"การต่อสู้ทางการเมืองเป็นเรื่องของความขัดแย้ง เป็นเรื่องผลประโยชน์ ดังนั้น คิดว่าแม้จะตัดสินแล้ว ความขัดแย้งก็ยังไม่จบ"
--------ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์--------
"เป็นการตัดสินที่ถูกต้อง ทำให้นักธุรกิจ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่างยอมรับและมีความเชื่อถือต่อกระบวนการยุติธรรม"
--------ดุสิต นนทะนาคร-------
"การชุมนุมเป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่ต้องอยู่ในความสงบ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร หรือทำให้เกิดความรุนแรงกับประชาชน"
--------สันติ วิลาสศักดานนท์------
"ต้องตัดกิเลส เปิดใจให้กว้าง ผิดก็ต้องผิด ประเทศชาติต้องมาก่อน ถ้าหลงงมงายปัญหาบ้านเมืองก็ไม่สงบ"
--------อภิชาติ สังฆอารี-------
หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติเสียงข้างมาก พิพากษาให้ซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 39,774,168,325.70 บาท และเงินปันผลที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมดจำนวน 6,898,722,129 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 46,373,687,454.70 บาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี "ตกเป็นของแผ่นดิน" เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 เชื่อว่าผลพวงจากคดีนี้จะยังคงกดดันทุกภาคส่วนในประเทศไทยต่อไป โดยเฉพาะการประท้วงทางการเมืองจากกลุ่มคนที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ
นายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การที่มีการตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยอาศัยสถาบันตุลาการเป็นผู้ตัดสินคดีนั้น ถือได้ว่าเป็นการสร้างความยุติธรรมอย่างหนึ่ง แต่จะให้ถูกใจคนจำนวนมากคงได้แค่ส่วนหนึ่ง คงไม่ได้ถูกใจทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีผลการยึดทรัพย์ 4.63 หมื่นล้านบาท ออกมาแล้วก็คงต้องเดินหน้าไปตามข้อกฎหมายที่ศาลตัดสิน ดังนั้น อย่างน้อยน่าจะทำให้การต่อต้านหรือการต่อสู้ทางการเมืองเป็นไปแบบมีสติมากขึ้น
"คำวินิจฉัยของศาลสามารถค้นคว้าได้ ก็คงทำให้อุณหภูมิทางการเมืองผ่อนคลายลงไปได้บ้างระยะหนึ่ง ส่วนความขัดแย้งทางการเมืองนั้นคงไม่ได้ขึ้นกับคดีนี้ เพราะคดีนี้เป็นแค่สถานการณ์เฉพาะ แต่การต่อสู้ทางการเมืองเป็นเรื่องของความขัดแย้ง เป็นเรื่องผลประโยชน์ ดังนั้น คิดว่าแม้จะตัดสินแล้ว ความขัดแย้งก็ยังไม่จบ" นายตีรณกล่าว
นายตีรณ กล่าวว่า ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยนั้นมีหลายปัจจัย โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ ซึ่งคดียึดทรัพย์เป็นแค่ภาพสะท้อนระดับหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้ หากความขัดแย้งยึดเยื้อออกไปนานๆ การพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยก็คงจะเหมือนกับฟิลิปปินส์
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ สังคมมีความแตกตื่นกันมาก ถือเป็นปัญหาทางจิตวิทยาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากคนไทยมองว่าการใช้กำลังนอกระบบสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ทำให้หวาดกลัวและคาดการณ์กันไปต่างๆ นานา แต่การดำเนินงานนอกระบบไม่ได้ถูกกำหนดโดยความรู้สึกของประชาชน แต่ขึ้นอยู่กับจังหวะการทำงานของแต่ละฝ่ายด้วย ถือว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีทั้งข่าวจริงและข่าวเท็จ
นายตีรณ กล่าวว่า หลังจากนี้รัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่ของรัฐบาลไป โดยต้องเอาใจใส่ดูแลเศรษฐกิจด้วย โดยเฉพาะการป้องกันการทุจริตในการใช้งบประมาณไม่ให้เกิดขึ้น ส่วนเรื่องการคดีก็เป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นต้น ซึ่งต้องแบ่งหน้าที่กัน โดยการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนจะทำให้ความแตกตื่นลดลง
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลอด 7 ชั่วโมงครึ่งที่ศาลอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี มีถ้อยคำแถลงที่เป็นเหตุเป็นผล เรียบเรียงชี้แจงถึงการกระทำความผิดได้อย่างแจ่มแจ้ง ผู้ฟังก็เข้าใจง่าย และถือเป็นการตัดสินที่ถูกต้อง ทำให้นักธุรกิจนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่างยอมรับและมีความเชื่อถือต่อกระบวนการยุติธรรม รวมถึงเชื่อมั่นในความโปร่งใสของการบริหารของไทยว่าผู้กระทำผิดย่อมได้รับบทลงโทษ โดยไม่มีความสงสัยต่อประเด็นการตัดสินใดๆ
สำหรับภาพรวมการลงทุน การส่งออกต่อจากนี้ เชื่อว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะพื้นฐานของประเทศไทยมีจุดแข็งและมีความน่าสนใจในการลงทุนอยู่แล้ว การส่งออกน่าจะมีทิศทางเป็นบวกต่อเนื่องจากเดือน ม.ค. ขณะที่การบริโภคภาคประชาชน เมื่อประเทศชาติสงบ กำลังซื้อก็น่าจะตามกลับมาในไม่ช้า
ที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจไทยต้องโตติดลบ หรือโต 2-3% ก็เพราะมีการแกล้งเตะขากันเอง แต่ต่อไปหากเดินหน้าเป็นปกติ น่าจะโตได้ 4-5%
"ตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อศาลตัดสินออกมาแล้ว ทุกอย่างน่าจะถือว่าจบ และน่าจะเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ของชาวไทย ของประเทศไทย ใครที่คิดทำอะไรต่อ อยากถามว่าทำไปเพื่ออะไร อยากจะทำเพื่อความถูกใจของคนคนเดียว คงไม่ถูกต้อง เราน่าจะนำความแตกแยกกันครั้งนี้เป็นบทเรียนร่วมมือกันผลักดันชาติของเราก้าวเดินไปข้างหน้า" นายดุสิตกล่าว
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้นเหมือนกับเหตุการณ์ในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ศาลถือเป็นสถาบันสูงสุดในกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นคำตัดสินของศาลทุกคนจะต้องยอมรับ ไม่ว่าจะออกมาในลักษณะใดหรือสร้างความไม่พอใจให้กับใคร
อย่างไรก็ตาม ถ้าคำตัดสินออกมาและทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจ ทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคงจะต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์อย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย เพราะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทันทีคือการท่องเที่ยว ต่างชาติจะชะลอการเดินทางเนื่องจากไม่ต้องการเจอกับปัญหาการปิดถนนหรือสนามบินอีก
"การชุมนุมเป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่ต้องอยู่ในความสงบ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร หรือทำให้เกิดความรุนแรงกับประชาชน ซึ่งภาคเอกชนก็หวังว่าจะไม่เกิดปัญหาขึ้นมา และการตัดสินของศาลครั้งนี้ถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว ถ้าจบก็คือจบ และทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาล" นายสันติกล่าว
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า การเมืองและเศรษฐกิจหลังจากการตัดสินคดีนี้ ไม่มีใครคาดการณ์ได้ และธนาคารพาณิชย์และธนาคารกรุงไทยคงยังไม่ต้องเตรียมการวางแผนด้านใดเป็นพิเศษ
นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด กล่าวว่า ผลการตัดสินคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศและการดำเนินธุรกิจในเครือ บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนในหลักหลายร้อยล้านบาทในปีนี้ตามแผนธุรกิจเดิม โดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค การขยายพื้นที่การจัดเก็บสินค้าคงคลัง การปรับปรุงประสิทธิภาพโรงงาน การขนส่งกระจายสินค้า (ลอจิสติกส์) การพัฒนาระบบไอทีของบริษัทต่างๆ ในเครือ
"ในแง่ผลกระทบกับประชาชนคนไทยและภาคธุรกิจในภาพรวม หรือมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นตามมามากไปกว่านี้ หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกมาต่อต้านคำตัดสิน อาจไม่ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของฝ่ายนั้นๆ ในภาวะที่เศรษฐกิจในประเทศกำลังฟื้นตัวขึ้น อาจทำให้เกิดภาพลบซ้ำเติมมากขึ้น อยากให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบ อย่าตกใจ และดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของธุรกิจตัวเองตามปกติต่อไป" นายบุญชัยกล่าว
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าปลีกค้าส่ง กล่าวว่า การตัดสินคดียึดทรัพย์ได้ผลยุติแล้ว และไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยและความมั่นใจของประชาชนโดยรวม เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวเริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้วตั้งแต่ต้นปี โดยประเมินว่าภาพรวมธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ในปีนี้จะเติบโต 3-4% ตามอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย
ส่วนการที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 มี.ค.นี้ ไม่น่ากังวลแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาก็มีการชุมนุมในประเทศยืดเยื้อมาตลอด ถือว่าคนไทยมองการชุมนุมเป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
นายอภิชาติ สังฆอารี ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบการสัมพันธ์ไทย-จีน กล่าวว่า การที่ศาลฎีกามีคำตัดสินออกมา น่าจะทำให้เห็นความชัดเจน ซึ่งต้องการให้ทุกคนยอมรับและเปิดใจรับคำตัดสินของศาล อย่าหลงในกิเลส เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น บ้านเมืองก็จะไม่มีความสงบ ประเทศชาติต้องมาก่อน อย่าหลงงมงาย
อย่างไรก็ดี ปัญหาในปัจจุบันที่ต้องการให้ภาครัฐเร่งจัดการปัญหาเรื่องข่าวสารที่ปัจจุบันคนยังรับฟังข้อมูลเพียงฝ่ายเดียวจากวิทยุชุมชนและเคเบิลทีวีที่แบ่งสีแบ่งข้าง โดยการใช้สื่อของรัฐบาลในการป้อนข้อมูลไปอีกทาง ขณะเดียวกัน ก็จะต้องเตรียมวิธีป้องกันยังไงหลังจากคำพิพากษาได้ออกมา
"ต้องเชื่อมั่นว่าคนไทยมีจิตใต้สำนึกผู้ที่กระทำก็ต้องตัดกิเลส เปิดใจให้กว้าง ผิดก็ต้องผิด ประเทศชาติต้องมาก่อน ถ้าหลงงมงายปัญหาบ้านเมืองก็ไม่สงบ บ้านเมืองเป็นของเราทุกคนไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง" นายอภิชาติกล่าว
คดียึดทรัพย์จบไปแล้ว แต่เชื่อว่า "ทักษิณ" ไม่น่าจะจบแค่ถูกยึดทรัพย์ รวมทั้งกลุ่มคนเสื้อแดง น่าจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อล้มรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ยิ่งเป็นแรงกดดันให้ประเทศไทย "ติดล็อก" วังวนปัญหาการเมืองอีกต่อไป.








