ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ยกฟ้องคดีฆ่า "ห้างทอง" ระบุผลผ่าพิสูจน์ศพ 2 ครั้งยันฆ่าตัวตาย "นพดล" ยิ้มร่าขอบคุณศาลให้ความยุติธรรม จี้ "แพทยสภา" เร่งสอบจริยธรรม "หมอพรทิพย์" พร้อมนัดสื่อร่วมฟังแถลงข่าวพี่น้องธรรมวัฒนะในวันครบรอบการตาย 11 ปี 6 ก.ย.นี้
ที่ห้องพิจารณาคดี 613 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 1 ก.ย. ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีความผิดต่อชีวิต ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ ฟ้องคดีดำที่ 248/2547 คดีแดง อ.3819/2550 ที่นายนพดล ธรรมวัฒนะ อายุ 56 ปี นักธุรกิจชื่อดัง เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่านายห้างทอง ธรรมวัฒนะ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชากรไทย พี่ชายตัวเอง โดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2547 ระบุความผิดจำเลยสรุปว่า
เมื่อระหว่างวันที่ 5-6 ก.ย. 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด บังอาจร่วมกันใช้อาวุธปืนขนาด .38 ยิงนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ 1 นัด โดยเจตนาฆ่าให้ตาย กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะนายห้างทองทะลุกะโหลกเข้าไปทำลายอวัยวะส่วนสมองเป็นบาดแผลฉกรรจ์ เป็นเหตุให้นายห้างทองถึงแก่ความตายเพราะพิษบาดแผลดังกล่าว สมดังเจตนาของจำเลยกับพวก รายละเอียดบาดแผลปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพและรายการตรวจศพของเจ้าพนักงานและแพทย์ เหตุเกิดที่บ้านธรรมวัฒนะ เลขที่ 299/9 หมู่ 7 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม.
นอกจากนี้ ในวันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจยึดอาวุธปืนที่ใช้ยิงในข้อ 1 และสิ่งของต่างๆ เป็นของกลาง กระทั่งวันที่ 31 ต.ค. 2546 เจ้าพนักงานตำรวจได้ควบคุมจำเลยมาแจ้งข้อหาดำเนินคดี จำเลยให้การปฏิเสธโดยตลอด
คดีนี้ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 50 โดยพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบหักล้างแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักแน่นหนาเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้ พิพากษายกฟ้อง
อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษนายนพดลตามความผิดด้วย
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันโดยละเอียดรอบคอบแล้วเห็นว่า ในทางนำสืบเกี่ยวกับการผ่าพิสูจน์ศพผู้ตายทั้ง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกดำเนินการโดยสถาบันนิติเวช สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 42 ซึ่งเป็นช่วงวันเกิดเหตุ เวลา 10.00 น. พบบาดแผลภายนอกที่ผิวหนังศีรษะบาดแผลฟกช้ำต้นขาซ้า ภายในพบบาดแผลมีรอยทะลุจากด้านขวาของสมองน้อย โดยสาเหตุการเสียชีวิตกระสุนปืนทำลายสมอง เชื่อว่าน่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย
ส่วนการผ่าพิสูจน์ศพครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 46 โดยคณะของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม และคณะแพทย์ รพ.รามาธิบดี พบบาดแผลภายนอกและภายใน โดยภายในพบกะโหลกขาดสมองแตกรุนแรง มีร่องรอยของกระสุนลูกปราย 20 เม็ดใต้ฐานสมอง และมีเศษกระสุนเล็กน้อย กระดูกสันหลัง ต้นคอ ในหลอดลมพบเลือดที่เชื่อว่าผู้ตายน่าจะมีการสำลักเลือดก่อนเสียชีวิต และแนวทางการยิงไม่น่าจะยิงในแนวระดับ เชื่อว่าไม่ใช่เป็นการฆ่าตัวตาย จัดแต่เป็นการจัดฉากฆาตกรรม
