อย่างที่ทราบกันดี เวลานี้ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลกประสบปัญหาอย่างหนักจากการรุกคืบมาของนิวมีเดีย และพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป เห็นได้ชัดจากตัวอย่างนิตยสารชื่อดังอย่าง รีดเดอร์ ไดเจท ที่ถึงขั้นล้มละลาย รวมถึงหนังสือพิมพ์กว่าร้อยฉบับในสหรัฐอเมริกาที่ทยอยปิดตัวไปเรื่อยๆ
ขณะที่สถานการณ์ของธุรกิจสื่อในประเทศไทยก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก เพราะยอดขายในรูปแบบของตัวสิ่งพิมพ์เริ่มลดลงเรื่อยๆ ขณะที่สื่อออนไลน์ซึ่งเป็นสื่อใหม่ก็ยังไม่สามารถหารายได้มาทดแทนกับรายได้ที่สูญเสียไปได้ อีกทั้งยังเจอเด้งที่สองที่เนื้อหาข่าวยังถูกละเมิดจากเว็บท่าขนาดใหญ่ ทำให้ผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับต่ำไปกว่าที่ควรจะได้
ดังนั้นการร่วมลงนามจัดตั้ง "ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์" ขององค์กรสื่อในประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า "สื่อหลัก" เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ "สื่อใหม่" หรือนิวมีเดีย อย่างจริงจัง และเริ่มคำนึงถึงการปกป้องสิทธิและทรัพย์สินทางปัญหาของตัวเอง หลังจากก่อนหน้านี้สื่อหลักมักมองสื่อออนไลน์เป็นของแถม หรือเป็นเพียงสินค้าที่เสริมภาพลักษณ์ให้กับสื่อเดิมเท่านั้น จึงทำให้ปล่อยปละละเลยกลายเป็นช่องว่างให้กับบางธุรกิจนำไปใช้หาประโยชน์ โดยที่เจ้าของเนื้อหา ซึ่งเป็นคนผลิตไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย
ซึ่งภาพของการจับมือของ 13 สื่อชั้นนำของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เดลินิวส์ออนไลน์ เว็บไซต์ในเครือเอเอสทีวี ผู้จัดการ ไทยรัฐออนไลน์ เว็บไซต์เครือมติชน เว็บไซต์เครือโพสต์พับลิชชิ่ง เว็บไซต์เครือเนชั่น เว็บไซต์เครือสยามสปอร์ต ไอเอ็นเอ็นออนไลน์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์ ดาราเดลี่ออนไลน์ แนวหน้าออนไลน์ สยามรัฐออนไลน์ และไทยโพสต์ออนไลน์ จึงเท่ากับเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ถึงเวลาที่สื่อหลักต้องเอาจริงแล้วที่จะเข้มงวดกลุ่มผู้ที่นำเอาเนื้อหาและข่าวสารไปใช้ในการหาประโยชน์ของตัวเองแบบไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม ให้กลับมาอยู่ในระเบียบและกติกาที่ยอมรับและถูกต้อง
อย่างไรก็ดี การรวมตัวในครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการปิดกั้น แต่หมายถึงการสร้างความเคารพระหว่างผู้ผลิตและผู้ที่นำเนื้อหาไปใช้ ซึ่งจะต้องทำให้เกิดจุดสมดุลที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ จึงไม่อยากให้คนภายนอกมองว่า สื่อทำตัวเป็นมาเฟียที่คอยบงการความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร ของคนในสังคม ซึ่งเจตนารมณ์การจัดตั้งชมรมในครั้งนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมออนไลน์ของไทย ที่สามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งยั่งยืนต่อไป ดังวัตถุประสงค์การจัดตั้งชมรม ซึ่งผมขอยกมาให้ผู้อ่านไทยโพสต์ได้รับทราบกันอีกครั้ง
"การจัดตั้งชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิในการรับข้อมูลข่าวสารของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ให้ประชาชนผู้รับข้อมูลข่าวสารออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตตระหนักในคุณค่าของงานสร้างสรรค์ที่ผ่านกระบวนการทางวารสารศาสตร์ ทั้งนี้ ทางชมรมขอความร่วมมือให้เว็บไซต์ที่นำเอาเนื้อหาข่าว ภาพข่าว และเนื้อหาอื่นๆ ที่ผลิตโดยเว็บไซต์ผู้ผลิตข่าวออนไลน์ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และผลิตซ้ำเพื่อเผยแพร่อย่างไม่เหมาะสม ดำเนินการให้ถูกต้องเหมาะสมด้วยการนำหัวข้อข่าวที่ถูกส่งผ่านระบบ RSS Feed ไปติดตั้ง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถลิงค์กลับมาอ่านข่าวจากเว็บไซต์ของผู้ผลิตข่าวได้โดยตรง จากนั้นทางชมรมก็จะวางมาตรฐานกลาง เพื่อให้สมาชิกไปทำข้อตกลงเรื่องการนำเนื้อหาข่าวไปใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับเว็บไซต์เหล่านั้นต่อไป ทั้งนี้ ทางชมรมไม่มีเจตนาที่จะปิดกั้นการเผยแพร่ หรือทำซ้ำข้อมูลข่าวสารของเว็บไซต์ที่นำข้อมูลข่าวไปเผยแพร่เป็นวิทยาทานหรือเพื่อการศึกษา"
สำหรับรูปแบบการจัดตั้งชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ในครั้งนี้ คาดว่าประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศแรกๆ ของโลก ที่เว็บไซต์สื่อมาจับมือกันตั้งองค์กรกลางเพื่อดูแลผลประโยชน์ของสมาชิกซึ่งกันและกัน ซึ่งที่ผ่านมาในต่างประเทศก็มีกลุ่มผู้ผลิตซอฟต์แวร์และอุตสาหกรรมเพลง ที่มีการตั้งองค์กรกลางขึ้นมาดูแลปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ แต่สำหรับสื่อสิ่งพิมพ์และเว็บไซต์สื่อยังไม่มีการตั้งองค์กรขึ้นมาดูแล ดังนั้นไทยเองก็น่าจะมีบทบาทที่สำคัญที่อาจจะกลายเป็นแม่แบบให้สื่อสิ่งพิมพ์ในประเทศอื่นๆ ต้องดำเนินรอยตาม
จากนี้เชื่อว่า ผู้คนในสังคมออนไลน์น่าจะได้เห็นบทบาทของชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะการจัดระเบียบการใช้งานเนื้อหาข่าวในโลกอินเทอร์เน็ต และในอนาคตคาดว่าจะมีสื่อหลักอีกหลายแห่งพร้อมที่จะเข้ามาร่วมสังฆกรรมในชมรมนี้ด้วย ซึ่งมันก็จะเป็นแรงบวกให้การทำงานของชมรมมีพลังและมีอำนาจต่อรองมากขึ้น สำหรับการปฏิรูปสื่อออนไลน์ในอนาคต.







