เหิมเกริมหนัก คนร้ายยิงเอ็ม 79 หัวทอง ถล่มช่อง 11 ช่วงบ่าย ไม่เกรงกลัวกฎหมาย โชคดีไร้คนเจ็บแค่รถเสียหาย 4 คัน "ภาณุพงศ์" เชื่อกลุ่มเดียวกับบึ้มคิงเพาเวอร์ ใช้ช่วงหลังรับเสด็จฯ เสร็จสิ้น ส่องมาจากโทลล์เวย์ "ปณิธาน" รับล่าหัวยาก วางแผนนอกพื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วเข้ามาก่อเหตุก่อนหลบออกไปอีก "ศอฉ." สั่งคุมเข้ม 11 จุดเสี่ยง พร้อมให้ทหารร่วมหากตำรวจขอมา ขู่ปิดสื่อสิ่งพิมพ์หากยังบิดเบือนข่าว
เมื่อวันอังคาร ได้เกิดเหตุอุกอาจในช่วงบ่าย เมื่อคนร้ายได้ใช้เครื่องยิงระเบิดขนาด 40 มม. ยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าไปในลานจอดรถของสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 (เอ็นบีที) ถนนวิภาวดี ตรงข้ามกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์
โดยที่เกิดเหตุมีพนักงานเจ้าหน้าที่ของสถานีอยู่ในอาการตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ระเบิด ซึ่งจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณลานจอดรถ หน้าอาคารสถานี พบกิ่งต้นประดู่ที่ปลูกอยู่ด้านหน้าอาคารยานพาหนะด้านบนหัก และยังพบกิ่งไม้หล่นอยู่ที่ลานจอดรถ และจากการตรวจสอบพบรถยนต์ถูกสะเก็ดระเบิดเสียหาย 4 คัน เป็นรถยนต์ผู้มาติดต่อราชการ 3 คัน และรถตู้ของสำนักข่าว 1 คัน ประกอบด้วย รถยนต์โตโยต้าคัมรี่ สีบรอนซ์-ทอง หมายเลขทะเบียน ภม 4593 กทม. กระจกด้านหลังแตก รอยสะเก็ดเป็นรูที่โครงรถด้านหลัง มีรอยบุบ รถยนต์ฮอนด้า ซีวิค สีบรอนซ์-ทอง ทะเบียน วง 8822 กทม. ฝากระโปรงด้านหน้าบุบ รถยนต์ยี่ห้อนิสสัน ซันนี่ สีน้ำเงิน ทะเบียน กบ 2622 นนทบุรี มีรอยถูกสะเก็ด กระจกประตูหลังด้านขวาเป็นรอยร้าว และรถตู้นิสสัน สีน้ำเงิน ทะเบียน ฮจ 6331 กทม. ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณด้านข้าง และเหนือกระจกด้านขวาคนขับ และเหนือกระจกด้านหลังประตูด้านขวาเป็นรอยบุบ
หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดได้กั้นที่เกิดเหตุ และเข้าตรวจสอบบริเวณโดยรอบ พบสะเก็ดระเบิดตกอยู่บริเวณต่างๆ และจากการสอบถามนายสมชาย หนุนเกื้อ อายุ 54 ปี หัวหน้าหมวดยานพาหนะของเอ็นบีที กล่าวว่า ระหว่างปฏิบัติหน้าที่บริเวณลานจอดรถ ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว และเห็นระเบิดตกที่บริเวณต้นไม้ จึงรีบวิ่งหนีให้ห่างจากจุดเกิดเหตุ ส่วนพนักงานยานพาหนะที่ยืนอยู่บริเวณด้านหน้า 5 คน ก็ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่หลังจากเสียงสงบก็ได้เข้าไปตรวจสอบ พบว่ารถยนต์ที่จอดอยู่ของผู้มาติดต่อและรถสถานีได้รับความเสียหาย
นายอุเทน สูมาระ อายุ 34 ปี เจ้าของรถคัมรี่ที่เสียหาย กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุได้เดินทางมาติดต่องานที่ชั้น 5 ระหว่างเดินเข้าไปประมาณ 10 นาทีได้ยินเสียงดังตูม รีบเดินออกมา แต่ตอนนั้นยังไม่กล้าเข้าที่ลานจอดรถ เพราะกลัวว่าจะระเบิดขึ้นอีก
"ผมไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นในสถานที่อย่างนี้ เมื่อเกิดอย่างนี้ก็รู้สึกกลัว" นายอุเทนกล่าว
พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวภายหลังตรวจสอบที่เกิดเหตุว่า ในช่วงระหว่างที่เกิดเหตุนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนอยู่บนโทลล์เวย์ต่างระดับ เพื่อรอรับขบวนเสด็จฯ จึงไม่น่ายิงมาจากบนโทลล์เวย์ แต่คงยิงจากพื้นราบมากกว่า ซึ่งขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ 3 ชุดได้เข้าตรวจสอบเรื่องนี้ คือ ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และชุดทำงานของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์
"ระเบิดที่พบเป็นชนิด เอ็ม 79 หัวทอง ส่วนสาเหตุการยิง เชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ ไม่ได้หวังที่จะทำลายชีวิตใคร" พล.ต.ท.สัณฐานกล่าว
ต่อมานายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลช่อง 11 ได้เดินทางมาสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ ยอมรับว่า ช่อง 11 เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสร้างสถานการณ์ไม่เกี่ยวกับบุคลากรและการจัดการของช่อง 11 เพราะเปิดกว้างให้ฝ่ายค้านและเอ็นจีโอได้แสดงความคิดเห็น
พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร.กล่าวว่า ได้ให้ พล.ต.อ.ภานุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา (สบ 10) ทำงานร่วมกับ พล.ต.ท.สัณฐานแล้ว ส่วนความคืบหน้าต้องรอรายงานมาก่อน โดยยังไม่กล้าเจาะประเด็นว่าทำเพื่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม หรือเพื่อหวังผลทางการเมือง แต่มีการตั้งไว้ทุกประเด็นแล้ว ส่วนจะเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยก่อเหตุหน้าคิงเพาเวอร์หรือไม่ ก็ต้องรอดูวัตถุพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุเสียก่อน
เมื่อถามว่าการเกิดเหตุหลายครั้งเป็นการส่งสัญญาณของการวินาศกรรมหรือไม่ พล.ต.อ.ปทีปตอบว่า ไม่ถึงขั้นนั้น และได้บอกให้กองบัญชาการตำรวจสันติบาลช่วยอีกแรงหนึ่ง โดยสถานที่ที่เป็นเชิงสัญลักษณ์ต้องดูแลเป็นพิเศษ และจะระมัดระวังทุกพื้นที่ให้มากขึ้น
ในช่วงเย็น พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สัณฐาน, พล.ต.ต.บุญส่ง พานิชอัตรา รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ รามสูต ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน (ผบก.สส.บช.น.), พ.ต.อ.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข รองผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง (รอง ผบก.พฐ.) บช.ก. บก.น.1-9 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เรียกประชุมด่วน
ชี้คนร้ายชุดบึ้มคิงเพาเวอร์
โดย พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ กล่าวก่อนประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ว่าคดีที่เกิดขึ้นนี้เป็นคดีสำคัญอีกคดีหนึ่ง และจากการรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ เชื่อว่าเป็นกลุ่มคนร้ายชุดเดียวกับที่ยิงระเบิด เอ็ม 79 ใส่คิงเพาเวอร์ เมื่อวันที่ 26 ส.ค.
