สวัสดี ท่านสมาชิกสภาประชาชนผู้ทรงเกียรติ
สมาชิก "ซินตึ๊ง" ยกมือขออภิปรายระลึกถึงครูไพบูลย์ บุตรขัน
เรียน ท่านประธานท้วมและสมาชิกที่นับถือ
วันที่ 29 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมานี้ ครบรอบ 38 ปีการจากไปของครูเพลงเพลงลูกทุ่ง ที่ได้ชื่อว่าแต่งบทเพลงได้เข้าถึงความรู้สึกและจิตใจผู้ฟังทั่วประเทศ แม้กระทั่งครูพยงค์ มุกดา และอีกหลายท่านยังต้องยอมรับ จากสำนวนและถ้อยคำที่สละสลวย งดงามตามบทกวีที่สืบทอดมาแต่ครั้งโบราณ ด้วยตระหนักในคุณค่าที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ กระทั่งนักเขียนบางคนให้สมญานามท่านที่แต่งบทเพลงลูกทุ่งได้ถึงแก่นว่า "คีตกวีลูกทุ่ง"
ครูเพลงผู้ยิ่งใหญ่เจ้าของเพลง "ค่าน้ำนม" บทเพลงอมตะที่ให้ความสำคัญของผู้หญิง ในบทบาทของ "แม่" ที่โด่งดังข้ามเดือนข้ามปีมาหลายทศวรรษ และอีกหลายร้อยเพลงที่จัดอยู่ในทำเนียบเพลงดังอมตะ ซึ่งน่าจะอยู่คู่สังคมไทยจนตราบนิรันดร์ นั่นคือ "ครูไพบูลย์ บุตรขัน"
ผู้มีโอกาสได้ฟังเพลงในยุคก่อนหน้านี้ ผมเชื่อว่าจะต้องรู้จักชื่อ "ไพบูลย์ บุตรขัน" อย่างแน่นอน เพราะผลงานการแต่งเพลงของท่านมีมากมายหลายแนวตั้งแต่เพลงชีวิต เพลงตลาด มาจนถึงยุคที่มีการแยกประเภทเป็นเพลงลูกทุ่ง และเพลงลูกกรุงหรือเพลงไทยสากล
แม้ผลงานเพลงต่างๆ ของครูไพบูลย์ บุตรขัน จะไม่โด่งดังทุกเพลง ซึ่งมีมากมายนับพัน แต่ทุกเพลงของท่านที่แต่งไว้ล้วนมีสาระ หลายเพลงให้แง่คิดแฝงด้วยปรัชญาลึกซึ้ง น่าอนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติชาติไทยทั้งสิ้น หากชนรุ่นหลังยังไม่ลืมรากเหง้าวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทย
ครูไพบูลย์ บุตรขัน เคยเขียนบทความหนึ่ง ในหนังสือรวมผลงานประพันธ์เพลงของไพบูลย์ บุตรขัน เมื่อ พ.ศ. 2500 ซึ่งแสดงถึงความคิดเห็นในการแต่งเพลง ตลอดจนการยอมรับเสียงสะท้อนในผลงานจากสื่อมวลชนด้วยจิตใจอันกว้างขวาง
"นอกจากท่านจะขีดๆ เขียนๆ กลอนใส่ทำนองแล้ว ท่านยังจะต้องสอดใส่แนวความคิดอันเป็นวิวัฒนาการของกลุ่มก้าวหน้าลงไปด้วย และเมื่อท่านสมัครใจที่จะเป็นนักแต่งเพลงโดยแท้จริงแล้ว ท่านจะต้องมีใจหนักแน่น เยือกเย็น พอที่จะรับฟังข้อวิจารณ์ผลงานที่ท่านผลิตออกไป
นักวิจารณ์ทุกท่านจงอย่าได้ย่อท้อ เหนื่อยหน่ายต่อการทำหน้าที่ของท่าน ด้วยวิจารณญาณและเหตุผล จงวิจารณ์เถิดโดยไม่ต้องเห็นแก่หน้าผู้ใด ท่านทำหน้าที่ของท่านถูกต้องแล้ว ใครผิดควรเตือน ใครดีควรชมเขาบ้าง การแต่งเพลงด้วยอารมณ์ประการเดียวยังไม่เพียงพอ จำต้องใช้ปัญญาเข้าสอดแทรกด้วย..."
