คงเป็นเรื่องเสียเวลาที่จะพูดถึงความเหมาะไม่เหมาะ ควรไม่ควร ความถูกหรือความผิด สำหรับกรณีการล่ารายชื่อประชาชน 1 ล้านคน เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาให้มีการนิรโทษกรรม หรือพระราชทานอภัยโทษต่อ ทักษิณ ชินวัตร เพราะเป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่า กลุ่มบุคคลที่พยายามเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ ก็รู้แจ้งแทงตลอดอยู่แล้วว่า การกระทำของตัวเองนั้นจะนำไปสู่อะไร หรือมุ่งหมายที่จะให้เกิดผลเช่นไรในอนาคตข้างหน้า...
-----------------------------------------------
อันที่จริงก่อนหน้านี้ซักพักใหญ่ๆ...ก็เคยมีข่าวคราวว่าด้วยกรณีกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ได้ทำการ สำรวจวิจัยอย่างลับๆ ถึงความรู้สึกของพสกนิกร หรือราษฎรโดยทั่วไป ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และด้วยความเป็น มืออาชีพ ของกลุ่มบุคคลเหล่านั้น ทำให้พอน่าเชื่อได้ว่า...ผลสำรวจวิจัยดังกล่าว อาจถือเป็นคำตอบที่มีมาตรฐานได้ในระดับหนึ่ง ส่วนจะสรุปออกมาแบบไหน? อย่างไร? ก็คงไม่ต้องเสียเวลาไปพูดถึงอีกนั่นแหละ เพราะการกระทำแบบลับๆ นั้น มันยากที่จะเอามาแยกแยะ หาข้อพิสูจน์ ยืนยัน กันได้อย่างชัดเจน ตรงไป-ตรงมา...
--------------------------------------------------
อย่างไรก็ตาม...การล่ารายชื่อราษฎร 1 ล้านรายชื่อ เพื่อให้มีการนิรโทษกรรม ทักษิณ คราวนี้ ถ้าหากจะเรียกว่าเป็นความพยายามที่จะทำการ สำรวจวิจัยอย่างเปิดเผย ก็คงพอได้ นั่นก็คือ...ไม่ว่าผู้ที่ร่วมลงชื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ ทักษิณ จะมีเหตุผล มีจิตเจตนา มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไรก็แล้วแต่ แต่โดยจำนวน ปริมาณ ของผู้ร่วมลงชื่อในการถวายฎีกาครั้งนี้ ก็คงไม่ต่างไปจากสะท้อนให้เห็นถึงตัวเลขสถิติ จำนวนเปอร์เซ็นต์ของผู้คนในสังคมไทย ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไปในทางหนึ่งทางใดนั่นเอง...
---------------------------------------------------
ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะเหมาะไม่เหมาะ ควรไม่ควร ถูกหรือผิด แต่ท้ายที่สุดแล้ว...มันย่อมมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ในระดับโครงสร้างอย่างไม่อาจปฏิเสธได้โดยเด็ดขาด ปัญหาก็มีอยู่ว่า...แล้วฝ่ายที่ดูแลรับผิดชอบความมั่นคงอยู่ในขณะนี้ ควรจะมีท่าทีอย่างไรต่อการกระทำดังกล่าว??? ซึ่งถ้าหากตรวจสอบจากพฤติกรรม การแสดงออกของบรรดาผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวข้องในเรื่องราวเหล่านี้ ไม่ว่าตั้งแต่ระดับรัฐบาล ลงมาถึงหน่วยงานความมั่นคงแต่ละหน่วยงาน...ก็คงต้องยอมรับว่า มักจะออกไปในทาง เงียบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า กันเป็นหลักใหญ่...
---------------------------------------------------
ถ้าหากมองโลกในแง่ดี...การใช้ ความเงียบ ในการรับมือกับความเคลื่อนไหวเหล่านี้ อาจตีความว่าเป็นท่าทีที่สะท้อนถึงความลุ่มลึก ความชาญฉลาด ก็คงพอได้ เพราะเรื่องราวดังกล่าวนั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยความประณีต ละเอียดอ่อน จะไปแสดงอาการเอะอะ มะเทิ่ง เกรี้ยวกราด โวยวาย ก็คงจะไม่ถูกเรื่องกันซักเท่าไหร่นัก และดูเ
หมือนว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงระดับบริหารบางราย ก็เคยออกมาแสดงทัศนะทำนองนี้เอาไว้บ้าง คือตระหนักดีว่าบรรดาความเคลื่อนไหวเหล่านี้ มีผลกระทบต่อความมั่นคงจริงๆ แต่ กรรมวิธี ในการจัดการนั้น จำเป็นจะต้องใช้ความละเอียด ประณีต จนอาจทำให้แต่ละหน่วยงานมีสภาพไม่ต่างไปจากผู้ซึ่ง อมเชาวริน เอาไว้เต็มปาก...อะไรประมาณนั้น...