"เชื่อว่าคนร้ายใช้ยานพาหนะเป็นรถยนต์ ยิงเอ็ม 79 มาจากภายในรถยนต์ เพราะฉะนั้นบุคคลหรือประชาชนที่ผ่านไปมาในช่วงเวลาเกิดเหตุ หากพบเห็นรถต้องสงสัยหรือคิดว่ามีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไม่ว่าผิดหรือถูก แจ้งมาที่เบอร์ 191 ทันที" พล.ต.อ.ภาณุพงศ์กล่าว
พล.ต.อ.ภาณุพงศ์กล่าวว่า พล.ต.อ.ปทีป และ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รอง ผบ.ตร. (ว่าที่ ผบ.ตร.) มีความห่วงใยคดีที่เกิดขึ้น โดยให้ดูแลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งหมดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และให้ระดมตรวจเพิ่มความเข้มในการตั้งจุดตรวจและจุดสกัดต่างๆ เพราะหากตำรวจยังไม่สามารถจับกุมคนก่อเหตุได้ ก็จะมีการท้าทายและทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายต่อไป จึงอยากขอความร่วมมือจากประชาชนด้วย
เมื่อถามว่า การยิงเอ็ม 79 ยิงมาจากทางใด พล.ต.อ.ภาณุพงศ์กล่าวว่า ดูจากข้อมูลของผู้ชำนาญการเบื้องต้นน่าจะยิงมาจากบนทางด่วนโทลล์เวย์ และยิงออกมาจากรถยนต์ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ได้พยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดก็จะสอบสวนทางคดีต่อไป
ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่ายังไม่ทราบรายละเอียด ต้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ ส่วนสถานที่ต้องระมัดระวังก็ได้ย้ำให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบแล้ว และศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ก็ดูแลอยู่ ส่วนการเคลื่อนไหวในเดือนกันยายนนั้น เราก็ต้องระมัดระวัง แต่หากการเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบของกฎหมายก็ไม่เป็นปัญหาอะไร
เมื่อถามว่าช่วงนี้มีเหตุการณ์มากขึ้นเพราะอะไร นายกฯ กล่าวว่า ความพยายามการเคลื่อนไหวมีมาตลอด แต่ขณะนี้การจัดการของกลุ่มที่เคลื่อนไหวอาจดีขึ้นจากสภาพที่แรกๆ กระจัดกระจายก็เป็นไปได้ ส่วนความเห็นของนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่าเร็วๆ นี้จะเกิดเหตุความรุนแรงตามสถานที่ต่างๆ นั้นก็เป็นการแสดงความคิดเห็น แต่ความจริงหากรู้ข้อมูลก็ควรแจ้งเบาะแสมาว่าที่ไหนอย่างไร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรักษาความปลอดภัยของนายกฯ มีความเข้มงวดเป็นพิเศษ โดยในรถขบวนของนายกฯ ได้เพิ่มรถจักรยานยนต์วิ่งขนาบข้างเพื่อรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมด้วย และในการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนในช่วงวันที่ 7-10 กันยายนนี้ ที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ ก็ได้เพิ่มความเข้มงวดเป็นพิเศษ โดยให้สื่อมวลชนที่จะเข้าร่วมงานต้องลงทะเบียน พร้อมแจ้งหมายเลขบัตรประชาชนให้หน่วยรักษาความปลอดภัยด้วย
และหลังเสร็จประชุม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ได้มานั่งดื่มกาแฟที่ร้านกาแฟหน้าพรรค ร่วมกับ ส.ส.พรรค ซึ่งนายองอาจได้สรุปเหตุการณ์เบื้องต้นว่า เป็นการยิงจากทางด่วนโทลล์เวย์ โดยคนร้ายอาศัยสถานการณ์ช่วงหลังปิดถนนเพื่อให้ขบวนเสด็จฯ ผ่านไป และเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางกลับแล้ว เนื่องจากการยิงวิถีราบไม่สามารถทำได้ โดยนายกฯ ได้กำชับให้ทำงานอย่างรัดกุม