ข้อเขียนชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบที่มีต่อผลงานเพลงของท่าน ดังนั้นผลงานแต่ละเพลงจากมันสมองอัจฉริยะของท่าน จึงเต็มไปด้วยคุณค่าและความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งนัก
หากใครได้รู้ถึงเบื้องหลังของครูไพบูลย์ที่เติบโตมาอย่างลำบาก และเจ็บปวดจากโรคร้ายที่รุมเร้าอย่างหนักหน่วงเป็นระยะเวลาหลายปี คงไม่อยากเชื่อว่าท่านจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานเพลงได้อย่างไพเราะ ด้วยสำนวนและความหมายที่คนต้องทึ่งในความคิดที่เจิดจ้าแจ่มจรัส
"ชมทุ่งนาป่าเขา ในลำเนาพนาลัย เพลินยิ่งเดินไปลิบลิ่ว ทิวไผ่แกว่งไกวลมพัดฉิว มองเมฆลอยเลือนฟ้า ดังปุยฝ้ายฟ้าเพราะลมปลิว หวิวไหวไผ่ดังหวิว พวกเราเดินผิวปากร้องเพลงดัง (ผิวปาก...)
ชมหมู่ไม้งามตา ดอกไม้ป่าในพนาสะพรั่ง น้ำห้วยเย็นเป็นวัง ดอกบัวใบบัง ตูมตั้งแฝงใบ ชมทุ่งเพลินเดินมา เราเฮฮาร้องเพลงไป เพลินยิ่งเดินไกล ระรื่นชื่นใจอะไรจะเทียมทัน
แนวป่าพาให้มอง จึงร่ำคำร้องมารำพัน สวยเหลือดั่งเสกสรรค์ จากเมืองสวรรค์ สร้างไว้ให้เรา (โห่...)
นี่คือเพลง "ชมหมู่ไม้" ที่ครูไพบูลย์ บุตรขัน แต่งให้กับยอดนักร้องเพลงโห่ในยุคนั้นเมื่อกว่า 60 ปีที่ผ่านมา ผู้ใช้นามแฝงในการประกวดคำว่า "ค.ธำมะรงค์" หรือ "คำรณ สัมบุณณานนท์" เจ้าของเพลงดังยุคนั้น ที่ขจรขจายโด่งดังทั่วประเทศ ซึ่งอัดไว้เมื่อปี พ.ศ. 2492
เพลงนี้ครูไพบูลย์แต่งเป็นเพลงสนุกแนวเพลงโห่ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากลูกทุ่งตะวันตก ในยุคนั้น "ยืน ออดรี้" ถือได้ว่าเป็นยอดนักร้องเพลงโห่ ที่ได้รับความนิยมมากจากแฟนหนังคาวบอย ดังนั้นเมื่อมีเพลงไทยแนวเพลงโห่ขึ้นมา จึงได้รับความนิยมจากผู้ฟังอย่างมาก
ผลงานเพลงของครูไพบูลย์ในขณะนั้น นอกจากแนวเพลงชีวิตและเพลงโห่แล้ว เพลงตลาดที่หลายคนชื่นชอบ ครูไพบูลย์ก็แต่งไว้มากมาย อาทิ ค่าน้ำนม สามหัวใจ แม่ศรีเรือน ชายสามโบสถ์ น้ำตาเสือตก หนุ่มสุพรรณฝันเพ้อ สีกำสรวล ตอน 1-2 โลกนี้คือละคร ขวัญใจคนจน มือพี่มีพลัง และอีกหลายสิบเพลงที่อยู่ในยุคแรกๆ ของ "คีตกวีลูกทุ่ง" ซึ่งสร้างชื่อเสียงทั้งคนร้องและคนแต่ง
เรื่องของ "ครูไพบูลย์ บุตรขัน" ยังมีอีกมาก จนยากที่จะเขียนให้จบได้ภายในตอนเดียว
......................
ถ้ายังไม่จบในตอนเดียวพรุ่งนี้ก็เชิญขึ้นมาอภิปรายต่อ








