Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

หัวใจเดาะ (1)


สวัสดี ท่านสมาชิกสภาประชาชนผู้ทรงเกียรติ

ไม่ได้สำรวจมานานแล้วว่า สมาชิกสภาประชาชนของเรามีใครล้มหายตายจากไปแล้วบ้าง เพราะมีสมาชิกหลายคนที่หายหน้าไปเฉยๆ

ที่ประธานท้วมต้องหมั่นถามอย่างนี้ เพราะมีประสบการณ์กว่า 17-18 ปี ทำให้รู้ว่าสมาชิกสภาประชาชนส่วนใหญ่อายุจะเริ่มต้นด้วยเลข 6 หรือเลข 7 พวกที่อายุเลข 8 หรือเลข 9 ก็มีหลายคนเหมือนกัน

วันนี้สมาชิก "เจริญ ช.ดำรง" อายุเลข 8 แล้ว ยกมือขออภิปรายเรื่องโรคหัวใจ ที่ต้องรักษามานานเป็นปีที่ 14 แล้ว

ท่านประธานท้วมที่นับถือ

ก่อนที่ผมจะเล่าเรื่องไปกินปู ปลา หอย สดๆ เกาะรักใกล้เกาะช้าง ตามคำชวนของลูกสาว ช่วงนี้ร่างกายผมย่ำแย่เอามากๆ ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ และมากแห่ง

ไอ้โรคหัวใจอย่างผมนี่ก็เป็นโรคฮิตของสังคมมนุษย์กะเขาด้วยเหมือนกัน คือมีคนในโลกเป็นกันมากเป็นอันดับที่ 2 จึงคิดว่าน่าจะนำประสบการณ์เรื่องนี้มาคุย อาจจะเป็นประโยชน์แก่ท่านสมาชิกไทยโพสต์ จะได้รู้ว่าควรทำตัวอย่างไร จึงจะมีชีวิตให้ยืนยาวขึ้น

เมื่อ พ.ศ.2538 ผมล้มสลบ ปัสสาวะเรี่ยราดที่บ้านเพื่อน เขารีบเอายาเม็ดกระตุ้นหัวใจให้ผมอมใต้ลิ้นแล้วโทร.ให้แม่บ้านไปรับ หมอ รพ.พนัสนิคมเห็นอาการแล้วส่ายหน้า ลูกจึงรีบพาเข้าเมืองชล รพ.เอกชนก็ส่ายหน้าอีกบอกว่า "ไม่มีห้อง"

แต่ รพ.ชลบุรีแนะนำให้รีบพาไป รพ.ศิริราช หรือ รพ.กรุงเทพ (ขณะนั้นทั้งประเทศมีเครื่องครอบศีรษะผู้ป่วยโรคหัวใจอยู่เพียง 2 เครื่องเท่านั้น) ผมน่ะไม่รู้ไม่ชี้แล้วสลบเหมือด

ถ้าเครื่องช่วยหายใจและให้เลือดที่ รพ.พนัสนิคมให้ยืมใช้สไตรค์เหมือนสาวโรงงาน ผมก็ "ม่องเท่ง" ทันที ไม่เหลือซากมากวนหัวใจท่านประธานท้วมอย่างในขณะนี้

เมื่อ 13 ปีก่อน รพ.กรุงเทพ พญาไทยังไม่โอ่โถง หล่อเหลา มั่นคง มั่งคั่ง เพราะลูกค้าเป็นแขกตะวันออกกลาง ฝรั่งพ่อค้าน้ำมันและเศรษฐีผิวเหลืองอย่างปัจจุบัน

คำพูดสั้นๆ เป็นประโยคจำได้แม่นยำ จากปากนายแพทย์แห่ง รพ.นี้ "...จะสู้ได้เท่าไหร่" เป็นการประเมิน "ค่าตัว" ของคนไข้ที่กระเสือกกระสนเข้าหาที่พึ่ง...ในยุคนั้น

ผมทราบในวันหลังจากปากของพยาบาลที่เฝ้าไข้ผมในวันต่อมาว่า อาการของผมต้องผ่าหน้าอกทำบายพาส ต้องใช้นายแพทย์ฝีมือเยี่ยม สภาพอย่างนี้มีโอกาสรอดไม่ถึง 20% และทาง รพ.ก็ไม่รับรองจะรอดไม่รอดด้วย...

ครอบครัวของบิดาผมอพยพจากท้องนาเข้ามาอยู่ในตัวเมืองพนัสฯ เมื่อผมอายุ 7 ขวบ ผมเองภรรยาและลูกสาว 4 คน ล้วนมีอาชีพเป็นครู มีลูกชายคนเดียวเป็นวิศวกร โชคดีที่บิดายกอาชีพการเป็นเจ้าของโรงแรมชั้น 3 ให้ประกอบสัมมาชีพต่อ

ด้วยความรู้จักกินรู้จักใช้ของบุตรภรรยา จึงพอมีเงินสะสมอยู่บ้าง

ผลของการ "สุมหัว" ของภรรยาแสนดีและบุตร และไต่ถามราคาตลาด "ค่าตัว" ของ รพ.นี้แล้ว พวกเขาขอเสี่ยงโอกาสรอดชีวิตของผมแค่ 20% ด้วยเม็ดเงินจำนวน...เจ็ดแสนบาท ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ทราบต่อมาภายหลังว่าหลายคนที่เป็นเศรษฐีสามารถถ่ายถอนชีวิตด้วยเงิน 6 และ 7 หลัก มีเพื่อนคนหนึ่งที่ตัวเมืองจะต้องผ่าตัดโรคหัวใจเหมือนกัน เขาบอกกับลูกว่า "เอาเตี่ยกลับบ้านขอไปตายที่บ้าน เงินหลายแสนเก็บไว้เป็นค่าเรียนต่อของลูกดีกว่า"...

ลูกชายผมขอให้พ่อมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 8 ปี (คิดเป็นค่าถ่ายตัวปีละแสน) แต่ผมดันทุรังอยู่มาได้เกือบ 13 ปี ลูกชายบอกว่าพ่อกำไรแล้ว (ไม่กล้าพูดว่าน่าจะตายได้แล้ว)

ใครว่า "เงิน" ไม่สำคัญ...กรุณาเก็บออมกันไว้บ้างเถอะครับ แม้สมัยนี้คนไทยเราโชคดีที่รัฐเข้ามารับหน้าที่ดูแลสวัสดิการของคนไทยอย่างทั่วถึง

แต่ "เงิน" ก็ยังเป็น "ตัวแปร" ของโอกาสของการได้รับบริการ ดีมาก ดีน้อย และการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์อยู่ด้วยเหมือนกัน นอกเหนือจาก "น้ำใจ" ของมนุษย์แต่ละคน

เสียดายที่ผมไม่มีโอกาส "ตอบแทน" น้ำใจให้กับ "ภรรยาที่แสนดี" ของผม เพราะเธอจากผมไปด้วยอาการสงบ เนื่องจากเลือดคั่งในสมองส่วนหน้า...ล้ม สลบเป็นเวลา 4 วัน เธอไปไม่กลับ หลับไม่ตื่นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2548

เราได้อุทิศร่างกายให้เป็นอาจารย์ใหญ่แก่นักศึกษาแพทย์แล้วเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2531 เขาจึงรับศพไปดองหลังจากทำบุญครบ 7 วัน

..........................

คุณเจริญจากที่เคยอภิปรายวันเดียวจบ แต่คราวนี้ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลา 2 หรือ 3 วัน พรุ่งนี้ติดตามต่อ.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์