ก่อนจะคุยเรื่องอื่น ขอเชียร์ "กรุงเทพมหานคร" ของท่าน "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" ให้จั๋งหนับเสียก่อน คือเรื่อง "ปิดสนามหลวง" ที่เจี๊ยวจ๊าวกันมาหลายวันแล้วนั่นแหละ เดินหน้าลุยไปเลยครับ..คุณชาย ผมเห็นดีด้วย และสนับสนุนร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม สนามหลวงถูกปล่อยให้เป็น "สนามเลอะ" มานานแล้ว เมื่อ กทม.จะ "พัฒนา" ภูมิทัศน์ให้เป็นแลนด์มาร์ค "สยาม-รัตนโกสินทร์" งามสอดรับกับ "พระบรมมหาราชวัง" ผมก็หวังจะได้เห็นให้เป็นแบบนั้น
ฟังพวก NGO เขาหน่อย แต่ไม่ต้องเชื่อ...ลุยเลย ถ้าเขาห่วงนกพิราบ ห่วงขอทาน ห่วงพวกสิงห์สนามหลวง หวงไว้เป็นแหล่งรวมสารพัดภัยมากกว่าห่วงความเป็น "สนามหลวง" ที่ควรจะเป็นของคนทั้งชาติ ก็ให้ NGO รับพวกนั้นไปอยู่กะเขา
เพราะพวกเขามีองค์กรทุนหนุนหลังอยู่แล้ว!
ทีพวกเสื้อแดงมาทำเลอะหมดทั้งเมือง เกิดทั้งปัญหาสังคม ทั้งปัญหาจิตใจ และปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ไม่เห็นพวก NGO คนไหนโผล่หัวมาสะกิดเตือนพี่ๆ เสื้อแดงให้เขาเพลาๆ อัปรีย์กันบ้างเลย?
กลัวถูกตื้บละซี..ท่า?
รึว่า...แบบนี้ละเป้าหมายขององค์กรที่จ่ายเงิน?
อิสรเสรีภาพตามหลักประชาธิปไตย ไม่ใช่ถือว่าสนามหลวงเป็นสนามสาธารณะ ใครจะมาใช้ทำอะไร หรือยึดปักหลักอาศัย กิน-ขี้-ปี้-นอน กันได้ตามอำเภอใจ อย่างนั้นมันเถื่อนธิปไตย อิสรเสรีภาพที่ถูกต้องมันก็ต้องมีกรอบให้เดิน-ให้ปฏิบัติ กรอบนั้นเราเรียกว่า "ระเบียบ-วินัย"
เพราะบ้านเราไม่เคยสนใจเรื่องระเบียบ-วินัยนี่แหละ มันถึงพัฒนาไปทางไหนไม่ได้ มีสภาพคล้าย "ควายติดหล่ม" อยู่ถึงทุกวันนี้!
วินัย แปลว่า นำไปให้วิเศษ!
ในเมื่อคนในชาติบ้านเมือง ไล่ลงมาตั้งแต่ นักการเมือง ข้าราชการ ครูบาอาจารย์ ทหาร ตำรวจ พระ-เถร-เณร-ชี นักเรียน นักศึกษา ประชาชน และสื่อ ไม่เคยรู้จักคำว่า "ระเบียบ-วินัย" เคร่งครัดอยู่กับคำว่า "ตามใจกูคือไทยแท้" แล้วแบบนี้ ประเทศชาติจะหวังความเจริญ ความก้าวหน้าได้จากไหน?
มันก็ "อะวังสิโร" คือมีหัวลงเท่านั้น เพราะในเมื่อไม่มีการ "นำไปให้วิเศษ" มันก็เท่ากับ "ลากลงให้ทุเรศ" สถานเดียว!
ผมเข้าใจ อย่าว่าแต่องค์กรระดับชาติเลย แม้แต่องค์กรกระจอกงอกง่อยอย่างไทยโพสต์ อยู่กันสบายๆ ตามใจชอบ พอเอาระเบียบ-วินัยเป็นกรอบเข้าบ้าง โอย...เลือดประชาธิปไตยตามใจกู (จนเคยตัว) มันพลุ่งพล่าน ซึ่งไม่ใช่ที่ไทยโพสต์เท่านั้น ผมก็เห็นมาแล้วหลายแห่ง-หลายที่ แต่พอฝึกกันไป ทนให้ด่ากันไปซักระยะ
เออ..ระเบียบ-วินัย มันเป็นตัวพัฒนาทั้งคุณภาพคน และคุณภาพงานที่ได้ผลจริงๆ แฮะ!