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ลักษณะการยิงมักใช้อาวุธที่มีประสิทธิภาพ คือ เอ็ม 79 เพราะสามารถเคลื่อนย้ายได้รวดเร็วจากบนรถยนต์หรือจักรยานยนต์ สามารถถอดประกอบได้ง่าย และมีอานุภาพการทำลายสูงได้จากระยะไกล ซึ่งรูปแบบคล้ายคลึงกับเหตุที่ซอยรางน้ำ โดยกลุ่มที่เคลื่อนไหวพยายามทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่มีปัญหาไม่สามารถทำอะไรได้
วางแผนนอกพื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
"รัฐบาลไม่อยากกล่าวหากลุ่มใด ต้องรอให้กระบวนการสอบสวนเสร็จสิ้นเสียก่อน แต่ยอมรับว่ายังมีคนที่ไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ เราค้นพบว่าเขาไปเคลื่อนไหว ประชุมนอกพื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วกลับเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ กทม. เมื่อปฏิบัติการเสร็จแล้วก็กลับออกไปยังนอกพื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกครั้ง ทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานลำบาก และช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค.จะเป็นเดือนแห่งการเคลื่อนไหวในลักษณะสัญลักษณ์" นายปณิธานกล่าว
ที่กองทัพบก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. ก็ได้เป็นประธานการประชุม ศอฉ. โดยหน่วยงานความมั่นคงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง และในเวลา 17.30 น. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้พูดถึงการก่อเหตุยิง ช่อง 11 โดยเบื้องต้นสันนิษฐานว่ามีการพยายามสร้างสถานการณ์ ซึ่ง ผอ.ศอฉ.ได้สั่งกำชับเจ้าหน้าที่ให้เน้นทำงานการข่าว โดยให้ ผอ.สำนักข่าวกรองฯ เป็นหลักประสานเรื่องนี้อย่างเข้มข้น นอกจากนี้ ให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดของสถานีเอ็นบีที การทางพิเศษฯ และ กทม.เพื่อเชื่อมโยงหาข้อมูลหลักฐาน รวมทั้งให้เพิ่มกำลังตำรวจในพื้นที่ต่างๆ ที่มีข้อมูลการข่าวว่าเป็นพื้นที่ล่อแหลมสามารถสร้างสถานการณ์ได้
พ.อ.สรรเสริญกล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจรายงานว่า เหตุระเบิดไม่มีเจตนามุ่งหมายชีวิต น่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์ ส่วนการดูแลพื้นที่ล่อแหลมนั้น ผอ.ศอฉ.หมายถึงระบบคมนาคมสำคัญๆ ซึ่งไม่ใช่สนใจด้านการข่าวเพียงอย่างเดียว แต่ให้ดำเนินการเพื่อให้ประชาชนใช้บริการเส้นทางคมนาคมเกิดความมั่นใจ ว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ประมาท รวมทั้งจะเพิ่มจุดตรวจบริเวณสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ด้วย
"หลายคนพยายามโยงว่าเจ้าหน้าที่รัฐพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไป ผมขอยืนยันว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ส่วนราชการคนใดคิดอย่างนี้ เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้สถานการณ์สงบเรียบร้อยที่สุด การไปสร้างสถานการณ์อะไรเพื่อหวังผลต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้" โฆษก ศอฉ.กล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า ศอฉ.ได้ระบุว่า มีพื้นที่ล่อแหลมต่อการก่อเหตุทั่ว กทม. 11 จุด ซึ่งนายสุเทพได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประชุมว่าต้องการเพิ่มหรือไม่ หากกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมีไม่เพียงพอก็ให้แจ้งมาที่ ศอฉ. ก็จะจัดกำลังทหารเข้าไปช่วยสนับสนุนในการรักษาความปลอดภัยเพิ่มทันที
