องอย่าลืมว่า ไทยได้เปรียบเรื่องของวัฒนธรรม อาหารการกิน การบริการ ความน่ารักของคนไทยสิ่ง เหล่านี้ยังมีอยู่เราต้องเอาไปขายให้ได้ วัฒนธรรมของเราเห็นไหมว่าประเทศอื่นอยากจะเลียนแบบในการไหว้ แต่ก็ไม่มีความสวยงามและความอ่อนช้อยเหมือนของเรา จริงๆ เรามี ของที่ดีๆ อีกเยอะที่เห็นอยู่ แต่ที่สำคัญคุณทำการตลาดอย่างเดียวไม่ได้ คุณต้องมีการพัฒนาเสริมศักยภาพ ต้องมีการเพิ่มคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว ลองคิดดูโรงแรมระดับ 5 ดาว เปิดออกมาเป็นน้ำก๊อกแปรงฟันไม่ได้ ซึ่งโรงแรมเดี๋ยวนี้ใช้อยู่ ไม่ว่าคุณไปภูเก็ต สมุย กระบี่ ยังต้องใช้น้ำขวดแปรงฟัน แล้วอย่างนี้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นหนึ่งของโลกได้ยังไง ตอนนี้เรามีงบไทยเข้มแข็ง 8-9 แสน ทำไมไม่ช่วยพวกเขาเหล่านี้ สิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดล้วนแล้วมีความสำคัญในการเสริมศักยภาพท่องเที่ยวของเรา เพราะเรามีจุดแข็งเรื่องของบริการและอาหาร ซึ่งเราต้องทำตลาดให้มีพรีเมียมขึ้นมายกระดับขึ้น คิดดูอย่างเกาะมัลดีฟแพงมาก แต่คนไปอยู่เป็นอาทิตย์ๆ เพราะเขาทำการตลาดวางโพสิชั่นสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นต้น
๐ คิดว่าปัจจุบันแหล่งท่องเที่ยวของไทยกระจายไปหรือเปล่า?
กระจายดีแล้ว ทำให้เรามีความหลากหลาย ทำให้ไทยมีความได้เปรียบให้นักท่องเที่ยวเลือกได้ บางคนชอบวัฒนธรรมไปเชียงใหม่ ชอบทะเลไปภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ พัทยา ซึ่งเมืองไทยได้เปรียบสิงคโปร์ เพราะมีความหลากหลาย แต่ที่เสียเปรียบคือเราได้แต่ของราคาถูกเท่านั้น
๐ เทรนด์นักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป ยุโรปลดลง และเอเชียมากขึ้น ทำให้ยอดการใช้จ่ายลดลง ถือว่าเป็นความผิดพลาดในการทำตลาด?
เป็นเพราะภาพพจน์ที่เขามองว่าเราขายของถูก และถ้าจะเจาะนักท่องเที่ยวคุณภาพได้ต้องทำที่ผมพูด คุณไปโฆษณาว่าเรา 5 ดาว แต่คุณภาพไม่ถึง 5 ดาว ต้องปรับโครงสร้างให้ถึงอย่างที่ผมถามว่าทำไมภูเก็ตไม่มีโรงแรม 5 ดาว ทั้งๆ ที่เป็นเกาะใหญ่ สมุยก็สร้างซะจนเกินตัวเช่นเดียวกับเชียงใหม่ ที่สำคัญที่สุด รัฐบาลควรมองท่องเที่ยวเป็นเรื่องของประเทศ อย่ามองการท่องเที่ยวเป็นเรื่องของการเมือง อย่ามองว่าจังหวัดนี้เราไม่มีฐานการเมือง ทำไปแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์ ต้องตั้งธงเลย ใช้เวลาไม่เยอะอยู่กับความตั้งใจและจริงใจ วันนี้งบไทยเข้มแข็ง 8 แสนล้านบาท วันนี้กระบี่ต้องการน้ำ ภูเก็ตต้องการน้ำ อันนี้เป็นปัญหาซ้ำซาก ในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศซึ่งยังมีปัญหาอื่นๆ อีก ยังมีจังหวัดที่มีศักยภาพที่ยังไม่ได้พูดถึงอีก เอาแค่ตัวอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ การที่เราจะทำการตลาดได้ดีเราต้องมีสินค้าที่ดี ไม่ใช่โอ้อวดว่าดีอย่างโน้นอย่างนี้จะทำให้เสียชื่อ เหมือนนักการเมืองถ้าพูดเก่งพูดดีต้องทำให้สิ่งที่พูดเกิดให้ได้
๐ รู้สึกอย่างไรที่รัฐบาลยังมองเป้าการเพิ่มจำนวนมากกว่านักท่องเที่ยวคุณภาพ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็พยายามขยายตลาดเมืองไทยให้มีศักยภาพในการรับท่องเที่ยวได้มากกว่านี้ อันนี้ไม่ผิด แต่ปัญหาคือต้องได้นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมา แล้วก็อย่างที่บอก คุณจะเพิ่มนักท่องเที่ยวได้ก็ต่อเมื่อศัยกภาพเพิ่ม ถ้าศักยภาพไม่เพิ่มไป ถึงเป็นต้นว่า ไม่ใช่การถนนหนทางจราจรแออัด แหล่งที่พักไม่ดีไม่พร้อม แต่ถ้าของเรามีพร้อม เราสามารถรับได้เพิ่มกว่านี้ เมื่อได้ตามเป้าหมายแล้วต้องดูว่าการใช้เงินของนักท่องเที่ยวต่อหัวต่อคนมีเท่าไหร่ เข้ามาอยู่กี่วันเป็นสิ่งที่ท้าทาย
๐ มองว่าเรื่องใดที่รัฐบาลควรเข้ามาดูแลเอกชน?