-------------------------------------------------------
หรืออย่างที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พล.ท. สุรพล เผื่อนอัยกา เพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ของ ทักษิณ ผู้ซึ่งเพิ่งจะกลายเป็น อดีตเลขาฯ ไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้ออกมาแสดงทัศนะในเรื่องนี้เอาไว้แบบค่อนข้างจะคลุมเครือ และคงต้องอาศัยการตีความกันพอสมควร โดยการระบุว่า "เรื่องนี้เป็นประเด็นการเมือง ไม่ขอวิจารณ์ แต่ยอมรับว่ากระทบความมั่นคง" แต่ก็ได้ขยายความเอาไว้ด้วยว่า "ประวัติศาสตร์ประเทศไทย เคยผ่านเรื่องนี้มาเยอะแล้ว บางครั้งก็น่ากลัวกว่านี้อีก...แต่มันจะค่อยๆ คลี่คลายไปตามพัฒนาการทางการเมืองของประเทศ..."
-------------------------------------------------------
ซึ่งก็คงต้องยอมรับนั่นแหละว่า...โดยคำพูดของอดีตเลขาฯ สมช.ท่านนี้ ก็ฟังดู มีเหตุมีผล อยู่ตามสมควร เพราะถ้าหากย้อนประวัติศาสตร์ประเทศไทย กลับไปซักเมื่อ 60-70 ปีที่แล้ว เรื่องราวทำนองนี้ก็เคยปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน โจ่งแจ้ง กว่าเท่าที่เป็นอยู่ในระยะปัจจุบันหลายต่อหลายเท่า แต่ถ้าจะพูดถึงในแง่ของ ความน่ากลัว แล้ว ก็ยังไม่น่าจะมั่นใจซักเท่าไหร่ว่า ระหว่างความชัดเจน โจ่งแจ้ง ในอดีต...กับความอึมครึม ขมุกขมัว ซ่อนเร้น ในปัจจุบันนั้น...อะไรน่ากลัว ไม่น่ากลัวกว่ากัน และพัฒนาการทางการเมืองของประเทศนับจากนี้ต่อไปนั้น จะทำให้เรื่องราวเหล่านี้ถูกคลี่คลายไปในทิศทางแบบไหนกันแน่...???
--------------------------------------------------
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาถึงท่าทีของหน่วยงานความมั่นคงในแทบทุกๆ เรื่อง ไม่ใช่แต่เฉพาะเรื่องราวเหล่านี้เท่านั้น ก็คงปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า...ส่วนใหญ่แล้วมักจะอาศัย ความเงียบ ในการรับมือกับกรณีต่างๆ แทบทุกกรณีด้วยกันทั้งสิ้น จนบางครั้ง ความเงียบ ของฝ่ายความมั่นคงในแต่ละระดับ ทำให้อดีตเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับบริหาร หรือระดับพลเอกอัตราจอมพล อย่างพลเอก ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ ผู้ซึ่งเคยผ่านงานการข่าว ยุทธการ มาเป็นจำนวนไม่น้อย อดไม่ได้ที่จะปรารภ รำพึง ถึงผู้นำหน่วยงานความมั่นคงบางหน่วยทำนองว่า..."เห็นเงียบๆ...นึกว่าจะฉลาด ลุ่มลึก แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว...โง่...หรือไม่ได้คิดอะไรเอาเลย ประมาณนั้น...
----------------------------------------------------
ก็เอาเป็นว่า...อันที่จริงเราทั้งหลาย ก็พอรู้ๆ กันอยู่แล้วว่า ไผเป็นไผ ใครคิดอะไร ใครจะทำอะไร ด้วยวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายเช่นไรกันแน่ และก็ด้วย พัฒนาการทางการเมือง อีกนั่นแหละ ที่ทำให้เรื่องราวอันตรายๆ เหล่านี้ จากที่เคย จำกัดวง อยู่ในกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น นับวันจะบานปลาย ขยายตัว ซึมซ่านไปสู่ผู้คนแต่ละระดับชั้นอันย่อมต้องมีผลต่อโครงสร้างของสังคมทั้งสังคมอย่างไม่อาจปฏิเสธ กรรมวิธีการรับมือที่เคยใช้ได้ผลมาในอดีต มันจะยังสามารถใช้ได้ผลในปัจจุบัน หรือในอนาคตข้างหน้าได้อีกหรือไม่??? ดูเหมือนว่าเราจะโยนคำถามเหล่านี้ไปให้กับ หน่วยงานความมั่นคง หรือผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง เป็นผู้ให้คำตอบเพียงอย่างเดียวนั้น...ออกจะเป็นการ ประมาท หรือ มั่นใจ จนเกินไป ในฐานะที่เราทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่ย่อมต้องเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากความพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคม ไม่ว่าในทางหนึ่งทางใด...เราเองนั่นแหละ ก็คือผู้ที่จะต้องให้คำตอบว่าเราต้องการที่จะให้ พัฒนาการทางการเมืองไทย คลี่คลายไปสู่ทิศทางไหนในอนาคตข้างหน้า...
--------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก อริสโตฟาเนส นักประพันธ์ชาวกรีก (อีกครั้ง)... "อา!!! เหล่าขุนพลทั้งหลาย!! ดูช่างมากมายก่ายกอง แต่ที่ไร้ความสามารถ...ไฉนถึงได้มีมากมายเสียเหลือเกิน..."
------------------------------------------------------








