ความตื่นตัวของสังคมไทยในวันนี้ เพื่อหนีให้ไกลไปให้ห่างจากปัญหาความขัดแย้ง และป้องกันต้นเหตุอันอาจจะทำให้เกิดความแตกแยก ถือเป็นหนทางแห่งการจัดการของสังคมมนุษย์อย่างหนึ่ง แต่ทว่า...ความต่อเนื่องและความเอาใจใส่อย่างจริงจัง จะเป็นภาพสะท้อนคุณภาพของคนในแต่ละสังคม ซึ่งแตกต่างกันไป เหมือนอย่างที่มีคำกล่าวว่า “คอหยักๆสักแต่ว่าเป็นคน” แล้วมินำพาต่อปัญหาหรือประโยชน์ของส่วนรวม
ตัวชี้วัดว่า สังคมไทยกำลังให้ความสำคัญกับปัญหาบ้านเมือง นอกจากจะเห็นว่าทุกเวทีมีการระดมสมองเพื่อหาแนวทางในการปรองดอง สมานฉันท์ กำหนดความชัดเจนของคำว่าสันติภาพ อหิงสา และประชาธิปไตยอันพึงปรารถนาแล้ว ต้องยอมรับว่า ทุกฝ่ายเรียกร้องอย่างสอดคล้องกันว่า วิกฤตนี้เป็นโอกาสที่แต่ละองค์กร สถาบัน หน่วยงาน จนถึงชุมชน สมควรต้องร่วมมือร่วมใจกันถอดโจทย์ปัญหา แล้วก้าวเดินออกจากวิกฤตสู่การพัฒนาที่ถูกทิศทางและยั่งยืน
เหมือนคำพังเพยที่ว่า “ตีเหล็กตอนร้อน”
ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หลังเหตุการณ์บ้านเมืองสงบพิสูจน์ได้อย่างดีว่า เขากำลังเร่งตีเหล็กตอนร้อนๆให้เข้ารูปเข้าร่างตามที่วางแผนไว้นานแล้ว เพียงแต่ว่าที่ผ่านมา ไม่ใคร่มีใครสนใจเท่านั้น เพราะไม่ใช่ประเด็นหวือหวา หรือกระตุ้นความสนใจคนส่วนใหญ่
การจัดประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเมื่อสัปดาห์หลังเหตุการณ์เผาเมือง ถือเป็นอีกความพยายามในการเดินหน้า “กำจัด” รากเหง้าของปัญหาความแตกแยกในสังคม เพราะคณะกรรมการชุดนี้มีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยการน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นความร่วมมือเอื้อเฟื้อต่อกันและกัน ไม่เบียดเบียนกันระหว่างกิจการต่าง ๆ ของทุกภาคส่วนในสังคม มาใช้เป็นฐานในการสร้างระบบ เศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นรูปธรรม โดยเรียกกิจการดังกล่าวว่า “กิจการเพื่อสังคม”
นอกจากนั้นการเสนอร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ที่คณะรัฐมนตรีนำเสนอในสัปดาห์ที่แล้วเหมือนกัน ก็มีการเน้นย้ำจุดมุ่งหมายสำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก เพื่อให้งบประมาณเป็นกลไกในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ประการที่สอง ใช้กลไกของงบประมาณสำหรับวางรากฐานของประเทศในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่เป็นปัญหาต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน
ถอดรหัสแปลไทยเป็นไทย ก็หมายความว่า เมืองไทยมีของดี แต่ก็มีปัญหา ทว่าไม่ค่อยมีใครสนใจจะทำอย่างจริงจัง จนกระทั่งบ้านเมืองถูกเผา ทุกฝ่ายจึงเร่งลงมือทำงานกันด้วยความเอาใจใส่ โดยมีบทเรียนความเจ็บปวดเป็นตัวกระตุ้น
กิจการเพื่อสังคมจะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร เพียงแค่เขียนนโยบายหรือวาดแผนให้งดงามคงเป็นไปไม่ได้ แต่การกำหนดให้เดินไปตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ก็ถือเป็นแสงสว่างที่เราทุกคนควรจะเดินตามเข้าไปให้ถึง เพราะหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือการพึ่งพาตนเอง ประเมินตนเอง ก่อนที่จะลงมือกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
