Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

มาร์คกัดฟันยังคุมอยู่ ‘เทือก’ด่าเช็ดแก๊งM79พวกเดียวเสื้อแดงระบายแค้น


 "เทือก" ดุ อัดพวกคลุ้มคลั่งบึ้มช่อง 11 เอาความแค้นส่วนตัวมาระบายใส่บ้านเมือง เชื่อเป็นก๊วนเดียวกับถล่มกลุ่มพันธมิตรฯ แน่ สั่งตรึงกำลังสื่อรัฐ-เอกชนเข้ม เหตุมีประวัติบุกทำร้ายมาแล้ว "มาร์ค" รับสถานการณ์ไม่ต่างช่วงชุมนุม ย้ำไอ้โม่งยังจ้องก่อการอยู่เพียงรอจังหวะ "ผอ.ศอฉ." ลิ้นพันปิด "หัวเขียว" บอกแค่ส่งเจ้าหน้าที่ไปแจง ส่วนเรดนิวส์โดนแน่ ตู่ไม่เลิกมั่วโยงมือระเบิดกลุ่มฆ่า "อ้วน บัวใหญ่" เอ็นบีทีล้อมคอกติดวงจรปิดเพิ่ม 6 ตัว
 เหตุการณ์คนร้ายลอบยิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่ลานจอดรถสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ช่อง 11) หรือเอ็นบีที เมื่อช่วงบ่ายวันอังคาร ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม และล่าสุดช่อง 11 ได้ติดตั้งกล้องซีซีทีวีเพิ่มเติมขึ้นอีก 6 จุด เพื่อตรวจสอบการเคลื่อนไหวบริเวณรอบสถานี โดยติดตั้งเพิ่มที่บริเวณหน้าประตูทางเข้า-ออก 2 จุด ริมถนนวิภาวดีรังสิต 1  จุด ลานจอดรถ 1 จุด และบริเวณอาคารชั้น 8 ของสถานีอีก 2  จุด          
 ด้านนายถนอม อ่อนเกตุพล เลขานุการนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลช่อง 11 กล่าวว่า นายองอาจห่วงความปลอดภัย จึงสั่งให้ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มขึ้น 6 จุด จากเดิม 10 จุด และเน้นบริเวณที่เป็นจุดอ่อน โดยเฉพาะบริเวณทางด่วนโทลล์เวย์ และยังได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยบริเวณสถานีมากขึ้น
 ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีการหารือและดำเนินการอยู่ ส่วนจะสรุปว่าสร้างสถานการณ์หรือไม่อย่างไรก็ตาม เอาว่าพฤติกรรมไม่ต่างจากช่วงการชุมนุมที่มีการก่อเหตุลักษณะนี้ ทั้งจากโทลล์เวย์และจากที่ต่างๆ ในเวลากลางวัน ส่วนจะเป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่ต้องไปดูข้อเท็จจริง
  เมื่อถามว่า คิดว่ารัฐบาลต้องทำงานท่ามกลางเสียงระเบิดไปอีกนานแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ยอมรับว่า ไม่อยากให้เป็นสภาพแบบนี้ ฝ่ายบังคับใช้กฎหมายต้องเพิ่มประสิทธิภาพให้มากที่สุด ส่วนการต่ออายุพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือไม่นั้น ขณะนี้กำลังพิจารณายกเลิกอยู่ จะเป็นในต่างจังหวัดก่อน
  " เจ้าหน้าที่ทำได้เรื่องการข่าวกับการเฝ้าระวัง แต่คงไม่ได้ถึงผลร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องเห็นใจเช่นกัน แต่สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือเรื่องการจับกุม การสืบสวนสอบสวน การขยายผล" นายอภิสิทธิ์กล่าว
  นายอภิสิทธิ์ระบุว่า แต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีความเหมือนและต่างบ้าง ส่วนรูปแบบของการเคลื่อนไหวนับจากนี้จะออกมาในแบบใดนั้น กลุ่มที่เขาเคลื่อนไหวก็ยังประเมินสถานการณ์ อย่าลืมว่าการเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมามีความหลากหลายในเรื่องรูปแบบ เขาก็จะดูตามจังหวะเวลา ตามสถานการณ์ว่าจะเคลื่อนไหวในรูปแบบไหน