สำหรับการผ่าพิสูจน์ศพผู้ตายครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 49 โดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากชมรมนิติเวชแห่งประเทศไทย ตามที่นายนพดลร้องขอ ได้ให้ความเห็นว่า เป็นการยิงระยะประชิด พบการสำลักเลือดในปอด แต่ไม่พบสารหนูหรือสารกล่อมประสาทตกค้าง เชื่อว่าขณะที่เสียชีวิตผู้ตายไม่ตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไม่ใช่การตายโดยผู้อื่น แต่ร่องรอยของบาดแผลเข้าได้กับการกระทำด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่กระทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่เป็นการกระทำของผู้อื่น ส่วนการพิสูจน์ผิวหนังใต้ศีรษะก็ไม่พบรอยฟกช้ำ
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในคดีอาญา โจทก์มีภาระที่จะต้องนำพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดของจำเลย แต่ผลการผ่าพิสูจน์ศพผู้ตายทั้ง 3 ครั้ง กับมีความเห็นตรงข้ามกัน พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังไม่สามารถที่จะทำให้เชื่อว่าจำเลยกระทำผิด ส่วนในชั้นนำสืบที่โจทก์อ้างถึงปริมาณคราบเขม่าดินปืนที่คราบหลังมือผู้ตายมีจำนวนน้อย ทั้งที่ขณะเสียชีวิตผู้ตายกำปืนอยู่ ซึ่งในชั้นนำสืบก็มีอดีต ผบก.กองพิสูจน์หลักฐาน พยานจำเลย เบิกความกรณีดังกล่าวแล้ว แต่ไม่มีข้อพิรุธ
ส่วนการขัดแย้งเกี่ยวกับการฟ้องร้องแบ่งทรัพย์มรดกในครอบครัว หรือการที่ผู้ตายกำลังจะแต่งงานใหม่ ก็ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
ทั้งนี้ นายนพดลเดินทางมาศาลในชุดสูทสีเทาพร้อมด้วยทนายความ น.ส.ดลนภา ธรรมวัฒนะ หรือน้องดรีม บุตรสาว และนางมัลลิการ์ หลีระพันธ์ น้องสาว และคนติดตามจำนวนหนึ่ง
ภายหลังฟังคำพิพากษา นายนพดลมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ขณะที่นางมัลลิการ์ น้องสาว และ น.ส.ดลนภา บุตรสาว และผู้ติดตามต่างเข้ามาแสดงความยินดี
โดยนายนพดลให้สัมภาษณ์ว่า ขอบคุณกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะศาลที่ใช้ดุลพินิจพิจารณาจากพยานหลักฐานที่แท้จริง เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมยังมีสถาบันศาลที่เชื่อถือได้ นอกนั้นในส่วนขั้นตอนของตำรวจ นิติวิทยาศาสตร์มีความล้มเหลว เป็นเรื่องที่ทำร้ายประชาชน แต่ต้องขอบคุณสื่อที่นำเสนอข่าวเรื่องนี้ เนื่องนี้เป็นที่สนใจในต่างประเทศด้วย อีกทั้งกรณีนี้ได้กลายเป็นกรณีศึกษาในมหาวิทยาลัยในหลายๆ แขนง
เขาบอกว่า วันที่ 6 ก.ย.นี้ จะเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของนายห้างทอง ตนจะจัดงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้นายห้างทองเหมือนเช่นทุกปี แต่สำหรับปีนี้จะพิเศษ โดยพี่น้องฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์จะเปิดใจแถลงข่าวต่อสื่อให้รู้ว่าเบื้องหลังการเสียชีวิตของนายห้างทองข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แล้วทำไมจึงมาร่วมกันปรักปรำใส่ร้ายตนในขณะนั้น และจริงๆ แล้วใครที่ได้ประโยชน์ หลายคนคงสงสัยว่าหากตนฆ่านายห้างทองแล้วจะได้อะไร
"วันนี้ผมดีใจ เพราะกรณีการเสียชีวิตของพี่ห้างทองจะเป็นอุทาหรณ์ให้อีกหลายตระกูล จะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ ทั้งด้านนิติวิทยาศาสตร์ นิติเวชศาสตร์ เพราะการที่ทำหลักฐานลวง หรือเท็จ เพื่อจะเอาผู้บริสุทธิ์ให้ถูกประหารชีวิต ผมว่ามันเป็นเรื่องที่โหดร้ายทารุณมากทีเดียว"
นายนพดลกล่าวว่า สิ่งที่เรียกร้องต่อแพทยสภาด้านจริยธรรมของหมอพรทิพย์ ตั้งแต่ 8 มิ.ย. 49 ผ่านมาเกือบ 5 ปีแล้ว หวังว่าแพทยสภาจะทำให้เหลือความศักดิ์สิทธิ์ให้ประชาชนพึ่งพาได้.