หลังจากสังคมไทยหลงระเริงกับระบบประชานิยม เงินเป็นใหญ่มานาน หนทางนี้ก็น่าจะเชื่อได้ว่า เป็นวิถีทางปฏิรูปประเทศไทยที่ดีงาม เพียงแต่บางคนอาจจะเข้าใจผิดหรือเข้าใจคลาดเคลื่อนระหว่างคำว่า “กิจการเพื่อสังคม” กับกิจกรรมเพื่อสังคม ที่เวลานี้บ้านเราอินเทรนด์กลายเป็นแฟชั่นกันเหลือเกิน
เมื่อเร็วๆ นี้ในการประชุม เวทีปฏิรูปประเทศไทยเพื่อสุขภาวะคนไทย ครั้งที่ 33 นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้เสนอแนวคิดแผนแม่บทการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม พ.ศ. 2553 – 2557 ในฐานะรองประธานกรรมการคณะกรรมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม ทำให้เราเห็นว่า หลายประเทศวางรากฐานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นการสร้างสุขภาวะอย่างมีจิตสำนึกร่วมของประชากรในแต่ละประเทศ
ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นคือ “กิจการเพื่อสังคม” นั้นแตกต่างจากกิจกรรมเพื่อสังคม
เพราะกิจการเพื่อสังคม คือกิจการที่มีรายรับจากการขาย การผลิตสินค้า และการให้บริการ ที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อเป้าหมายอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่ม หรือมีการกำหนดเพิ่มเติม หรือปรับเปลี่ยนเป้าหมาย ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยไม่ได้มีเป้าหมายในการสร้างกำไรสูงสุดต่อผู้ถือหุ้นและเจ้าของเท่านั้น
หากจะแยกแยะอะไรคือกิจการเพื่อสังคม ต้องพิจารณาดังต่อไปนี้คือ กระบวนการผลิต การดำเนินกิจการ รวมถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการ ที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อเนื่องในระยะยาวต่อสังคม สุขภาวะ และสิ่งแวดล้อม,มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี,มีศักยภาพที่จะมีความยั่งยืนทางการเงินได้ด้วยตนเอง,ผลกำไรส่วนใหญ่ถูกนำไปเพื่อการลงทุนกลับไปในการขยายผลเพื่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว หรือคืนผลประโยชน์ให้แก่สังคม หรือผู้ให้บริการ,สามารถมีรูปแบบองค์กรที่หลากหลาย และมีการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้
สำหรับประเทศไทยมีองค์กรเอกชนใหญ่ๆ ทำนโยบายเพื่อสังคมอยู่บ้าง หรือที่เรียกกันว่า Corporate Social Responsibility: CSR เพื่อร่วมแสดงรับผิดชอบต่อสังคม แต่สิ่งที่บริษัทนั้นๆ ทำ ยังเป็นเพียงแค่กิจกรรม เช่น การแบ่งผลกำไร มาปลูกป่า ลดภาวะโลกร้อน,การมอบทุนการศึกษาแก่เด็กยากจนในชนบท ซึ่งไม่ได้มีรูปแบบและเป้าหมายในการพัฒนาประเทศและสังคมโดยตรง อีกทั้งโครงสร้างหลักการทำงานขององค์กรยังทำเพื่อหวังกำไรเช่นเดิม
ครับ...ช่วยกันคิดช่วยกันทำแบบนี้ ความหวังอยู่ไม่ไกลเอื้อมเลยใช่ไหมครับ ขอแต่ทำจริงและต่อเนื่อง ไม่ใช่ฉาบฉวยหรือสร้างภาพหาคะแนนนิยม รับรองว่า การปฏิรูปบ้านเมืองสู่ประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลกต้องคืนกลับมาเร็วๆ นี้แน่นอน
นายใฝ่ฝัน ปฏิรูป








