ผมได้เคยเขียนมาถึงคุณแล้วว่า การที่ติดต่อมาบ่อยๆ นั้นไม่ใช่คิดจะรบกวนหน้ากระดาษของคุณ แต่เนื่องจากขณะนี้ปัญหาสังคมมันเปลี่ยนแปลงเร็วมากยิ่งขึ้น ดังนั้นใครเดือดร้อนอะไรก็มักติดต่อมาหาผม
เช้าวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีชาวมอแกนจากเกาะเหลา จังหวัดระนอง ซึ่งเคยติดต่อถึงกันบ่อยๆ ได้ติดต่อมาหาผมแล้วเล่าให้ฟังว่า เมื่อเร็วๆ นี้มีชาวมอแกนประสบเคราะห์กรรมเสียชีวิตไปถึง 2 คน นอกจากนั้นบ้านของชาวมอแกนยังถูกอิทธิพลจากภายนอกที่เข้ามาแทรกแซงเพราะเสียผลประโยชน์เผาอย่างทารุณโหดร้าย
ที่ผมพูดว่าทารุณโหดร้ายนั้น คงไม่ใช่เอาตัวเลขหรือตัวหนังสือมาใช้เป็นพื้นฐานการพิจารณา หากจิตใจคนเรา ถ้าทารุณโหดร้ายแล้วย่อมสะท้อนพฤติกรรมที่เห็นแก่ตัวเป็นใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ซึ่งเรื่องนี้ผมเคยไปเยี่ยมชาวมอแกนที่นั่นมาแล้ว และยังไปใช้ชีวิตร่วมกับเขาที่นั่นอีกด้วย
อนึ่ง ผมได้ทราบว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดระนองได้ลงไปเยี่ยมชาวมอแกนด้วยตัวเอง นอกจากนั้นยังมีข้าราชการซึ่งเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของท่าน ก็ได้ลงไปเยี่ยมเยียนและถามถึงสารทุกข์สุกดิบ รวมทั้งเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ โดยคุณเนาวนิตย์ที่โทรศัพท์มาบอกให้ผมทราบอีกด้วย เนื่องจากสุภาพสตรีคนนี้เป็นชาวมอแกนที่รู้สึกห่วงใยในปัญหาบ้านเมืองมาโดยตลอด
ซึ่งประเด็นนี้ ผมขอสรรเสริญในคุณค่าจิตใจของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด รวมทั้งข้าราชการทั้งหมดดังได้กล่าวมาแล้ว เพราะขณะนี้น้อยคนนักที่จะปฏิบัติได้ ทั้งๆ ที่เรียกร้องหาคุณธรรมและจริยธรรม แต่ตัวเองไม่ยอมลงพื้นดินอย่างผู้รู้คุณค่า ดังนั้นเมื่อพูดถึงปัญหาชาวบ้าน "ภาษาธรรมชาติของมนุษย์ที่ควรจะใช้ชีวิตและการทำงานมุ่งลงสู่ด้านล่างอย่างมีความสุข ซึ่งประเด็นนี้หมายถึงคุณธรรมและจริยธรรม มันได้หายไปจนแทบไม่เหลืออีกแล้ว"
ดังนั้น สิ่งที่ผมพูดย้ำอยู่เสมอว่าตัวเองมีอายุ 87 ปีแล้ว แต่ก็ยังลงไปใช้ชีวิตทำงานร่วมกับชาวบ้าน ซึ่งมีวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นชาวนาชาวไร่อย่างมีความสุขมาตลอด
