หลังจากที่ทุกคนลุ้นกันจนหืดขึ้นคอสำหรับการตัดสินคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อจบคำตัดสินของศาล ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แถมอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมายังเจอมือป่วนขว้างระเบิดใส่ธนาคารกรุงเทพในหลายสาขา ช่างเป็นการซ้ำเติมความบอบช้ำของประเทศที่กำลังโง่หัวขึ้นมาลืมตาอ้าปากได้อย่างไม่น่าให้อภัย
ก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายหวั่นๆ กันอยู่แล้วว่า หลังจากจบการตัดสินคดียึดทรัพย์อาจเกิดเหตุร้าย แล้วมันก็เกิดขึ้นมาจริงๆ ซึ่งไม่ได้ทำให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์แปลกใจ เพราะก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นไว้แล้ว
จากเหตุป่วนเมืองดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนชาวไทยเริ่มกลับมาอยู่ในอาการหวาดวิตกอีกครั้งว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องยากต่อการคาดเดาจริงๆ และหากเหตุการณ์เพิ่มความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าจากภาพรวมเศรษฐกิจที่คาดว่าสิ้นปีนี้เป็นบวก อาจได้นับก้าวถอยหลังติดลบเหมือนปีที่ผ่านมาอีกก็เป็นได้
สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัย "เอแบคเรียลไทม์โพลล์" ที่เป็นการสำรวจจากครัวเรือนที่สุ่มตัวอย่างทั่วประเทศใน 17 จังหวัด จำนวน 1,308 ครอบครัวในช่วงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนเกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 56.7 อยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับผลการพิพากษา เพราะการตัดสินของศาลถือว่าถูกต้องและยุติธรรมแล้ว เนื่องจากคำพิพากษาชัดเจนทุกกรณี เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง จึงไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายอีกต่อไป
ยังพบอีกว่า ประชาชนเกินครึ่งหรือร้อยละ 51.7 ยังคงมีความกลัวและกังวลต่อเหตุการณ์วุ่นวายที่จะเกิดขึ้นอีกในสังคมไทย ในขณะที่ร้อยละ 48.3 เลือกที่จะมีความหวังก้าวต่อไปข้างหน้าในชีวิต
แนวความคิดเห็นดังกล่าวถือเป็นไปในทิศทางเดียวกับผู้ประกอบการสินค้าที่ยังคงออกมาตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้เหตุการณ์นับจากนี้จะเป็นอย่างไร ธุรกิจก็คือธุรกิจที่ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป เพราะถ้าหยุดเมื่อไหร่ นั่นก็หมายถึงการจบสิ้นของธุรกิจ
นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด กล่าวว่า บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนในหลักหลายร้อยล้านบาทในปีนี้ตามแผนธุรกิจเดิม โดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค การขยายพื้นที่การจัดเก็บสินค้าคงคลัง การปรับปรุงประสิทธิภาพโรงงาน การขนส่งกระจายสินค้า (ลอจิสติกส์) การพัฒนาระบบไอทีของบริษัทต่างๆ ในเครือ แต่ต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น
เช่นเดียวกับนางพงษ์ทิพย์ เทศะภู ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และสื่อสาร บริษัท ยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ที่กล่าวถึงนโยบายบริษัทแม่ยังให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แม้มีเหตุความไม่สงบภายในประเทศเกิดขึ้นตลอดช่วง 2-3 ปีทีผ่านมาก็ตาม ทั้งนี้เชื่อว่ารัฐบาลสามารถแก้ปัญหาให้คลี่คลายได้ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ซึ่งแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทยังเดินหน้าจัดกิจกรรมและเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ประเทศไทยกำลังวุ่นวายอยู่กับสถานการณ์ทางการเมือง ประเทศร่วมโลกกับเราอย่างชิลี กำลังประสบกับปัญหาแผ่นดินไหวขนาด 8.8 ริกเตอร์ หลังจากก่อนหน้านี้ประเทศเฮติก็ประสบภัยพิบัติมาแล้ว ซึ่งหากนับจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในชิลีครั้งนี้ใกล้ถึง 1,000 คนไปแล้วทุกขณะ เพราะนอกจากมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ยังมีผู้เสียชีวิตจากสึนามิที่พัดเข้าชายฝั่งในแต่ละเมืองของชิลีอีก
จากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดเดาได้
แต่สำหรับประเทศไทย เหตุการณ์ต่างๆ และความรุนแรงที่เกิดขึ้นล้วนเป็นฝีมือของพวกเราชาวไทยด้วยกันเอง ช่างน่าสงสารบรรพบุรุษที่อุตส่าห์กอบกู้เอกราชบ้านเมืองมาให้เราได้อยู่ได้อาศัย โดยไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นเบื้องล่างของใคร แต่อย่างว่าแหละ เรื่องอำนาจและเงินทองไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้ว แข็งเสมือนเหล็กกล้าก็สามารถอ่อนได้เหมือนปุยนุ่น
อยากรู้จริงๆ ว่า หากคนไทยยังคงไม่รักกันอย่างนี้ หากประเทศไทยเกิดปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติเหมือนหลายๆ ประเทศที่ประสบปัญหาอยู่ตอนนี้ ทุกคนยังจะหันหน้าเข้าหากันช่วยเหลือกันอยู่หรือเปล่า หรือพอเกิดปัญหาขึ้นก็ตั้งแง่เห็นแต่สิ่งผิดของฝ่ายตรงข้าม แม้ทำในสิ่งถูกก็ทำเป็นมองไม่เห็น สิ่งนี้ใช่นิสัยคนไทยหรือเปล่า ถ้าประเทศไทยยังเป็นเช่นนี้ เพลงปลุกใจให้คนไทยรักประเทศและหันมาสมัครสมานสามัคคีกันคงไม่มีความสำคัญอีกต่อไป.