ศอฉ.ดุขู่ปิดสื่อสิ่งพิมพ์
พ.อ.สรรเสริญยังกล่าวว่า ที่ประชุมได้รายงานถึงสื่อสิ่งพิมพ์บางฉบับที่เสนอข้อมูลบิดเบือนจากข้อเท็จจริงทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล มีความแบ่งแยก ในลักษณะการเสนอข่าวที่หมิ่นเหม่ จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่ง ศอฉ.ได้ติดตามการเสนอข่าวมาตลอด และจะแจ้งความดำเนินคดี โดยถ้ามีความจำเป็นจะดำเนินการในขั้นเด็ดขาด เช่น ปิดสื่อสิ่งพิมพ์ดังกล่าว
วันเดียวกัน สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เรื่อง หยุดคุกคามสื่อมวลชนกรณีเกิดเหตุยิงระเบิดตกภายในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย โดยระบุว่าสื่อมวลชนไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร จึงไม่ควรตกเป็นเป้าหมายของการข่มขู่ คุกคามและแทรกแซงไม่ว่าจากฝ่ายใด และขอเรียกร้องไปยังฝ่ายความมั่นคง เร่งสอบสวนจับกุมผู้ก่อเหตุมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว เพื่อสร้างหลักประกันการคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนโดยส่วนรวม
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวในเรื่องนี้ว่า ได้ข่าวมาเช่นเดียวกับนายพร้อมพงศ์ ที่ระบุว่าจะมีการก่อวินาศกรรมสถานีรถไฟใต้ดินในช่วงนี้ เพราะมีคนกลุ่มหนึ่งหวังซ้ำเติมสถานการณ์ให้ขยายเวลาการเลือกตั้ง หรือไม่ให้มีการเลือกตั้งไปช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่กล้าฟันธงว่าเป็นฝีมือกลุ่มใด หากมองเรื่องเพียงชั้นเดียวจะพุ่งเป้ามาที่พรรคเพื่อไทย ถามว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น พรรคได้ประโยชน์อะไร
"คนกลุ่มนี้ยังพยายามจัดทำหนังสือ 2.5 ล้านเล่ม มีเนื้อหาทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคเพื่อไทยว่าเป็นขบวนการล้มเจ้า ฉะนั้นอย่าไปสงสัยว่าเป็นฝีมือตำรวจหรือทหาร เพราะไม่ใช่เลย คนที่ลงมือทำนั้นเป็นพวกนิยมจัดทำโพลล์สำรวจ พอรู้ว่ากระแสไม่ดีก็พยายามที่จะทำให้ไม่มีการเลือกตั้ง" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า เหตุระเบิดครั้งนี้กับสิ่งที่ได้แถลงข่าวไปแล้วนั้น ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงว่ามีกลุ่มอำนาจใหม่คือสีเขียวกับนักการเมืองที่มีเงินและบารมี ล่าสุดยังมีอีแอบจากรัฐบาลเพิ่มเติมเข้ามาด้วย โดยพรรคได้ติดตามเหตุระเบิดหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา พบว่าทำไมรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังหาคนผิดมาลงโทษไม่ได้เลย รัฐบาลต้องหามาตรการมาป้องกันไม่ให้เกิดทฤษฎีแห่งความกลัว เพราะวันนี้กลุ่มที่ก่อการยังไม่เกรงกลัวใดๆ และย่ามใจอีก หากปล่อยไว้ให้เกิดเหตุแบบต่อเนื่องก็อาจเป็นเรื่องใหญ่ตามที่คาดการณ์ว่าอาจมีการก่อวินาศกรรมรถไฟฟ้าใต้ดิน
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เป็นการปล่อยข่าวเพื่อหวังผลทางการเมืองทั้งที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด เพราะหน่วยงานความมั่นคงต่างยืนยันตรงกัน แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ข้อมูลนายพร้อมพงศ์นำมาเปิดเผยได้รับมาจากพวกเดียวกัน และออกมาให้สัมภาษณ์ลักษณะตีปลาหน้าไซ และเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ก็จะปฏิเสธความรับผิดชอบและโยนความผิดให้รัฐบาล โดยอ้างว่าได้เตือนรัฐบาลล่วงหน้าแล้ว แต่รัฐบาลเพิกเฉยและไม่เอาใจใส่