ทุกวันนี้หลายคนเรียกร้องหา "จริยธรรมและคุณธรรม" แต่ถ้ายังไม่มีวิญญาณความรักที่จะลงไปทำงานอยู่ในระดับพื้นดินร่วมกับทุกคน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่และเป็นพื้นฐานของเราเอง แล้วเราจะไปหาคุณธรรมได้จากที่ไหนในเมื่อตัวเองยังหาตัวเองไม่พบ แม้แต่ครูอาจารย์ในสถาบันการศึกษา เมื่อพูดถึงคุณธรรมและจริยธรรม ส่วนใหญ่ก็ยังพูดกันบนโต๊ะและนั่งอยู่ในห้องแอร์
ผมยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าหวนกลับไปนึกถึงช่วงปี พ.ศ.2521 ซึ่งขณะนั้นผมดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีนักโทษชายคนหนึ่งซึ่งถูกศาลพิพากษาจำคุกฐานฆ่าคนตาย อยู่ที่แดนมหันตโทษของเรือนจำจังหวัดสงขลา ได้เขียนจดหมายมาหาผมโดยแจ้งว่าต้องการซื้อหนังสือกล้วยไม้
ผมเห็นเป็นโอกาสดีของตัวเอง จึงได้มอบหนังสือกล้วยไม้ส่งทางไปรษณีย์ไปให้โดยไม่คิดเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียว หลังจากนั้นมาเราก็ได้เขียนจดหมายคุยกันระหว่างเพื่อนกับเพื่อน จนกระทั่งหลังจากนั้นมาเขาก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษให้เป็นอิสระ แล้วมาบวชอยู่ที่วัดยกกระบัตร หลังจากนั้นก็ได้ออกธุดงค์แล้วก็หายไปจากการติดต่อ ผมพยายามตามหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ เข้าใจว่าชีวิตเขาคงไปเป็นสุขแล้ว ส่วนผมเองได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลเพราะไม่ทำให้ตนเป็นคนลืมตัว แม้ว่าจะทำงานมีตำแหน่งสูงแค่ไหนก็ไปอย่างเป็นธรรมชาติ หาใช่เอาความอยากเข้าไปใส่ไม่
ยังมีอีกรายหนึ่ง ช่วงนั้นผมลาออกจาราชการมาแล้ว หลังจากลาออกแทนที่จะพักผ่อนอยู่กับบ้าน แต่ผมทำงานอยู่กับชาวบ้านหนักมากยิ่งกว่าเก่า ทำให้รู้สึกว่าเป็นการพักผ่อนเพราะได้ทำงาน นอกจากนั้นยังทำงานอย่างมีความสุข จึงทำหนักยิ่งขึ้นกว่าเก่าจนกระทั่งถึงบัดนี้ โดยไม่ได้คำนึงว่าตัวเองจะต้องได้อะไรๆ จากภายนอก
เรื่องนี้มีประเด็นใหม่ตามมาหาผม สิ่งนั้นก็คืออยู่มาวันหนึ่ง ผมถูกกำหนดให้ไปปาฐกถาที่หอประชุมเล็กของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยองค์กรที่เชิญผมไปบรรยายในครั้งนั้นคือ "กองทุนช่วยผู้ต้องขังที่ไร้ญาติ" หลังจากการบรรยายในวันนั้นแล้ว ถัดมาอีกเพียงไม่กี่วันก็มีสุภาพสตรีคนหนึ่งติดตามมาหาผมถึงบ้าน ผมทราบว่าเขาเปิดร้านรับซ่อมรถมอเตอร์ไซค์อยู่ที่บริเวณหน้าประตูคุกบางขวาง ผู้หญิงคนนี้มีชื่อว่าคุณ ส. เธอมาหาผมที่บ้านพร้อมกับแจ้งว่า มีเพื่อนชายของเธอคนหนึ่งถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำบางขวางฐาน "เป็นคอมมิวนิสต์และฆ่าเจ้าหน้าที่ตาย" เพื่อนเธอคนนั้นมีชื่อว่าคุณ อ.