ผมคิดสิ่งที่เอกชนต้องการให้ช่วยเหลือ เรื่องแรก ระบบสาธารณูปโภคเป็นภาระกิจที่รัฐบาลต้องทำ เพราะเป็นเรื่องใหม่ เรื่องที่สอง การตลาด การทำตลาดให้สำเร็จต้องทำงานอย่างใกล้ชิด เปิดให้เอกชนเข้ามาปรึกษาหารือ ตอนที่ผมยังดูแลอยู่ทุกเดือน ได้จัดประชุมให้เอกชนมาเสนอแนะและประเมินในสิ่งที่ทำไปแล้ว การตลาดต้องให้ถูกเป้ากว่านี้ ต้องสื่อให้ลูกค้าทั่วโลกเห็นว่าเรามีความน่าสนใจเอาของใหม่มาขาย ไม่ใช่เอาของเก่าไปขายทุกปี
๐ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ที่มีผลต่อการท่องเที่ยว มองว่าควรแก้ไขอย่างไร?
ปัญหาภายในความขัดแย้ง และปัญหาเศรษฐกิจที่จะเป็นปัจจัยลบให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาน้อยลง อันนั้นเป็นเรื่องชั่วคราว เพราะผลกระทบทางเศรษฐกิจก็เกิดขึ้นทั่วโลก แต่คนก็ยังท่องเที่ยวอยู่ ด้วยเหตุนี้สำคัญมาก เขาจะเลือกมากขึ้น ดังนั้นเรายิ่งต้องมีศักยภาพทางการตลาดที่เข้มแข็งกว่านี้ และทางการเมือง แน่นอนว่าการเมืองมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เพราะคงไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนที่อยากเดินทางเข้ามาในประเทศที่กำลังมีปัญหา เป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันสร้างบรรยากาศของประเทศให้น่าท่องเที่ยว ผมเสียดายมาก 3 จังหวัดภาคใต้ที่มีศักยภาพท่องเที่ยว แต่เรามามีความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ถ้าแก้ไขได้ การฟื้นฟูก็ไม่ยาก สิ่งสำคัญคือท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมและผลประโยชน์ต้องตกถึงเขา ไม่ใช่ตกอยู่แค่เฉพาะกลุ่ม ข้อดีของท่องเที่ยวคือ ผลประโยชน์กระจาย คนไปทำรีสอร์ตสร้างงานหลายต่อหลายฝ่ายได้รับประโยชน์ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญ
๐ สุดท้าย ประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ อย่างสวนสนุกและกาสิโน หรือไม่?
ถ้าพวกสวนสนุกใหญ่ อย่างดิสนีย์แลนด์เข้ามาก็ดี แต่เขายังไม่มา ส่วนกาสิโนยังไม่มีความจำเป็น เอาอย่างนี้ดีกว่า ก่อนที่จะทำกาสิโนซึ่งยังมีความเห็นในสังคมไม่ตรงกัน เราสามารถมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 20 ล้านคนได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีความจำเป็น ต้องเพิ่มอย่างอื่น แต่ต้องพัฒนาคุณภาพในสิ่งที่เรามีอยู่ให้ดีขึ้น โดยร่วมกับภาคเอกชนเพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย เรายังมีความหลากหลายด้านท่องเที่ยวอีกหลายพื้นที่ที่ยังไม่ถูกแนะนำ อย่างอีสาน เส้นทางที่น่าจะทำชัยวรมัน จากโคราช ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ไปนครวัด แต่ละจังหวัดก็มีของดี ซึ่งจะทำให้กระจายนักท่องเที่ยวไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น อีกเกาะหนึ่งที่มีศักยภาพ เกาะพีพี ไม่ค่อยมีใครพูดถึง สมัยก่อนดังมากเพราะไม่ให้เข้าไปสร้างโรงแรมอีกแล้ว แต่วันนี้ก็ยังมีการสร้างโรงแรมอย่างสะเปะสะปะ จริงหรือเปล่าที่เต็มแล้วไม่ให้มีการสร้างโรงแรม ควบคุมเป็นเรื่องทีดี อันนี้รัฐบาลและ ททท.ต้องเข้าไปดูเพื่อเพิ่มแหล่งท่องเที่ยว.