  นายอภิสิทธิ์ยังโต้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่วิเคราะห์ว่าเป็นการกระทำของกลุ่มไม่ต้องการให้เลือกตั้งว่า ไม่ได้เกี่ยวเลย การเลือกตั้งไม่ได้มีปัญหาตรงนั้น แต่ต้องการเห็นการเลือกตั้งที่สงบเรียบร้อย ดูการเลือกตั้ง กทม.ว่าไม่ได้มีปัญหาเรื่องอะไร ปัญหาจะไปอยู่ที่การยอมรับและการรณรงค์ที่ค่อนข้างเรียบร้อย เราต้องการตรงนั้น จะเห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคืนวันอาทิตย์ เรื่องการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง การใช้กำลังที่บางเขตมีการระดมคนมาล้อม คือลักษณะของปัญหาที่เราห่วงใยในเรื่องของการเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ
  "ผมบอกมาตลอดว่าการตัดสินใจในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความมั่นใจ ว่ากระบวนการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความราบรื่น และนำไปสู่การยอมรับ เราไม่ต้องการเห็นการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ควรเป็นในเรื่องของความเสรี ในเรื่องของความเป็นธรรม ความโปร่งใส ซึ่งก็ต้องมีความสงบเรียบร้อย" นายอภิสิทธิ์กล่าว
  ซักถึงการคาดการณ์ของหลายฝ่ายว่าเดือน ก.ย.-ต.ค.จะเป็นเดือนอันตราย นายอภิสิทธิ์มองว่า กลุ่มที่อยากเคลื่อนไหวยังมีความตั้งใจเหมือนเดิม แต่ต้องดูจังหวะเวลา เงื่อนไข ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติตามยุทธศาสตร์ของเขา ส่วนเดือน ก.ย.-ต.ค.จะมีเรื่องดังกล่าวหรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้ แต่ถ้าสังคมช่วยกันในการแสดงออก ปฏิเสธการใช้ความรุนแรง ก็จะช่วยได้มาก
  " ใครที่อยากเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกเหนือจากการยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี ต้องพร้อมไม่ปล่อยให้คนใช้ความรุนแรงมาอาศัยการเคลื่อนไหวโดยสันติวิธี หรือไปเป็นแนวร่วม ตรงนี้สำคัญมาก ถ้าเราแยกได้เมื่อไร การจัดการของเจ้าหน้าที่ก็จะง่ายขึ้น การเดินไปสู่การเลือกตั้งก็จะง่ายขึ้น" นายอภิสิทธิ์กล่าว และว่า การก่อเหตุหลายครั้งก็เพื่อแสดงศักยภาพบ้าง ต้องการลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ฝ่ายความมั่นคงบ้าง และต้องการกดดันประชาชน ซึ่งเป็นลักษณะที่พยายามทำกันมา
 สำหรับข้อถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเชื่อมโยงกับสิ่งที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทยเคยพูดไว้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องไปถามท่านดูว่าสิ่งที่ท่านวิเคราะห์อยู่บนพื้นฐานอะไร แต่เชื่อว่าคนไทยไม่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงหรือการดำเนินการใดๆ ที่เป็นผลมาจากความรุนแรง และยังมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศต้องปฏิเสธแนวทางนี้
  " เราพยายามที่จะให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติจริงๆ โดยเร็วที่สุด แต่ก็มีคนที่ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น ก็ต้องมีการแก้ไขปัญหากัน และผมเชื่อว่าทุกอย่างยังคุมอยู่" นายอภิสิทธิ์กล่าว
 ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ.กล่าวเรื่องเดียวกันว่า เป็นเรื่องน่าเสียใจอย่างยิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนี้ และขอให้ประชาชนร่วมตำหนิ ประณามคนที่กระทำการอย่างนี้ บ้านเมืองกำลังเรียบร้อยดีอยู่แล้ว และเราได้พยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยความละมุนละม่อม รวมทั้งนายกฯ ได้ประกาศแผนการปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งทุกฝ่ายพยายามเดินในแนวทางนั้น แต่ยังมีพวกคลุ้มคลั่งที่เอาความแค้นของกลุ่มตัวเองมาระบายใส่บ้านเมือง ทำให้บรรยากาศบ้านเมืองเสียหาย
 นายสุเทพกล่าวต่อว่า ในการประชุม ศอฉ.เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ได้สั่งให้ดูแลสถานที่ที่สุ่มเสี่ยงที่พวกคลุ้มคลั่งจะไปก่อเหตุทุกแห่ง ทั้งสถานที่ตั้งสื่อของรัฐและเอกชน ซึ่ง ศอฉ.มีบัญชีอยู่แล้ว เพราะพวกคลุ้มคลั่งเหล่านั้นเคยมีประวัติไปคุกคามและทำร้ายสื่อมาแล้ว หากกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพียงพอจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารออกมาเพิ่มเติมในจุดต่างๆ แต่ไม่ต้องดึงกำลังจากต่างจังหวัดเข้ามา และยังใช้กองบัญชาการตำรวจนครบาลเข้มงวดกวดขันในการตั้งด่านสกัดในจุดต่างๆ ให้มากขึ้น เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอุกอาจมาก        
 "เราใช้วิธีตามกฎหมาย ก็ต้องตามหลังคนร้ายอยู่หน่อย จนกว่าจะรวบรวมพยานหลักฐานได้ แต่เรายอมแพ้ไม่ได้ พวกเราคงไม่ลืมว่าเขายิงใส่กลุ่มพันธมิตรฯ บาดเจ็บล้มตายไปตั้งเยอะแยะ สันนิษฐานว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกัน พฤติกรรมที่แสดงออกมาตลอดมันประเภทเดียวกัน" นายสุเทพกล่าว และว่า ถ้าสันนิษฐานผิดก็ค่อยมาว่ากัน ขอให้จับกุมคนร้ายให้ได้ก่อน แล้วก็จะทราบข้อเท็จจริง           
 นายสุเทพยังชี้แจงถึงข่าว ศอฉ.เตรียมสั่งปิดหนังสือพิมพ์หัวสีบางฉบับว่า เราให้ความเคารพ ไม่ไปแตะต้องแน่นอน แต่บางรายมันแอบแฝงเข้ามาเป็นสื่อ พยายามทำให้ดูเหมือนเป็น แต่ความจริงแล้วเป็นเครื่องมือทำร้ายบ้านเมือง บิดเบือนข้อมูลข่าวสารเพื่อให้เกิดความแตกแยกวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อทำลายล้างตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ อย่างนี้ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งยืนยันว่า ศอฉ.ไม่ได้ไปคุกคามสื่อ
 "ยืนยันว่าไม่ใช่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แต่เป็นไทยเรดพาวเวอร์ทำนองนั้นแม้แต่ชื่อผมยังไม่อยากจำ ซึ่ง ศอฉ.ยังได้หยิบยกกรณีหนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้ลงข่าวผิด มีนักข่าวคนหนึ่งไปรายงานข่าวว่ามีหน่วยงานคนมีสีไปตั้งหน่วยไล่ล่าคนเสื้อแดง ซึ่งไม่เป็นความจริง ศอฉ.จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปชี้แจง" นายสุเทพกล่าว