หลังจากนั้นมาผมกับคุณ อ.ก็มีการติดต่อถึงกันมาตลอด ในที่สุดก็ได้รับการปลดปล่อยออกสู่อิสรภาพ แต่ก่อนที่จะปลดปล่อย คุณ อ.ได้ทำไม้ขีดไฟแช็กสีดำฝังด้วยมุกลายกนกไทย นอกจากนั้นยังฝังชื่อและนามสกุลของผมไว้ตรงหัวด้วย
ผมไม่ใช่คนสูบบุหรี่ แต่ผมก็เก็บไว้อย่างดีที่สุด เพราะถือว่าเป็นน้ำใจอันดีงามจากเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง ยิ่งเป็นนักโทษอยู่ในคุกด้วย หลังจากพ้นโทษแล้วคุณ ส.ก็ได้นำคุณ อ.มากราบผมถึงบ้าน หลังจากนั้นเธอทั้งสองก็ได้ขึ้นไปประกอบอาชีพอยู่ที่จังหวัดลำพูนในภาคเหนือ หลังจากนั้นเราก็ติดต่อถึงกันมาอีกช่วงหนึ่ง
อนึ่ง หลังจากนั้นมาจึงมีคนที่หวังดีโดยที่มาเห็นว่า ผมนอนอยู่กับกองหนังสือซึ่งตัวเองก็คิดว่าจะใช้ชีวิตอยู่อย่างสมถะ แต่แท้จริงแล้วกองหนังสือซึ่งตั้งเอาไว้รอบบริเวณที่ผมนอนอยู่กับพื้น มันได้เกิดความชื้นและมีราขึ้น ทำให้สุขภาพผมเองจำต้องได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากมีอาการไอเรื้อรัง คนที่หวังดีก็คือคุณศักดิ์ชัย กาย ที่เข้ามาช่วยปรับปรุงบ้านให้อยู่ในสภาพที่ดียิ่งขึ้น ทำให้ตัวผมเองสามารถอยู่ได้อย่างพอเพียง ส่วนคุณศักดิ์ชัย กาย นั้นได้กล่าวเอาไว้ในขณะนั้นว่า "ถ้าผมเป็นอะไรไปจะทำให้คนร้องไห้กันทั้งเมือง" นอกจากนั้นยังได้มาฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกอีกด้วย
นอกจากมาช่วยปรับปรุงบ้านให้ผมและสมาชิกในครอบครัวได้อยู่อย่างถูกสุขลักษณะแล้ว ยังได้มีการนำเอาต้นไม้ใหญ่ๆ มาปลูก จนกระทั่งสร้างบรรยากาศเป็นธรรมชาติ โดยไม่ได้คิดที่จะต้องการอะไรจากผม ถึงต้องการผมก็คงไม่มีอะไรจะให้ เพราะไม่ได้เก็บทรัพย์สมบัติและทรัพย์สินเงินทองเอาไว้เพื่อตัวเอง นอกจากได้มาแล้วก็นำมาใช้เพื่อกิจกรรมของส่วนรวมเท่านั้น แม้กระทั่งการให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่ส่วนรวม โดยไม่คิดที่จะเอาลิขสิทธิ์แม้แต่สตางค์แดงเดียว
ผมมีสิ่งที่จะให้กับคุณศักดิ์ชัย กาย และสาส์นถึงทุกคนอยู่อย่างเดียว "นั่นก็คือการให้ความรัก ความเมตตา เพื่อฝากเอาไว้เป็นทุนทางจิตใจ" เท่านั้นเอง