สมัย "พลตรีจำลอง ศรีเมือง" เป็นผู้ว่าฯ กทม.ยุคแรก ย้ายตลาดนัดจากสนามหลวงไปอยู่ที่สวนจตุจักรทุกวันนี้ ทั้งด่า ทั้งค้านกันแหลกเละเหมือนใส่โมลิเนกซ์ปั่น ขนาดพลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนลงสยามรัฐ หน้า ๕ คัดค้าน ทั้งต้าน ทั้งด่า ซะไม่มีดี เทียบว่าตลาดนัดสนามหลวงคือประเทศไทย-ย้ายไม่ได้ ถึงปานนั้นกันเลยเชียว
แล้วทั้งคนค้า-คนขาย-คนซื้อ ก็อ้างว่า ไกลก็ไกล จตุจักรอยู่ชายทุ่ง-ชายขอบ ไปค้าขายที่นั่น มนุษย์ที่ไหนจะไปกัน?
เอ้า...แล้วตอนนี้ ใครลองไปบอกซีว่า "จะย้ายตลาดนัดสวนจตุจักรไปอยู่ที่อื่น" ต่อให้บอกว่าไปอยู่สนามหลวงอย่างเดิมด้วย ถ้าไม่ถูกกระทืบ ผมยอมให้ท่านมาให้ผมถอง!
ยิ่งตอนย้าย "แผงขายหนังสือเก่า" เดิมอยู่ตามแนวแม่พระธรณีบีบมวยผมยาวไปเกือบถึงศาลนั่นแหละ ตลาดสนามหลวงไปแล้ว แต่แผงหนังสือยังตื๊ออยู่ ยื้อกันไป-ยื้อกันมา พวกเชียร์ให้อยู่ก็มาก พวกอยากให้ย้ายก็มี แต่พลตรีจำลอง "ต้องให้ย้าย" แล้วท่านทำไงทราบมั้ยถึงสามารถย้ายได้สำเร็จเด็ดขาด?
ตอนนั้นผมก็ไม่ทราบหรอก มาทราบตอนหลังเมื่อผ่านมาร่วม ๒๐ ปี เจ้าของแผน "เอนเทรปเป้" เป็นผู้เล่าให้ผมฟังเอง ท่านเป็นทหารระดับพลเอก เอ่ยชื่อก็คงร้องอ๋อกัน ตอนนั้นท่านเป็นพันเอก ท่านก็นั่งนึก-นอนนึกว่า จะทำยังไงถึงจะย้ายแผงหนังสือโดยไม่ต้องกระทบ-กระทั่งกัน และจะทำยังไง เป็นการดับไฟให้สิ้นเชื้อ คือย้ายแล้วจบเลย ไม่มีช่องให้ย้ายกลับมาอีก?
ท่านเล่าว่า คิดแผนเสร็จ ขั้นที่ ๑ ตอนค่ำพ่อค้าปิดแผงแล้ว ก็ระดมลูกน้องมายกแผงหนังสือทั้งหมดนั้นใส่รถไปไว้ที่สวนจตุจักรเลย พร้อมระวังไม่ให้ข้าวของเสียหายและสูญหาย
พอยกแผงไปหมดก็ดำเนินการตามขั้นที่ ๒ ยกแท่งซีเมนต์ขนาดใหญ่ที่หล่อกลมเป็นกระถางปลูกต้นไม้มาตั้งแทนที่แผงหนังสือทั้งหมด ปลูกต้นเฟื่องฟ้าสีเหลือง สีแสด สีแดง พรึ่บพรั่บไปหมด เรียกว่าปรับภูมิทัศน์ใหม่เดี๋ยวนั้นเลย พอรุ่งขึ้นเช้า คนผ่านไปมา
เอ๊ะ...สวนอักษรแปลงสภาพเป็นสวนดอกไม้ ต้นเฟื่องฟ้าสยายกิ่งก้านอวดดอกบานไสว สร้างสีสันสดใส เป็นแนวพรึ่ดยาวไปทั้งบริเวณนั้น ดีจริงๆ!