 เขายังกล่าวว่า เรื่องความแตกต่างทางความคิดนั้น เคารพอยู่แล้ว สื่อมวลชนก็ถามต้อนทุกวัน ก็รับไว้ เจ็บเหมือนกันไม่ใช่ว่าไม่เจ็บ แต่ก็รับได้ เพราะเป็นปัญหาและต้องเคารพในความแตกต่าง แต่คนบางคนมีเจตนาร้ายและไม่ดีต่อบ้านเมือง เราจะยอมได้อย่างไร ยืนยันไม่ได้ทำงานตามอำเภอใจหรือลุแก่อำนาจ แต่ทำงานในกรอบของกฎหมาย คนที่ดำเนินการอย่างนี้ผิดกฎหมาย สื่อมวลชนที่ดีเขาไม่ประพฤติอย่างนั้น
 นายองอาจกล่าวในเรื่องนี้ว่า ไม่เห็นด้วยที่จะปิดสื่อ เพราะอยากให้ดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมายมากกว่า คือหากมีการนำเสนอข้อมูลที่เข้าข่ายยุยงให้เกิดความรุนแรงก็ต้องดำเนินการว่ากระทำความผิดตามมาตราใด แต่หากไม่ได้นำเสนอรุนแรงบิดเบือนสร้างความแตกแยกก็ต้องปล่อยให้ทำหน้าที่ต่อไป
 นายสุเทพยังกล่าวถึงการคาดการณ์ของนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่บอกว่าจะเกิดเหตุวุ่นวายใน เดือน ก.ย.-ต.ค.ว่า พยายามระมัดระวังไม่พูดให้กลายเป็นเรื่องที่ท้าทายบานปลายกันไป แต่ขอให้สื่อมวลชนสังเกตดูเถอะว่าไอ้คนพวกที่เคยออกมาบอกก่อนว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรเมื่อไร พวกนี้คือพวกที่ทำ และวันนี้นายพร้อมพงศ์ก็ออกมาทำหน้าที่อย่างนี้ ก็คอยดูอยู่ว่านายพร้อมพงศ์ทำผิดกฎหมายเมื่อไรจะจับกุมทันที          
 "ไม่ใช่รัฐบาลแน่นอน เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มีไปสร้างสถานการณ์อย่างเด็ดขาด ผมเป็นนักการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมาตลอดชีวิต 32 ปี สิ่งที่เราต้องการที่สุดคือบ้านเมืองเป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง เราเดินหน้าเพื่อไปสู่จุดนี้" นายสุเทพกล่าวถึงข้อสังเกตว่าฝ่ายรัฐเป็นผู้ยิงระเบิด
 นายเจะอามิง โตะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การลอบยิงระเบิดเอ็ม 79 เป็นการกระทำที่วางแผนและทำเป็นกระบวนการ ซึ่งรัฐบาลต้องไม่ประมาทและระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากอาจมีมือที่ 3 ก่อกวน ซึ่งการกระทำดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลมีความอ่อนแอในการเฝ้าระวังและควบคุม
 "รัฐบาลต้องเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ต้องไม่หละหลวมเด็ดขาด เหมือนกับที่ได้เสนอมาตลอดว่าอย่าเพิ่งยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่นิ่ง และกฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือนไม้กันหมา จะเป็นเครื่องมือเพื่อให้เจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ได้" นายเจะอามิงกล่าว
 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีระเบิดช่อง 11 ว่า ขอเรียกร้องให้นายสุเทพแสดงพฤติกรรมอย่างตรงไปตรงมา เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซอยรางน้ำ ซึ่งใช้อาวุธชนิดเดียวกันในสถานการณ์ใกล้เคียงกัน ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่ารัฐบาลเป็นผู้ที่เข้าข่ายต้องสงสัยมากที่สุด เพราะต้องการใช้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือยื้ออายุการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และยังเชื่อได้ว่ากลุ่มที่ลงมือเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มสังหารนายอ้วน บัวใหญ่ แกนนำคนเสื้อแดง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ทำงานให้กับนักการเมืองที่อยู่ในรัฐบาล ดังนั้นหน่วยข่าวกรองและฝ่ายความมั่นคงควรเร่งตรวจสอบ และเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น