นี่แหละครับ หลังจากปรับปรุงบ้านแล้ว สมุดจดบันทึกเล่มหนึ่งซึ่งได้จดเอาชื่อและที่อยู่ รวมทั้งหมายเลขโทรศัพท์ของคุณ อ.และคุณ ส.เอาไว้ในนั้นได้หายไปอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ ซึ่งเรื่องนี้ผมคงไม่โทษใครอื่นนอกจากโทษตัวเองที่ไม่ละเอียดรอบคอบพอ จนกระทั่งถึงบัดนี้ก็ยังหาไม่พบ แต่ผมก็ยังไม่ละความเพียรพยายาม หากเชื่อว่าชีวิตคนเราควรอยู่อย่างมีความหวัง
ในที่สุดความหวังของผมก็บรรลุผลสำเร็จตามที่ปรารถนา แต่มันไม่ใช่ความปรารถนาที่ผมต้องการ หากมาทราบภายหลังว่าชีวิตคุณ อ.กับคุณ ส.ได้แยกทางกันเดิน นอกจากนั้นยังทราบต่อไปอีกว่าชีวิตคุณ อ.จำต้องพบกับเคราะห์กรรมต่อมาอีก เนื่องจากรากฐานจิตใจตนเองไม่เข้มแข็งพอ ทั้งๆ ที่เราก็ได้ช่วยกันประคับประคองมาแล้ว อย่างไรก็ตามยังมีเหตุการณ์ที่แฝงเข้ามาในวิถีชีวิตของคุณ อ.ในอดีต
ทั้งนี้ เนื่องจากความสับสนซึ่งผมไม่อยากจะพูดว่ามันเป็นความสับสนของระบบทางกฎหมาย แต่มันเป็นความสับสนภายในจิตใจคนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะฝากสัจธรรมบทนี้เอาไว้เพื่อเตือนสติทุกคน ดังที่คนโบราณได้เคยสอนเอาไว้ว่า "ทำอะไรก็ตามขอให้มองเห็นหัวคนเข้าไว้" ดังนั้น เรื่องนี้จึงเกิดขึ้นเพราะความสับสนภายในรากฐานจิตใจคนซึ่งทำหน้าที่รักษากฎหมาย เช่นเดียวกันกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเรื่องราวของเรือนจำจังหวัดสงขลา
สิ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดควรจะสอนให้เราแต่ละคน ผู้อยู่อย่างมีความสุขพึงสำเหนียกเอาไว้ด้วย
ผมรบกวนหน้ากระดาษคุณมามากพอแล้ว สุดท้ายนี้ผมใคร่ขอฝากแง่คิดมายังกลุ่ม "สภาประชาชน คนอ่านไทยโพสต์ ที่กำลังจะจัดประชุมในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552" ด้วยว่าผมอยากเห็นเพื่อนกลุ่มนี้ได้มีการนำปฏิบัติลงสู่พื้นฐานด้านล่าง ซึ่งมีเพื่อนมนุษย์ของเราและเป็นคนส่วนใหญ่ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นใครก็ตาม ถ้าเราปฏิบัติบนพื้นฐานความรักความจริงใจแล้ว ควรจะช่วยให้เขาทั้งหลายมีความสุขร่วมกับตัวเราเองด้วย นอกจากนั้นยังได้บุญได้กุศลที่แท้จริง ซึ่งน่าจะทำให้แต่ละท่านมีอายุยืนยาวเป็นไปตามวัยของตัวเอง ทั้งนี้ควรถือว่าสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมดนั้นคือการปฏิบัติธรรม...
