พ่อ "พร้อมพงศ์" เขาทำนายล่วงหน้าว่าจะระเบิดรถไฟใต้ดิน แต่เช้าวาน (๓๐ ส.ค. ๕๓) เปลี่ยนเป้าหมายไปลงที่กรมประชาสัมพันธ์ "สถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑" ย่านถนนวิภาวดีรังสิต เรียกว่าเป็นปฏิบัติการ "ตบกระบาล" ศอฉ. และตำรวจนครบาลของ "พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์" เลยเชียวแหละ ระเบิดไม่ด้าน แต่ทั้งตำรวจ ทั้งทหาร ทั้งด้านความมั่นคง...(หน้า) ด้านคงที่!
อย่างนี้เรียกว่าปฏิบัติการตามแผน "น้ำเซาะทราย" ซึ่งมันจะพังทลายเร็วกว่า "น้ำเซาะหิน" ป่วยการที่จะถามว่า...ผลงานใคร? เพราะนักเลงเขาไม่ถามให้เสียเชิงกันหรอก ของอย่างนี้มันรู้ๆ กันอยู่
เขาบอกว่าเป็นระเบิด M 79 อย่าถามว่าหมา หรือคนไหน ชื่ออะไรเป็นคนยิง เอาแค่ว่ามันยิงมาจากไหน จนป่านนี้ตำรวจก็ยังดมรอยเท้าคลำทางไม่ถูก ได้แต่เดาเปะปะกันไป จากบนทางด่วนดอนเมือง โทลล์เวย์บ้าง จากที่โน่น-ที่นี่บ้าง
สรุปแล้ว ไม่ง่ายเหมือนตั้งด่านไถ หรือไฟเขียวให้ตั้งบ่อน!
ระเบิดไม่ถูกคน ถูกแต่รถราเสียหาย ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงว่า "ถูกคนหรือไม่ถูกคน" แต่อยู่ตรงว่า เดี๋ยวตูม..เดี๋ยวตูม..กลางบ้าน-กลางกรุง ในเชิงจิตวิทยา มันทำลายเสถียรภาพรัฐบาล ผมไม่ว่า แต่เสถียรภาพและภาพลักษณ์ของประเทศนี่ซี เป็นเรื่องที่รัฐบาล-ทหาร-ตำรวจ ควรสำนึก และควรแสดงความรับผิดชอบกันบ้าง
เราใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมิใช่หรือ?
เงินเอา งบเอา งานเอาบ้าง ไม่เอาบ้าง แต่ความรับผิดชอบ "ไม่เอาเลย" อย่างนี้มันไม่แฟร์กับสังคม ภาษีก็ต้องจ่าย แต่ระบบรัฐ "ไม่ประกันความเสี่ยง" ใดๆ ให้กับประชาชนเลย อย่างนี้จ่ายให้โจรไม่ปลอดภัยกว่าหรือ?
ถ้าฉุกเฉินแล้วยังปล่อยให้ลอยชายระเบิดบ้าน-ระเบิดเมืองได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ มิสู้ปล่อยให้บ้านเมืองอยู่โดยไม่ต้องมีกฎหมาย ไม่ต้องมีตำรวจ-ทหารไม่สบายกว่าหรือ เพราะมีฉุกเฉินต้องจ่ายแพงกว่า แต่ว่าชีวิตประชาชนทุกคนกลับมีโอกาส "ตายอย่างหมากลางถนน" บ้านเมืองก็ปี้ป่น
มันก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องมี "กฎหมายพิเศษ" ไว้ให้คนทุเรศ จริงไหม!?
ต้องพูดกระตุก "ให้สำนึกกันบ้าง" พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ท่านก็อย่าแอบดีอก-ดีใจว่า...ธุระไม่ใช่ กูจะได้เกษียณสบายแล้วโว้ย...แล้วก็ไม่อินังขังขอบกับงานในภาระหน้าที่ในภาวะที่ใช้กฎหมายพิเศษคุมบ้าน-คุมเมือง ปล่อยให้ "ขบวนการฆาตกรสังคมชาติต่อเนื่อง" ลอยชายลองเชิงทีละนิด...ทีละนิด...จนแน่ใจว่า "ศอฉ.ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินบ่มิไก๊ หายเห่อทั้งชาวบ้าน หายเห่อทั้งทหาร-รัฐบาล-ตำรวจ
แล้วมันก็รุกคืบ "ระเบิด" รายสัปดาห์!
ไอ้การขนอาวุธสงครามออกมาใช้ในปฏิบัติการโจร มันจะมีใคร และใครจะทำได้ ถ้าไม่ใช่คนในแวดวง "ตำรวจ-ทหาร" ส่วนจะในราชการ หรือนอกราชการ มันก็ไอ้ทหาร-ตำรวจนั่นแหละ...รู้
อย่าว่าแต่ที่ช่อง ๑๑ เมื่อเช้าวานนี้เลย เมื่อ ๒๖ สิงหาที่ผ่านมา ที่หน้าคิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ ๒๖-๒๗-๒๘-๒๙-๓๐ และวันนี้ วันที่ ๑ กันยา ๖ วันผ่านไป ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทั้งกองบัญชาการตำรวจนครบาล มีคำตอบในผลคืบหน้าหรือถอยหลังทางคดีว่า...
