ในที่สุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ออกนั่งบัลลังก์เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 อ่านคำตัดสินคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีมติด้วยเสียงข้างมาก สั่งยึดทรัพย์จำนวน 46,373,687,454.70 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน จากจำนวน 76,621,603,061 บาท ตามคำร้องของพนักงานอัยการ
แม้ว่าศาลฯ จะมีคำสั่ง "ยึดเงินส่วนใหญ่" ให้ตกกับแผ่นดิน แม้จะมีคำวิพากษ์วิจารณ์ตามมาภายหลัง แต่อย่างน้อยหลังการตัดสินคดีนี้จะทำให้บรรยากาศการเมืองที่อึมครึมมาตลอด เริ่มมีความชัดเจนระดับหนึ่ง และยังเป็นการ "สร้างบรรทัดฐาน" ในการตัดสินคดีอื่นๆ ที่จะตามมาได้อีกด้วย
บางความเห็นก็บอกว่า ควรจะ "ยึดให้หมด" บางความเห็นก็บอกว่า "ไม่ควรยึด" บางส่วนก็บอกว่า "ยึดบางส่วน" ซึ่งปรากฏว่า ศาลฯ มีมติให้ยึดบางส่วน แต่เป็น "ส่วนใหญ่" ของ 76,621 ล้านบาท ก็คือ 46,373 ล้านบาท
เหลือให้ทักษิณกว่า 3 หมื่นล้านบาท
ส่วนทักษิณจะเอาเงินส่วนนี้ไปใช้ทำอะไรนั้น อีกไม่นานคงได้ระทึกกันอีกแล้วครับทั่น เพราะแน่นอนว่า คนอย่างทักษิณคงไม่ยอมอะไรง่ายๆ จะต้องเดินเกมเพื่อทวงถามความยุติธรรม ทั้งที่ตัวทักษิณเองไม่เคยให้ความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรมของไทย ยกเว้นตอนที่จะใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อตัวเอง
กลุ่มคนเสื้อแดงจะเคลื่อนไหว กรีฑาทัพแบบไหน ผลกระทบต่อบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร อดใจรอกันอีกนิด เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงเขาให้สัญญาไว้แล้วว่า วันที่ 12 มีนา. จะระดมพลจากต่างจังหวัด บุกกรุงวันที่ 14 มีนา. เห็นว่าจะมีถึง 1 ล้านคน โอ้โห! แค่คิดยังขนหัวลุก
นอกจากคดียึดทรัพย์ทักษิณวันที่ 26 กุมภา. แล้ว ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีถึง 2 คดีที่กรรมติดจรวด แม้จะไม่เป็นข่าวใหญ่โตเหมือนคดียึดทรัพย์โคตะระรวยแล้วยังโกง แต่อย่างน้อยก็เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า เวรกรรมมีจริง
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษาคดีที่บริษัท จาโก้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ที่ได้รับสิทธิจำหน่ายสลากการกุศล หรือสลากอัตโนมัติ (หวยออนไลน์) ยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้คัดค้าน ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ชดใช้ค่าเสียหาย 2,508,593,718 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.2543 เนื่องจากกระทำผิดสัญญา
คดีนี้ ศาลแพ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ก.ค.2547 ให้สำนักงานสลากฯ ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตฯ ให้ชดใช้ค่าเสียหายให้บริษัทจาโก้ แต่สำนักงานสลากฯ ได้ยื่นอุทธรณ์และฎีกา และในที่สุดศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำร้อง เนื่องจากสัญญาแต่งตั้งบริษัทจาโก้เป็นผู้แทนจำหน่ายสลากการกุศลอัตโนมัติ เข้าข่ายพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน) หรือไม่ และมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาทหรือไม่ ซึ่งต้องเสนอ ครม.เห็นชอบ แต่คู่สัญญาของสำนักงานสลากฯ ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง สัญญาดังกล่าวจึงขัดต่อ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ และเป็นสัญญาที่ไม่มีผลบังคับใช้
ถือเป็นการปิดฉากคดีที่ต่อสู้กันมาถึง 13 ปี และรัฐไม่ต้องควักเงินเสียค่าโง่ให้บริษัทเอกชน
อีกคดี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลว่า นายวิทู รักษ์วนิชพงศ์ อดีตรองผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย หรือ ทศท. (ปัจจุบันคือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และนายวิเชียร นาคสีนวล ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลประโยชน์ (ปัจจุบันเป็นรองกรรมการผู้จัดการทีโอที) มีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลเป็นความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีทุจริตในการจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ เป็นเหตุให้บริษัท ชินวัตร ไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด ในฐานะผู้รับจ้างได้รับผลประโยชน์ เป็นเหตุให้ ทศท.ได้รับความเสียหาย
และให้ส่งรายงานเอกสารและความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัย และไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาล ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีกับบุคคลทั้งสองตามฐานความผิดดังกล่าวตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 92 และมาตรา 97 แล้ว
เห็นมั้ยล่ะ? ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว กรรมตามเช็กบิลติดจรวดรวดเร็วจะตายไป
ใครอยากทำชั่วอีก..เชิญ!.