ด้วยความเคารพรักอย่างสูงที่มอบให้กับทุกคน
ระพี สาคริก
เรียน ท่านอาจารย์ระพี
คุณ อ.ที่อาจารย์กล่าวถึง ผมไล่เรียงแล้วเป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน ฯลฯ เพราะเขาเป็นอดีตนักศึกษาเข้าป่าภาคเหนือ ซึ่งก็เป็นเรื่องเศร้าของคนรุ่นพวกผมที่คิดว่าต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ แต่ต่างก็สูญเสียมากบ้างน้อยบ้าง บางคนจบชีวิต บางคนติดคุก หลายคนเสียอนาคตโดยจบลงอย่างว่างเปล่า
จะบอกว่าว่างเปล่าโดยสิ้นเชิงมันก็ไม่เชิง การต่อสู้ 14 ตุลามาจนหลัง 6 ตุลา ได้ส่งผลสะเทือนด้านกลับต่อสังคม ให้มีความเป็นประชาธิปไตยและให้ความเป็นธรรมมากขึ้น เพียงแต่ผู้ต่อสู้เป็นผู้แพ้ เหมือนกับคณะราษฎร เสรีไทย นักหนังสือพิมพ์ยุค 2500 และผู้คนอีกจำนวนมากที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคม แต่ตัวเองประสบชะตากรรม
คนรุ่นผมเข้าป่าเพราะเจ็บแค้นจากความอยุติธรรมเมื่อ 6 ตุลา แล้วก็ตั้งเป้าว่าจะเปลี่ยนแปลงสังคม หลายคนยอมทำผิดกฎหมายเพื่ออุดมการณ์ แต่พอถูกจับติดคุกสิบกว่าปี กลับออกมา พคท.ล่มสลายแล้ว ขบวนการล่มสลายแล้ว เพื่อนฝูงที่เคยร่วมกันต่อสู้ต่างก็ปากกัดตีนถีบเอาตัวรอดในสังคมทุนนิยม ไม่มีใครช่วยเขาได้มากนัก เขายืนงง เคว้งคว้าง และทำใจได้ยาก ต้องปรับตัวโดยเริ่มต้นจากติดลบยิ่งกว่าคนอื่น
เรื่องของคู่รักในช่วงที่มีอุดมการณ์ มองเห็นแต่ด้านที่งดงามของกันและกัน หรือในช่วงยากเข็ญ สถานการณ์บังคับให้เห็นใจกัน ผมพบเห็นด้วยความเศร้าใจว่าในที่สุดก็ต้องเลิกรากันไปหลายคู่ แต่บางคู่ก็อยู่ด้วยกันจนวันนี้ (คู่รักในม็อบ 193 วันพึงสังวร)
กรณีของคุณ อ.มีปัญหาในแง่ความยุติธรรมอยู่บ้าง เพราะที่จริงเขาไม่ใช่คนยิง แค่อยู่ในกลุ่มที่ไปด้วย และยังมีอีกคนหนึ่งต้องโทษพร้อมกันทั้งที่ไม่เกี่ยวเลย เล่ากันว่าผู้พิพากษาในคดีนี้พูดภายหลังว่า ใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่เห็นต้องสนใจเพราะมันคอมมิวนิสต์เหมือนกัน
เพื่อนเล่าว่าสมัยคุณ อ.อยู่ในคุก ก็เกือบจะโดน "ขาใหญ่" เก็บไปแล้ว เพราะเขาไปต่อสู้เรื่องสวัสดิการและความเป็นธรรม จนผู้คุมไม่พอใจ
แต่เล่าในอีกแง่มุมของความเป็นมนุษย์ คดีนี้ตำรวจถูกยิงตายไปคน ที่เหลืออีกคนวิ่งหนี ต่อมาภายหลังตำรวจคนนี้มาดูแลศูนย์การุณยเทพเชียงใหม่ เพื่อนผมถูกจับไปคุมตัวไว้ ก็กลายเป็นสนิทสนมกันทั้งที่อยู่คนละสี
เรื่องของคุณ อ.อาจเป็นโศกนาฏกรรมของคนเฉพาะกลุ่ม (คือพวกผม) แต่มันก็เป็นภาพสะท้อนความอยุติธรรมความไม่เป็นธรรมในสังคม ที่ผลักคนให้ประสบชะตากรรม ไม่ต่างจากที่สงขลาที่อาจารย์เล่า แน่นอนว่าส่วนสำคัญอยู่ที่ใครมีรากฐานจิตใจเข้มแข็งเพียงใด แต่ถ้าสังคมมีความเป็นธรรมเป็นพื้นฐาน ผู้คนมีความรักความจริงใจเช่นอาจารย์ ก็จะช่วยลดความสับสนลงได้มาก
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ใบตองแห้ง








