สิ่งที่คนไทยยามเกิดครบ 32 ประการแล้วหลีกเลี่ยงไม่พ้นในอนาคตมีอยู่ 2 สิ่ง นั่นคือ "ความตายและภาษี"
แต่ดูเหมือนคนบางคนพยายามอย่างยิ่งที่จะหลีกหนี หลบเร้น และซุกซ่อน ซึ่งมิใช่ความตาย เพราะยังไม่เคยมีใครในโลกสามารถหนีพ้น แต่กลับเป็น "ภาษี" ที่มักใช้ช่องโหว่ ช่องว่างหาทางบิดเบี้ยวจากความเป็นจริง เพื่อให้เสียภาษีให้น้อยที่สุด หรือหากเป็นไปได้อย่างฝันคือไม่เสียภาษีเลย
ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ คนที่เคยเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แม้ปัจจุบันมีสถานะภาพเป็นผู้ต้องคำพิพากษาจำคุก 2 ปี และยึดทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินกว่า 4.6 หมื่นล้านบาท จะแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ
มิหนำซ้ำคนที่เป็นดอกเตอร์ด้านอาชญวิทยา ยังยกตัวอย่างเป็นจริงเป็นจังว่าด้วยเรื่องภาษี โดยเปรียบเทียบกับโจรลักทรัพย์และรับของโจรจะเป็นคนเดียวไม่ได้ เมื่อบอกว่าเจ้าตัวเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง แล้วจะมาเก็บภาษีลูกได้อย่างไร
ถ้อยคำที่ออกมาหากฟังแบบผิวเผินก็ย่อมสร้างความชอบธรรมให้กับคนพูด และยังแสดงถึงความเป็นพ่อที่ดีที่ปกป้องลูก แต่หากฟังอย่างวิเคราะห์เจาะลึกลงไปก็จะรับรู้ใน 2 เรื่องอย่างชัดเจน 1.ยอมรับแล้วหุ้นเป็นของตัวเอง แสดงให้เห็นว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ชี้ว่าหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณมาโดยตลอดเป็นความจริง
2.ความเคยชินในการทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน โดยในคราว "ซุกหุ้นภาคแรก" ที่ซุกอยู่ในมือคนรับใช้ คนขับรถ คนชื่อ "ทักษิณ" ไม่เคยมาร้องแร่แห่กระเชอเลย แต่เมื่อเป็นคราวของลูกสุดสวาทอย่าง "โอ๊ค-เอม" ก็เลยร้อนเป็นเจ้าเข้า
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 ระบุไว้ชัดเจนว่า เงินได้พึงประเมิน หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่างๆ ตามมาตรา 40 และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ ด้วย
และเมื่อมาดู มาตรา 40 ก็ระบุว่า เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่างๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
...(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว
ในประมวลรัษฎากรไม่ได้บอกเลยว่าต้องเป็นเจ้าของตัวจริง ต้องเป็นผู้เสียภาษี บอกเพียง "ผู้มีเงินได้" ซึ่งการขายหุ้นชินคอร์ป 7.3 หมื่นล้านบาท คนที่มีรายได้อย่างที่คนไทยทั่วประเทศ และทั่วโลกรับรู้คือ "นายพานทองแท้ ชินวัตร" และ "นางสาวพินทองทา ชินวัตร"
เมื่อทั้งสองเป็นผู้มีเงินได้จากการขายหุ้นก็ย่อมต้องเสียภาษีใช่หรือไม่
ก็ขนาดคนธรรมดาสามัญ หากไม่ได้สืบสายโลหิต แต่มีจิตพิศสมัยซึ่งกันและกัน โอนที่ดินหรือทรัพย์สินให้ยังต้องเสียภาษีเลย แต่นี่เป็นการขายหุ้นที่ซื้อมาในราคา 10 บาท แล้วได้กำไรนับหมื่นล้านบาท แต่กลับจะบอกว่าไม่เสียอะไรเลย อย่างนี่ใครกันแน่ที่เรียกว่า 2 มาตราฐาน หรือเป็นมาตรฐานของคนชื่อทักษิณที่ทำอะไรก็ถูกหรือ แล้วอย่างนี้คนเสียภาษีนับสินล้านคนที่ผ่านมาปฏิบัติผิดกันหมดหรืออย่างไร
กรมสรรพากรในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรง ต้องทำเรื่องนี้ให้เป็นตัวอย่าง รวมทั้งเป็นบทเรียนให้กับสังคม โดยเฉพาะต้องออกมาชี้แจงแถลงไขเรื่องดังกล่าวโดยเร่งด่วน อย่าคิดว่าเป็นประเด็นเรื่องการเมือง เพราะมันเป็นเรื่องของคนไทยที่มีรายได้ทุกคนต้องปฏิบัติ ตามวิสัยทัศน์ของกรมที่ว่าจะเก็บภาษีอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
ความจริงกับการโกหกพกลมมันก็แค่เส้นบางๆ เส้นหนึ่ง เหมือนกับที่บอกกันว่า อัจฉริยะกับปัญญาอ่อนก็กางกั้นด้วยเส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้น แต่หลังวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา สังคมไทยก็ไม่ต้องพิสูจน์คำว่า "รัฐบุรุษ" และ "ทรราช" แล้ว เพราะคำตัดสินมันก็บ่งบอกชัดแจ้ง ใครที่โกงชาติโกงแผ่นดินแล้วยังตะแบงสร้างความชอบธรรมอยู่อีก
จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่เจ้าตัวต้องแช่งชักตัวเอง เสมือนใช้พิษแก้ผิด เพราะคนไทยที่ตาสว่างแล้วต่างก็เผาพริกเผาเกลือสาบแช่งไม่ให้ใช้แผ่นดินกลบหน้าแม้แต่ตารางนิ้วเดียว.