สนามหลวง "เปลี่ยนลุกส์" จากเลอะเทอะดูแปลกตา มีสง่าราศีขึ้นมาสมกับคำว่า "สนามหลวง" คู่พระบรมมหาราชวังขึ้นมาทันที!
ครับ...แล้วก็ไม่มีอะไร สงบเงียบเรียบร้อยดี เพราะทุกคนก็รักสนามหลวง รักบ้าน-รักเมือง และอยากเห็นสนามหลวงงามสง่าเป็นหน้า-เป็นตาของบ้านเมืองเหมือนๆ กัน เพียงแต่ว่าธรรมชาติมนุษย์ย่อมเห็นแก่ตัวก่อนเป็นธรรมดา คนที่ไม่เห็นแก่ตัวไม่มีหรอก เพียงแต่ว่า "เห็นมาก-เห็นน้อย" เท่านั้น
เห็นมากก็ "ต่อต้านมาก" ไม่อยากย้าย เห็นน้อยก็ "เสียสละ" ประโยชน์ส่วนตัวเพื่อส่วนรวม แต่เมื่อมีผู้บริหารที่เด็ดขาด "จัดการ" ให้ลงตัวแล้ว ทั้งคนที่เห็นมาก และคนที่เห็นน้อย ต่างก็ "เห็นดี" กับที่บ้านเมืองสวยงามด้วยการจัดระเบียบ-วินัย
การปรับภูมิทัศน์ ด้วยการปิดสนามหลวงของ กทม.ขณะนี้เหมือนกัน ผมเห็น "นายพรเทพ เตชะไพบูลย์" กับ "นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์" ๒ รองผู้ว่าฯ กทม.มาเป็นแม่งาน ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้านก็ว่า...ขอโทษ...เป็นงานเอาหน้ามารับบาทา ก็อยากเป็นกำลังใจให้ท่าน เถอะ..ยึดคำขวัญวันเด็กของ "จอมพลถนอม กิตติขจร" เอาไว้ แล้วจะได้รับเสียงสรรเสริญภายหลังเอง "จงทำดี..จงทำดี..มีศีลธรรม..ถือความสัตย์..อีกทั้งขจัดความโลภ และโกรธ หลง"
ผมตั้งใจว่าจะแว่บไปดูเหมือนกันว่าเขาจะปรับลุกส์สนามหลวงไปทางไหนบ้าง ในความเห็นผม ที่ควรจะเป็นทางด้านจิตวิทยา กทม.ควรเขียนภาพสนามหลวงหลังปรับปรุงเสร็จแล้วขนาดใหญ่ติดตั้ง เผยแพร่ทั่วไปให้ประชาชนได้เห็น ได้จินตนาการตาม ว่า...เสร็จแล้วสนามหลวงของเราทุกคนจะมีหน้าตาอย่างนี้นะ
ยิ่งเปิดให้ประชาชนติ-ติง เสนอแนะความเห็นว่า "ที่ควรเป็น" จะเป็นอย่างไร มาให้ กทม.พิจารณาด้วยจะดีใหญ่ จะกำหนดเป็นวันปิดรับความเห็นวันไหน เมื่อไหร่ ก็ว่ากันไปตามเห็นควร ยุคนี้เขาว่าอะไรๆ มันก็ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะนี่คือ "สมบัติส่วนรวม" มิใช่หรือ?
การจะทำอะไร เรื่องการให้ข้อมูลชัดเจนกับประชาชนก่อน จะตัดปัญหาเลอะเทอะได้มาก อย่างเรื่องนกพิราบสนามหลวง กลายเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งจากฝ่ายเมตตาเลอะเทอะ และทั้งจากฝ่ายกลัวแบบกระต่ายตื่นตูม เอาไปไว้ที่นั่น-ที่นี่ไม่ได้เดี๋ยวจะเอาโรคมาระบาดใส่ อะไรมันจะไร้เดียงสาได้ขนาดนั้น
คนไทยเนี่ยะเข้าใจทั้งยาก-ทั้งง่ายในเวลาเดียวกัน ยามจะโหด ทั้งลิง ช้าง บ่าง ชะนี ม้า หมู หมา กา ไก่ ด้วง หนอน แมลง กระทั่งตัวเดียว-อันเดียว กินเรียบ
ยามจะเมตตา อู๊ยยยย...อย่าไปทำมันเจ็บบบบนะนกพิราบ!?