"ยังไม่รู้ยิงมาจากทางไหน...
ต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐมาวิเคราะห์?"
โธ่...เวรกรรม!
จากซอยรางน้ำมาวิภาวดี M 79 เหมือนกัน บรรดานายพลตำรวจเป็นโหลๆ ของไทยตอบได้ประโยคเดียวว่า "ยังไม่รู้ยิงมาจากทางไหน?"
แสดงว่า "ยศใหญ่" ในระบบราชการไทย นอกจากไม่มีความหมายแล้ว ยังไม่ใช่คำตอบของคุณภาพด้วย!?
ประเด็นที่ต้องคิด กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางประเทศไทย นายสุเทพก็ดี นายกฯ อภิสิทธิ์ก็ดี พูดตรงกันว่า ถ้าจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน "กรุงเทพฯ จะเป็นพื้นที่สุดท้าย"
แต่ผลที่ปรากฏ ณ ขณะนี้ พื้นที่แรก หรือพื้นที่สุดท้าย "ความหมายเท่ากัน" ถ้าฝ่ายใช้และฝ่ายพิทักษ์กฎหมาย เอาแต่เงิน แต่ไม่เอางาน และไม่เอาความรับผิดชอบ
จากเหตุที่เกิดซ้ำๆ ซ้อนๆ แสดงว่าขณะนี้ ฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความสงบสุขของบ้านเมืองเป็นฝ่ายกระชับพื้นที่เพื่อปฏิบัติการได้สะดวกสบาย-ตามใจชอบ ในขณะที่ฝ่าย ศอฉ.ละทิ้งพื้นที่ ตอนนี้ กรุงเทพฯ เป็นเหมือน "ผีไม่มีญาติ" เข้าไปทุกที ทั้งตำรวจนครบาลของ พล.ต.ท.สัณฐานแต่ละพื้นที่ ก็ยึดนโยบาย
สงครามไม่ยุ่ง มุ่งแต่ทำมาหากิน!
ฝ่ายก่อกวนจะระเบิดสถานที่ไหน ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะความสำคัญมันอยู่ที่ ๑.เป็นพื้นที่กรุงเทพฯ ๒.ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินควบคุม ๓.ประสิทธิภาพตำรวจ-ทหารตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่มี ๔.ระเบิดกี่ที-กี่ที จับไม่ได้ซักที ๕.แสดงว่าแม้การข่าวของรัฐก็ล้มเหลว ๖.ในขณะกำลังรัฐไร้น้ำยา แต่กำลังโจรป่ากำลังกล้าแข็ง-รวมตัว และ
๗.ทหารแตงโม ตำรวจมะเขือเทศ "ยังครบเครื่อง"!
ฉะนั้น ต่อไปนี้ปฏิบัติการจะเข้าระยะ ๒ คือ "กองกำลังแตงโม-มะเขือ" จะปฏิบัติการรุกคืบเหยียบหน้า "ตำรวจ-ทหาร" อันเป็นกองกำลังรัฐ เพราะรู้แล้วว่า "โบ๋ทุกพื้นที่" ทั้งความมั่นคง ทั้งการข่าว ทั้งด้านกำลัง ซึ่ง "ห่วย" ทุกระดับ ไม่สามารถติดตามรู้ได้ในความเคลื่อนไหวของฝ่ายจ้องล้มเมือง
ยิ่งในช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจ-ตำแหน่ง-ยศถาบรรดาศักดิ์ ยังไม่มี "ตัวหลัก" มาบังคับบัญชา ถึงมีก็ยังจัดทัพ-จัดแถวไม่เข้าแนว ไม่เข้าที่ แถมยังมีพวก "อกหัก" จากการโยกย้ายมาเข้าฝัก-เข้าฝ่าย ฉะนั้น กันยา-ตุลานี้ ฝ่ายกองกำลังแตงโม-มะเขือจะฉวยโอกาสโจมตีเพื่อผลทางจิตวิทยา แค่ ๗ วัน ระเบิด ๑ ครั้ง
แค่นั้นรัฐบาลก็ยากจะอยู่แล้ว!
ถามจริงๆ เถอะว่า ถ้าไม่ใช่คนในแวดวงตำรวจ-ทหาร แล้วชาวบ้านคนไหนที่มันจะมี M 79 มาใช้ยิง ถึงมี มันจะมีซักกี่คนที่ยิงเป็น และที่เป็น ใครล่ะสอนให้ ถ้าไม่ใช่คนในแวดวงตำรวจ-ทหาร?