  ส่วนนายเทพไท  เสนพงศ์  โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ชวลิต และ ร.ต.อ.เฉลิม ออกมาวิเคราะห์การเมืองว่า จะเลือกตั้งใหม่ไม่เกินเ ม.ย.ปี 2554 ว่า เป็นการวิเคราะห์แบบเหวี่ยงแห ใช้เหตุผลครอบจักรวาลเพื่อเชื่อมโยงเหตุการณ์ยิงเอ็ม 79 ที่เอ็นบีทีมาอ้างอิงว่ารัฐบาลต้องการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปเพื่อยื้อการเลือกตั้งให้ยาวนานที่สุด ซึ่งไม่เป็นความจริง และไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาเป็นเครื่องมือเพื่อบังหน้าในการดำเนินงานการเมืองเรียกคะแนนนิยม เพราะผลงานของรัฐบาลมีมากพอสร้างความประทับใจและเรียกศรัทธาประชาชนได้
 นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ว่าที่ผู้สมัครของพรรค จ.ศรีสะเกษ ถูกยิงว่า ไม่ว่าใครถูกทำร้าย มันเป็นหน้าที่เจ้าหน้าที่ต้องดูแล ไม่ว่าเขาจะมาจากพรรคไหนหรือไม่ใช่พรรคไหน ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาพิจารณา ทุกคนได้รับการดูแลเท่ากัน
 "บ้านเมืองต้องมีขื่อมีแป ไม่ใช่เที่ยวยิงใครง่ายๆ อย่างนี้ ส่วนที่ว่าพรรคเคยถูกวางระเบิด มีแนวคิดจะโยกย้ายที่ทำการพรรคเพื่อความปลอดภัยหรือไม่นั้นคงไม่มี เพราะมันต้องใช้เวลา ใช้ค่าก่อสร้างสาหัส ก็ต้องดูแลและระวังตัวกันเป็นพิเศษ" นายชวรัตน์กล่าว
 ที่นครราชสีมา พล.ท.วีร์วลิต  จรสัมฤทธิ์  แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงการพัฒนาการสร้างความปรองดองของประชาชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้ง 19-20 จังหวัดว่า  หลังจากรัฐบาลมีนโยบายออกมาในพื้นที่มีความก้าวหน้าตามลำดับ และไม่อยากให้ไปเพ่งเล็งหรือไปมองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในขณะนี้เราได้พยายามสร้างความปรองดองก็คือให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกัน ฉะนั้นอยากจะฝากสื่อให้ช่วยกันทำอย่างไรที่จะไม่ให้ไปเพ่งเล็งเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือสีใดสีหนึ่ง  เพราะว่าทุกกลุ่มทุกสีคือคนไทยเหมือนกัน อยากให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกันในการแสดงความคิดเห็น หรือในการร่วมปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ
 "ขณะนี้ปัญหาชายแดนที่เร่งด่วนคือข้อพิพาทกรณีปราสาทพระวิหาร อยากขอความร่วมมือผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ หรือมีความเห็นใดๆ ก็ตามขอให้ช่วยนำข้อเสนอแนะแล้วมารวมกัน เพื่อทำให้แนวความคิดตกผลึกเป็นทิศทางเดียวกัน และเราก็สามารถแก้ปัญหาได้ ถ้าพวกเรารัก สามัคคี ปรองดองกัน ปัญหาต่างๆ ที่มีมันจะหมดไป หรือเบาบางลง ประเทศชาติก็จะกลับมาสู่ความสงบสุขและมีความเจริญมั่นคงอีกครั้งหนึ่ง" พล.ท.วีร์วลิตกล่าว.
 



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์