แต่แน่ะ...ลองย่องๆ ไปดูตามวัด ตามโบสถ์ซี สมัยก่อนมันย่องๆ แล้วยิงหนังสติ๊กพลัวะ ถูกมั่ง-ไม่ถูกมั่ง สมัยนี้ความระยำมันทันสมัยใช้ปืนลูกกรด-ลูกตะกั่ว พลัวะ...ร่วงผลอยจากช่อฟ้า ใบระกา หลังคาโบสถ์ ลงหม้อ
เขาว่าเนื้ออะไรขึ้นหม้อเท่า "เนื้อนกพิราบ" เป็นไม่มี แกงเนื้อนกพิราบใส่กัญชา เล่ากันนักหนาว่าอร่อยมีฤทธิ์ยิ่งกว่า "น้ำมหาบำบัดป้าเช็ง" เป็นร้อยเท่า-พันเท่า กินกันชนิดแหกหม้อ-แหกไห อร่อยพุงปลิ้นแล้วหัวเราะกันงอหาย หงายท้องหงายไส้ไม่เลิก!
นี่ผมเล่าตามที่ฟังมาแต่เด็ก ความชั่วผมมีในสายเลือดก็จริง แต่ยังไม่ถึงขั้นยิงนกพิราบตามวัด หรือตามไหนมาแกงใส่กัญชากินหรอกครับ!
ทั้งมนุษย์และสัตว์ ล้วนมีที่ที่ตัวเองสมควรจะอยู่ด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าไปอยู่ในที่อันตัวเองไม่สมควรอยู่ มันก็ไม่ถูกต้องทั้งนั้น หลักนี้ท่านอาจารย์ "ศิลป์ พีระศรี" สอนลูกศิษย์ศิลปากรยุคก่อกำเนิดไว้ ผมอ่านทีไร-ประทับใจทีนั้น อย่างพระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้วของเรานี้ ท่านอาจารย์ศิลป์บอกความฉงนของท่านกับศิษย์ว่า
"ทัชมาฮาลยังเป็น ๑ ใน ๗ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกได้ แล้วทำไมพระบรมมหาราชวังของไทยจึงไม่ได้เป็น?"
ก็สันนิษฐานกันจนได้ข้อสรุปว่า "ยุคนั้นฝรั่งยังโง่อยู่ เข้าใจว่าโลกตะวันออกจบสิ้นอยู่แค่อินเดีย แค่เขมรเท่านั้น เลยไม่ได้มาแผ่นดินสยาม ไม่ได้มาเห็นพระบรมมหาราชวัง ไม่ได้มาเห็นวัดพระแก้ว ก็เลยหลงเข้าใจว่ามหัศจรรย์ฝีมือและปัญญามนุษย์ทั้งโลกมีแค่นั้น"
หรือแค่ตึกเอ็มไพร์สเตต และเขื่อนฮูเวอร์ เทียบอะไรได้กับ "พระบรมมหาราชวัง" ของเรา แต่ฝรั่งยังยกเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ถ้าสมัยนั้นได้มาเห็นวัดพระแก้ว ไม่ตะลึงแลชะแง้หาจนตากลับไปรึนั่น?
นั่นคือ สนามหลวงไม่ใช่ที่ที่อันควรจะอยู่ของ นกพิราบก็ดี คนจรหมอนหมิ่นก็ดี ขอทานก็ดี โสตัวผู้ โสตัวเมียก็ดี โจรผู้ร้ายก็ดี สมควรแล้วที่ กทม.จะยกระดับปรับระเบียบ-วินัย อย่างน้อย นอกจากกิจกรรมไทยตามปกติ ต่อไปนักท่องเที่ยวจะได้นั่งทัศนาดื่มด่ำกับอลังการแห่งพระบรมมหาราชวังอย่างมีความสุขได้บ้าง ที่ผ่านมา ไม่ใช่ความผิดของผู้มาสิงสนามหลวง แต่เป็นความผิดของ กทม.ที่ไม่เคร่งครัดจัดระเบียบ-วินัยให้ต่อเนื่อง สมมุติว่าเสร็จจากนี้ กทม.ต้องบริหาร "หย่อนยานไม่ได้เลย" มิเช่นนั้นเท่ากับสร้างวิมานให้โจร.