แคบเข้ามาอย่างนี้แล้ว แต่การข่าวทั้งของตำรวจ ของทหาร ของฝ่ายความมั่นคง ของฝ่ายราชการลับ กลับไม่สามารถ "กระชับพื้นที่" เพื่อค้นหาว่ากลุ่มนี้มาจากแหล่งไหนได้เลย
มันก็ชวนให้ฉงน มีแต่คนกินเงินแผ่นดิน จ้องล้มแผ่นดินกันไปทั้งสิ้นอย่างนั้นหรือ?
ตอนนี้ขบวนการล้มชาติมันจับ "จุดอ่อน-จุดตาย" ได้แล้ว ไม่ต้องอุ้มระเบิด ขนระเบิด หิ้วระเบิด เข้าไปซุกเพื่อก่อวินาศกรรมที่ไหนๆ แล้ว เพราะอย่างนั้น "เสี่ยง" ที่จะถูกกล้องบันทึกภาพไว้เป็นร่องรอย
มันจะก่อกวน-วินาศกรรมด้วย M 79 มากขึ้น และบ่อยครั้งขึ้น เพราะยิงมาจากที่ไกล ไม่ทิ้งร่องรอยให้ใครดม อาวุธหลวง คนหลวง ฉ้อราษฎร์-บังหลวง ผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐมาแกะรอยคงครางอ๋อย โอ้..มายก๊อด!
ผมว่าไม่ต้องไปจ้างผู้เชี่ยวชาญฝรั่งมาแกะรอยหรอก ของอย่างนี้ จ้างพ่อพร้อมพงศ์ถูกสเปกกว่า ไม่ต้องมาตรวจสถานที่ก็บอกได้ว่า ยิงมาจากไหน และใครยิง?
ในความที่ ศอฉ. ตำรวจ-ทหาร ไม่รู้อะไรเลย แต่ก็น่าจะรู้อย่างหนึ่งว่า ระเบิดรายสัปดาห์นี้ ไม่ใช่มาจากเหตุมุ่งหมายระหว่างคน-ต่อคน แต่เป็นปฏิบัติการมุ่งหมายระหว่างโจรก่อการร้ายต่อเสถียรภาพบ้านเมือง ต้องการทำกรุงเทพฯ ให้เป็นเขต "เดดโซน" อย่างใน ๓ จังหวัดใต้
"บีบประชาชน" ให้โกลาหลหันไป "ถีบรัฐบาล"!
ถีบรัฐบาลทำไม...ถีบเพื่อให้เกิดช่องว่าง เป็นเส้นทางแทรกซ้อน ซ้อนเข้าไปในการเปลี่ยนแปลง!
การแก้ไขปัญหานี้ ไม่ใช่ตูมที ก็แค่ตำรวจก็ยกขบวนไปยืนเก้ๆ กังๆ ในที่เกิดเหตุที ซึ่งช่วยคลี่คลายในเชิงแก้ไขอะไรไม่ได้เลย และผมก็เข้าใจ ในพื้นที่ ๑,๕๘๖ ตารางกิโลเมตรของกรุงเทพฯ ตำรวจเดาไม่ถูกหรอกว่า..วันนี้มันจะมาระเบิดที่ไหน ฉะนั้น การแก้ไขกรณีนี้ ต้องใช้
"การข่าว"!
การข่าว จะเป็นเครื่องมือควบคุม และนำไปสู่การแก้ไขที่ถูกทิศ-ถูกทาง และ "ถูกตัว" ฉะนั้น ทั้งนครบาล สันติบาล ราชการลับ และความมั่นคง ต้องให้ความสำคัญกับ "การข่าว" มากกว่านี้ และหน่วยที่ทำไม่ได้ ถ้ามีความละอาย ควรขอย้ายไป ถ้าไม่ละอาย "นายเหนือ" ควรเฉดหัวออกไป
ต้องเข้าใจ ถ้าการข่าวไม่ดี ตำรวจ-ทหารในฝ่ายปฏิบัติการพื้นที่ ก็เหมือน "ตาบอดออกรบ" และตอนนี้ท่าทางมันเป็นอย่างนี้เสียด้วย!
พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ นั่นก็ยกไว้ ผมเห็นใจท่าน แต่พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา มีอำนาจสมบูรณ์ในตำแหน่ง ผบ.ทบ. และขณะนี้เป็นใหญ่ใน ศอฉ.ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก ๒๙ วันก็จะออกไปเป็น "ทหารแก่" แต่ตอนนี้ยังมีอำนาจ-หน้าที่ ไม่คิดจะฝากผลงานว่าได้ทำอะไรให้ชาวบ้านจำได้ซักเรื่องเลยหรือ ไปล่ามือ M 79 มาดูหน้าซิว่า...
มันมาจาก "นาย" หน่วยไหน?








