"มาร์ค" เผยมติ ครม.ประกาศ 11 กิจการรุนแรงผ่านฉลุย เตรียมประกาศในราชกิจจาฯ ยันนำความคิดของ คกก. 4 ฝ่ายมาดูอย่างครบถ้วน "ชูชัย" เตือนปัญหาแบบมาบตาพุดจะบานปลายไปทั่วประเทศ เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกลั่นรวมตัวเคลื่อนไหวคัดค้านภายในกันยายนนี้แน่นอน
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคาร มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดประเภท ขนาด และวิธีปฏิบัติสำหรับโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพ ด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือเอกชน จะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2553 และให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับไปพิจารณาแล้ว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงว่า กรณีของโครงการมาบตาพุดผ่านแล้วตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่ในส่วนที่ไม่ได้เขียนลงไปในประกาศก็คือ ส่วนที่เขาเสนอว่าไปกำกับในพื้นที่ด้วย เช่น โครงการที่ทำอีไอเอ แต่ไปอยู่ในพื้นที่ เช่น มรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์ และเรื่องสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำไปในทะเลในพื้นที่ท่องเที่ยว ส่วนตัวพื้นที่ที่จะต้องไประบุ เช่น พื้นที่ท่องเที่ยวพื้นที่ไหนที่มีความละเอียดอ่อน ซึ่งเราจะต้องให้พื้นที่มอบอำนาจให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม กับคณะผู้ชำนาญการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ประกาศ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประกาศ 11 ประเภทกิจการที่มีผลกระทบรุนแรงจะมีการประกาศกรอบในราชกิจจานุเบกษาเมื่อไหร่ นายกฯ ตอบว่า ตอนนี้ส่งกฤษฎีกาไปตามขั้นตอนปกติ กฤษฎีกาตรวจถ้อยคำ ตรวจรูปแบบเสร็จก็ประกาศในราชกิจจาได้
ส่วนการที่เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกเตรียมยื่นหนังสือคัดค้านบอร์ดสิ่งแวดล้อมในการออกประกาศ 11 กิจการรุนแรงนั้น นายอภิสิทธิ์ชี้แจงว่า แม้ว่าตรงกับที่กรรมการ 4 ฝ่ายเสนอก็มีคนคัดค้าน คงไม่สามารถที่จะให้ตรงกับความคิดเห็นของทุกฝ่ายได้ แต่ตนยืนยันได้ว่าในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมได้เอาสิ่งที่เป็นความตั้งใจของกรรมการ 4 ฝ่ายมาดูอย่างครบถ้วน
"ในบางเรื่องก็ยอมรับว่ากรรมการเห็นว่าเดิมไม่ได้แม้แต่ต้องทำอีไอเอด้วยซ้ำ จะประกาศรุนแรงเลยก็กระไรอยู่ ก็เลยให้เริ่มต้นจากการทำอีไอเอก่อน และอย่าลืมว่ารัฐบาลประกาศโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมว่าถ้ามีโครงการไหนที่ไม่อยู่ในกิจการที่ประกาศ แต่เห็นว่ามีผลกระทบรุนแรงก็อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งที่ได้ประกาศไปน่าจะอยู่บนความพอดี บางเรื่องเข้มกว่า เช่น การปรับแต่งสารกัมมันตรังสี เดิมเราละเว้นโรงพยาบาลเรายังไม่ละเว้น เราบอกว่าถึงเป็นโรงพยาบาลถ้าเป็นปรับแต่งสารกัมมันตรังสีก็ต้องเข้า เพราะฉะนั้นบางอันก็เข้มกว่า บางอันก็น้อยกว่า บางอันก็รูปแบบประกาศที่ต้องไปดุอย่างนี้ เป็นต้น แต่ได้เอาเรื่องของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายไปดูอย่างจริงจังและไม่ได้ละเลยในความห่วงใยของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเลย" นายกฯ กล่าว
ด้าน นพ.มารุต มัสยวาณิช รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า กรณีโครงการหรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือโครงการร่วมกับเอกชน ซึ่งต้องเสนอขอรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จะต้องเสนอรายงานในขั้นก่อนขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี ส่วนโครงการหรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ซึ่งไม่ต้องเสนอขอรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีให้เสนอรายงานในขั้นขออนุมัติโครงการ หรือขออนุมัติงบประมาณ หรือก่อนดำเนินการก่อสร้าง แล้วแต่กรณี
นอกจากนี้สำหรับโครงการอื่นๆ จะต้องได้รับอนุญาตจากทางราชการตามกฎหมาย อาทิ การถมทะเลหรือทะเลสาบนอกแนวเขตชายฝั่งเดิม ยกเว้นการถมทะเลที่เป็นการฟื้นฟูสภาพชายหาด ตั้งแต่ 300 ไร่ขึ้นไป ให้เสนอในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการ, การทำเหมืองแร่ เหมืองแร่ใต้ดิน เหมืองแร่ตะกั่วให้เสนอในขั้นขอประทานบัตร, นิคมอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรม หรือโครงการที่มีลักษณะเช่นเดียวกับนิคมอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมถลุงแร่เหล็ก อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ให้เสนอในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการ เป็นต้น อุตสาหกรรมถลุงแร่หลอมโลหะ ให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการ แล้วแต่กรณี
โครงการผลิต กำจัด หรือปรับแต่งสารกัมมันตรังสีทุกขนาด ให้เสนอในขั้นขออนุญาตประกอบกิจการ, โรงงานปรับคุณภาพของเสียรวม หรือโรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานที่มีการเผาหรือฝังกลบของเสียอันตราย ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ยกเว้นการเผาในหม้อเผาซิเมนต์ที่ใช้ของเสียอันตรายเป็นเชื้อเพลิงทดแทน หรือใช้เป็นเชื้อเพลิงเสริมทุกขนาด ให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการแล้วแต่กรณี, โครงการระบบขนส่งทางอากาศที่มีการก่อสร้างขยาย หรือเพิ่มทางวิ่งของอากาศยานตั้งแต่ 3,000 เมตรขึ้นไป ให้เสนอในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการ, โครงการโรงไฟฟ้า ให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการ เป็นต้น
นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ประธานอนุกรรมการด้านสุขภาพของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด กล่าวว่า การอาศัยอำนาจของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออกประกาศเพียง 11 ประเภทโครงการกิจการที่อาจส่งผลกระทบที่รุนแรง โดยขาดการพิจารณาผลกระทบด้านสุขภาพที่เพียงพอจะทำให้ปัญหามาบตาพุดขยายบานปลายออกไปทั่วประเทศ เพราะปัญหามลภาวะจากอุตสาหกรรมเป็นปัญหาของประเทศชาติ ชุมชนรอบบริเวณโรงงานและผู้ใช้แรงงานได้สูญเสียชีวิต เจ็บป่วย พิการ อีกทั้งทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก ในขณะที่เงินกำไรจำนวนมากกลับอยู่ในมือของบรรษัทข้ามชาติที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม
ขณะที่ตัวแทนเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกราว 30 คน ได้เดินทางมายื่นเรื่องผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล เรื่องขอคัดค้านมติดังกล่าว โดยขอให้มีการจัดทำใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับแก่ทุกฝ่าย
นายสุทธิ อัชฌาสัย ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคตะวันออก ระบุว่า หากรัฐบาลไม่มีการทบทวนและพิจารณาในเรื่องดังกล่าว ทางเครือข่ายในภูมิภาคต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศฉบับนี้ จะรวมตัวเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านภายในเดือนกันยายนนี้แน่นอน.