สำหรับความคืบหน้ากรณีคนร้ายลอบยิงระเบิดเอ็ม 79 ที่หน้าคิงเพาเวอร์เมื่อวันที่ 26 ส.ค.นั้น ล่าสุด พล.ต.ท.สัณฐานระบุว่า ชุดสืบสวนได้รูปภาพกลุ่มผู้ต้องสงสัยแล้ว แต่ต้องพิสูจน์ว่าใช่คนร้ายหรือไม่ และในการประชุมล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ส.ค. พล.ต.ต.ปรีชา ธิมามนตรี ผบก.ส.2 ระบุว่าจะติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกามาดูเรื่องระเบิดเอ็ม 79 เพราะถ้าไม่รู้ทิศทางที่แท้จริงแล้วการสืบสวนสอบสวนก็จะผิดทิศทาง นอกจากนี้ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ยังมอบภารกิจให้ชุดสืบสวนสอบสวนใช้ความละเอียดในการเข้าไปดูสถานที่ 2-3 แห่งทั้งตัวบุคคลและสถานที่สำคัญ โดยเฉพาะการนำทุกคนที่เกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุมาสอบปากคำอีกครั้งให้ละเอียด และจะนัดประชุมสรุปความคืบหน้าอีกครั้งในวันที่ 2 ก.ย. เวลา 14.00 น.
นายสุเทพยังได้กล่าวถึงกรณี น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ลูกสาว พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ที่ระบุว่าอึดอัดใจรัฐบาลมัวแต่ดำเนินคดีกับผู้ก่อการร้าย แต่ไม่ยอมหาคนที่ฆ่า เสธ.แดงหรือยิงผู้ชุมนุมว่า ได้ชี้แจงไปทุกวัน ในฐานะ ผอ.ศอฉ.ว่าได้สั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษจัดทีมสืบสวนสอบสวนหารายละเอียดเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ตั้งแต่เดือน มี.ค.มาจนถึง พ.ค.ทุกรายทั้งหมด 89 ราย ซึ่ง เสธ.แดงก็เป็นรายหนึ่งที่อยู่ในจำนวนนั้น และเราก็จะสอบ โดยให้เวลาชัดเจนว่า 60 วันให้กลับมารายงาน เราทำทุกกรณีให้ชัดเจนโปร่งใสที่สุด
ส่วนที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมเห็นชอบและอนุมัติตามที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการช่วยเหลือผู้ประกอบการและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมเสนอเพิ่มเติมจากมติ ครม.เมื่อวันที่ 13 ก.ค.แล้ว และให้ยุติภารกิจของคณะกรรมการด้วย
สำหรับมาตราการช่วยเหลือนั้น 1.มาตรการเงินสดให้ช่วยเหลือตามความเสียหายจริง แต่ไม่เกิน 50,000 บาท ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่ง ครม.อนุมัติไว้เดิม 2.ขยายเวลาเช่าพื้นที่การรถไฟแห่งประเทศไทยของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว 3. มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่มีประกันภัยซึ่งได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ และมาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับการชดเชยจากบริษัทประกันภัย 4.อนุมัติงบกลางปี 2553 จำนวน 106,292,280 บาท ให้สำนักงานประกันสังคม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรักษาสภาพการจ้างไว้ 5.อนุมัติงบกลางจำนวน 6,325,203.87 บาท เพื่อชดเชยเงินเพิ่มให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อผ่อนผันการชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่ผู้ประกอบการที่ถูกเพลิงไหม้ และ 6.ให้สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นหน่วยงานดำเนินการเรื่องการเช่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้าแฟชั่นมอลล์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการซึ่งถูกเพลิงไหม้จากห้างเซ็นเตอร์วัน.








